“หลานคารวะท่านตาขอรับ” องค์ชายสามคุกเข่าคำนับท่านตาเหออย่างนอบน้อม “หลานอกตัญญูไม่เคยมาเยี่ยมท่านตา ขอท่านตาให้อภัยหลานด้วยขอรับ”
“เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ต่อไปเ้าอย่าได้คุกเข่าให้ใครง่ายๆ เช่นนี้อีก” ท่านตาเหอบอกกับหลานชายเป็นัยก่อนที่จะประคองเขาให้ลุกขึ้นยืนอย่างปลาบปลื้ม “เห็นเ้าเติบโตมาอย่างดีเท่านี้ตาก็พอใจแล้ว”
“ไหนมาให้ยายดูหน้าเ้าใกล้ๆ หน่อยสิ” ท่านยายเหอเรียกหาหลานชาย “เทียนเอ๋อของยายโตเป็หนุ่มหล่อเหลาขึ้นมากเลยเชียว เ้ามีดวงตาเหมือนแม่ และมีท่าทางองอาจเหมือนพ่อ”
“เฉินอี้หลิงคารวะท่านอาจารย์เหอขอรับ”
“ถังเซี่ยหยูคารวะท่านอาจารย์เหอขอรับ”
ท่านตาเหอหันไปมองเด็กหนุ่มอีกสองคนก็พอจะรู้ถึงสถานะของพวกเขาดี “อยู่ที่นี่ต่อไปพวกเ้าก็จะไม่ใช่ท่านอ๋องหรือคุณชายอีกต่อไปแล้ว พวกเ้าต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้เหมือนกับชาวบ้านที่นี่ พวกเ้าจะได้รับรู้ถึงความลำบากของเขา เมื่อถึงเวลาที่พวกเ้ามีอำนาจ พวกเ้าจะได้คำนึงถึงชีวิตของพวกเขาให้มาก การบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรล้วนต้องอยู่ในมือของพวกเ้า”
“พวกเราจะจดจำคำสอนของท่านตาให้ขึ้นใจขอรับ” องค์ชายสามเป็ตัวแทนของสหายทั้งสองรับคำ ซึ่งหลิงอ๋องและถังเซี่ยหยูก็พยักหน้าตามอย่างเข้าใจ
“ต่อไปนี้ขอให้ทุกท่านเรียกข้าว่าอี้หลิง และขอให้คิดว่าข้าเป็ลูกหลานของพวกท่านคนหนึ่งด้วยนะขอรับ” หลิงอ๋องพูดขึ้นพร้อมกับยืนทำท่าแสดงความเคารพ ถึงอย่างไรตำแหน่งของเขาก็ไม่สามารถคุกเข่าให้คนตรงหน้าได้ นอกจากท่านตาเหอที่มีฐานะเป็อาจารย์
“ส่วนข้าก็ไม่ใช่คุณชายรองสกุลถังเช่นกันขอรับ ขอให้ทุกท่านเห็นข้าเป็ลูกหลานด้วยอีกคนหนึ่ง หากมีสิ่งใดที่ข้ายังบกพร่อง ขอให้ทุกท่านช่วยอบรมสั่งสอนข้าด้วยนะขอรับ” ถังเซี่ยหยูคุกเข่าลงตรงหน้าท่านตาเหอ
“เอาล่ะๆ ขอให้พวกเ้าทำตัวตามสบาย ตอนนี้ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อน บ้านพักของพวกเ้าอยู่ฝั่งตะวันออก ธรรมเนียมของครอบครัวเราคือทุกคนจะต้องมากินข้าวพร้อมกัน ดังนั้นพอถึงเวลาอาหารเย็นก็ให้พวกเ้ามากินข้าวด้วยกันที่นี่” ท่านตาเหอบอกกับเด็กหนุ่มทั้งสามอย่างอารมณ์ดี “วันนี้ญาติผู้น้องของเ้าลงมือเข้าครัวเพื่อเตรียมมื้อใหญ่ไว้รอต้อนรับพวกเ้าเองกับมือเลยนะ”
“ญาติผู้น้องหรือขอรับท่านตา” องค์ชายสามหรือเฉินเฟยเทียนถามอย่างสงสัย
“หรานเอ๋อเป็บุตรสาวของท่านน้าของเ้า แต่น่าเสียดายที่ท่านน้ากับท่านน้าเขยของเ้าเสียชีวิตไปแล้ว ตอนนี้นางมาพักอยู่กับท่านปู่ของนางที่บ้านพักหลังถัดไปนี่เอง เดี๋ยวมื้อเย็นเ้าก็จะเห็นนางเองนั่นล่ะ” ท่านตาเหออธิบาย
“หรานเอ๋อของเรานอกจากจะมีความสามารถในศาสตร์ทั้งสี่แขนงแล้ว นางยังทำอาหารเก่งมากๆ ด้วย” ท่านปู่กู้รีบพูดเสริม “ปู่รับรองว่าอาหารมื้อนี้พวกเ้าจะต้องกินกันไม่หยุดแน่”
กู้เสี่ยวหรานไม่ได้ไปรอต้อนรับองค์ชายสามพร้อมกับคนอื่น เพราะเวลานี้นางกำลังยุ่งอยู่ในห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทาง ถึงแม้ท่านตากับท่านยายจะบอกไว้แล้วว่าไม่จำเป็ต้องทำอาหารพิเศษไว้คอยต้อนรับพวกเขา แต่ถึงอย่างนั้นนางก็อยากจะสร้างความประทับใจให้กับญาติผู้พี่อยู่ดี
“หรานเอ๋อ อาหารวันนี้มีอะไรบ้างล่ะ ให้ยายช่วยเ้าทำไหม” ท่านยายเหอที่ปลีกตัวออกมาจากเรือนรับรองก็ตรงเข้าห้องครัวเพื่อมาเป็ลูกมือหลานสาวทันที
“ส่งญาติผู้พี่เข้าที่พักแล้วหรือเ้าคะท่านยาย”
“เรียบร้อยแล้วล่ะ ขบวนเดินทางของพวกเขามีคนอยู่ไม่มาก อีกทั้งพวกเขาก็เดินทางมาเป็การส่วนตัว มันก็เลยไม่ได้ยุ่งยากอะไร ว่าแต่เ้าเถอะ เตรียมอาหารไปถึงไหนแล้ว เหนื่อยแย่แล้วล่ะสิ” ท่านยายเหอยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อให้หลานสาว “ดูสิเนี่ย ยายบอกแล้วว่าไม่ต้องมาทำอาหารเองให้ยุ่งยาก ไม่ใช่ว่าท่านปู่ของเ้าก็รู้จักกันดีกับเ้าของเหลาอาหารในตัวอำเภอหรอกหรือ สั่งมากินเสียก็สิ้นเื่แล้ว”
“ข้ารู้เ้าค่ะ แต่ข้าก็ยังอยากทำอาหารให้พี่ชายทานเองอยู่ดี หรือว่าท่านยายไม่เชื่อมือข้าหรือเ้าคะ” กู้เสี่ยวหรานทำท่าย่นจมูกอย่างน่ารัก
ท่านยายเหอลูบศีรษะหลานสาวอย่างเอ็นดู “หรานเอ๋อของยายทำอาหารอร่อยที่สุด ว่าแต่ไม่มีอะไรให้ยายช่วยจริงหรือ”
“ข้าเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง สามชั้นตุ๋นเห็ดหอม แล้วก็ซี่โครงอ่อนตุ๋นรากบัว พวกนี้เราก็ตั้งไฟอุ่นไว้ก่อน พอถึงมื้อเย็นเนื้อหมูก็จะเปื่อยนุ่มพอดีเ้าค่ะ”
“แล้วเครื่องปรุงที่เ้าเตรียมไว้พวกนี้ล่ะ” ท่านยายเหอมองดูวัตถุดิบที่ถูกหั่นเสร็จเรียบร้อยวางอยู่ในชามอย่างเป็ระเบียบ
“พวกนี้ข้าเตรียมไว้ทำไข่ตุ๋นทรงเครื่อง ผัดผักสี่สหาย แล้วก็เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนเ้าค่ะ พอใกล้ถึงเวลาแล้วค่อยปรุง อาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ จะให้รสชาติที่อร่อยกว่าเ้าค่ะท่านยาย” กู้เสี่ยวหรานยิ้มตอบ “ในครัวไม่มีอะไรให้ทำแล้วเ้าค่ะท่านยาย พวกเราออกไปรอข้างนอกดีกว่า ประเดี๋ยวพอใกล้เวลาข้าถึงจะเข้ามาปรุงอาหารทั้งสามอย่างที่เหลือ”
มื้อเย็นทุกคนก็มานั่งกันพร้อมหน้า แม้แต่องครักษ์และผู้ติดตามก็ถูกเรียกให้มานั่งกินข้าวที่ห้องกินข้าวด้วยกัน
“วันนี้หรานเอ๋อของปู่คงเหนื่อยแย่แล้วสิ” ท่านปู่กู้หันไปส่งยิ้มไม่พอใจให้กับบรรดาผู้ติดตามของเฉินเฟยเทียน “พวกเ้าโชคดีมากเลยนะที่มาวันแรกก็ได้ชิมฝีมือหลานสาวของข้าแล้ว ต่อไปพวกเ้าต้องทำดีกับนางให้มาก ไม่งั้นข้าจะไม่ให้หรานเอ๋อทำอาหารเผื่อพวกเ้าอีก”
“ข้าจะกำชับคนของข้าให้ดีขอรับท่านปู่กู้ ข้ารับรองว่าจะไม่มีใครกล้ารังแกน้องสาวแน่นอน” เฉินเฟยเทียนหันไปมองก็เห็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักนั่งอยู่ข้างเด็กหนุ่มอีกสองคน “พวกเ้าคงเป็หลานชายกับหลานสาวของท่านปู่กู้ใช่ไหม”
*ต่อไปนี้ ‘องค์ชายสาม’ จะเรียกว่า ‘เฉินเฟยเทียน’
‘หลิงอ๋อง’ จะเรียกว่า ‘เฉินอี้หลิง’
“ข้าคือกู้หยวน คนนี้คือน้องชายข้าชื่อกู้เผย และน้องสาวคนเล็กของพวกเราคือกู้เสี่ยวหราน” กู้หยวนแนะนำตัวเองและน้องๆ ให้เฉินเฟยเทียนรู้จัก “ท่านปู่บอกว่าพวกเ้าทั้งสามคนมีอายุเท่ากับอาเผย เพราะฉะนั้นข้ามีอายุมากกว่าพวกเ้าเรียกข้าว่าพี่ใหญ่หรือพี่หยวนก็ได้ทั้งนั้น”
“ขอรับพี่ใหญ่ พวกเราสามคน...ไม่สิ พวกเราสี่คน ขอฝากตัวด้วย” เฉินเฟยเทียนไม่ลืมที่จะนับถังฮั่วเข้ามาในกลุ่มด้วยอีกคน
“เอ่อ...คือว่า...” เฉินอี้หลิงยกมือขึ้นอย่างเกรงใจ แต่ก่อนที่เขาจะพูดออกมาเขาก็แอบกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ “ข้าคิดว่าพวกเราเอาไว้ค่อยทำความรู้จักกันทีหลังดีไหม ตอนนี้ข้าหิวมาก อีกอย่างพวกเราควรกินอาหารตอนที่มันยังร้อนอยู่มันถึงจะอร่อยไม่ใช่หรือ”
ท่านตาเหอหัวเราะออกมาเบาๆ “เอาล่ะ อย่ามัวแต่คุยกันอยู่เลย ลงมือกินข้าวกันได้แล้ว”
หลังจากนั้นเสียงถ้วยชามและตะเกียบก็ดังไม่หยุดเหมือนอยู่ท่ามกลางสนามรบ กู้เสี่ยวหรานมองดูทุกคนอย่างรู้สึกทึ่ง มือและปากของแต่ละคนช่างทำงานได้อย่างสอดประสานกันดีเสียจริง ใช้เวลาไม่นานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะก็ถูกจัดการจนเรียบ คนบ้านกู้กับคนบ้านเหอต่างก็คุ้นเคยกับรสมือของกู้เสี่ยวหรานกันแล้ว แต่คณะที่เดินทางมาจากเมืองหลวงเพิ่งเคยกินฝีมือของนางเป็ครั้งแรก พวกเขาก็ยังอดที่จะแปลกใจกับฝีมือการทำอาหารขั้นเทพของนางไม่ได้ แม้แต่เฉินเฟยเทียน เฉินอี้หลิง ถังเซี่ยหยู และถังฮั่ว พวกเขาล้วนแต่ตระเวนกินของอร่อยมาแล้วนักต่อนัก พวกเขายังลอบส่งสายตาให้กันอย่างพึงพอใจไปกับอาหารมื้อนี้
โดยเฉพาะถังเซี่ยหยูที่มองดูเด็กสาวที่นั่งอยู่โต๊ะตรงข้ามในมุมที่เปลี่ยนไป ทีแรกเขานึกว่านางจะเป็เหมือนบรรดาคุณหนูที่แสนน่าเบื่อในเมืองหลวง ที่วันๆ มักจะชวนกันออกไปเดินซื้อเครื่องประทับ เครื่องประทินโฉม และจบด้วยการไปนั่งนินทาผู้คนอยู่ในโรงน้ำชา แต่กู้เสี่ยวหรานกลับไม่เป็เช่นนั้น การที่นางเข้าครัวไปทำอาหารต้อนรับคณะเดินทางด้วยตัวเองก็แสดงให้เห็นแล้วว่านางไม่ใช่เด็กสาวที่ดีแต่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ และนางไม่เพียงแค่ทำอาหารเป็เท่านั้น แต่ฝีมือของนางยังดีกว่าฝีมือของพ่อครัวที่เหลาอาหารในเมืองหลวงบางร้านเสียอีก ช่างเป็เด็กสาวที่น่าสนใจจริงๆ