ปลายฤดูร้อนก่อนเปิดเรียนว่านยาและไฉเข้าพระนครอีกครั้ง กับเตี่ย นอกจากมาดูโรงเรียนแล้ว เตี่ยยังพามาดูร้านใหม่ซึ่งเปิดละแวกคลองภาษีเจริญใกล้วัดปากน้ำ ลักษณะเป็บ้านไม้สองชั้น ชั้นบนมีหนึ่งห้องกับโถงโล่งสำหรับใช้สอย ที่โถงมีโต๊ะไม้กับเก้าอี้สองชุด เปิดเข้าไปในห้องมีเตียงไม้ขนาดหนึ่งคนนอนสองหลัง วางคนละฝั่ง ปลายเตียงเป็ตู้เสื้อผ้ากับตะกร้าหวาย หัวเตียงมีตู้ลิ้นชักคนละอัน
“อยู่ได้ไหม” เตี่ยถาม
“ได้สิเตี่ย แค่นี้ก็พอแล้ว” ไฉเอ่ย
“อั๊วถามลื้อที่ไหน อั๊วถามอาว่าน พออยู่ได้ไหมอาว่าน ถ้ารำคาญอาไฉ อั๊วจะย้ายเตียงมันมาไว้ข้างนอก”
ว่านยาหัวเราะ “อยู่ได้ครับเตี่ย อยู่ได้”
“เตี่ย อั๊วลูกเตี่ยนะ” ไฉโวยวาย
เถ้าแก่แซ่หลี่เหลือบมองลูกชายด้วยหางตา หน้าเชิดก่อนจะเดินนำออกจากห้อง ใจจริงแกก็แอบภูมิใจอยู่ไม่น้อย คิดมาตลอดว่าไฉมันฉลาด แต่ชาวบ้านร้านตลาดไม่ค่อยเชื่อคำแก คราวนี้สอบเข้าโรงเรียนดังในพระนคร มีชื่อเด่นหราในหน้าหนังสือพิมพ์ ใครมาซื้อข้าวซื้อน้ำตาลเป็ต้องทัก แกเลยมีเื่ให้ยืดอกเฉิดฉายได้ไม่น้อย
ลับหลังเตี่ย ไฉเอียงคอสบตาว่านยาท่าทางคล้ายแมวกำลังอ้อน
“คงไม่คิดไล่พี่หรอกใช่ไหม” แมวตัวใหญ่ว่า
“ถ้ารำคาญก็ไม่แน่” ว่านยายกยิ้มข้างเดียวอย่างเป็ต่อ
หลังบ้านติดคลอง น้ำค่อนข้างนิ่ง สายลมพัดเอื่อยเอากลิ่นดอกมะลิจากรั้วข้างๆ ลอยอวลในอากาศ พอลงจากชั้นสองเตี่ยก็เรียกไฉไปคุยเื่จัดการร้าน ว่านยาเลยแยกตัวออกมาด้านนอกรับลม
ตกเย็นป๊าพานั่งเรือไปเดินแถวเยาวราช เลี้ยงข้าวพวกเขา แล้วเข้าพักโรงแรมแถวนั้น เตียงนุ่มนอนสบาย ยิ่งนั่งเรือติดกันสองวัน ได้เอนหลังลงนอนแล้วภาพแทบตัดไปเสียเดี๋ยวนั้น
เช้ามืดเตี่ยเคาะประตูเรียกตื่น เรือเอี๊ยมจุ้นติดเครื่องยนต์มาเทียบจอดรอรับพวกเขากลับอย่างรู้กัน
มารดาของว่านยาใกล้คลอด และอาม๊าของเฮียไฉกำลังตั้งท้องลูกคนที่สี่ เตี่ยเลยไม่อยากค้างนาน ห่วงเมีย ส่วนลูกหมอก็ห่วงแม่
พวกเขาล่องไปตามแม่น้ำเ้าพระยาจนฟ้ามืดไปต่อไม่ได้ถึงจอดนอนพักอีกคืนที่สิงบุรี เช้ามืดอีกวันถึงออกเดินทางไปปากคลองมะขามเฒ่า วันที่สามถึงล่องเรือไปตามแม่น้ำท่าจีน และจอดเทียบท่าน้ำของกงสีในวันที่สาม เดินทางด้วยน้ำขาไปกับขากลับความเร็วไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเรือและกระแสน้ำ สวนขึ้นเหนือยิ่งต้องใช้เวลา
ว่านยาขึ้นจากท่า หลงจู๊ประจำหันคาก็แจ้งข่าวมารดา
“อาปาไพอีปวดท้องแต่เช้ามืด จนถึงตอนนี้ คุงหลวงนั่งดูแต่เช้า ลื้อรีบกลับบ้านเถอะ”
ได้ยินอย่างนั้น ว่านยาก็ไหว้ลาเตี่ย วิ่งกลับบ้านโดยมีสายตาคมมองตามหลัง ไฉหันถามหลงจู๊
“ปวดท้องคลอด ก็นานแบบนี้ปกติไม่ใช่หรือ” ไฉเฝ้ามารดาคลอดมาสองครั้ง ปกติใกล้คลอดจะปวดบีบรัดเป็่ๆ
“มันก็แปลกๆ อยู่ เสียงอีร้องทรมานมาหลายชั่วยามแล้ว ไม่คลอดเสียที ยังดีที่นอกจากหมอตำแยยังมีหลวงเวชวินิจอยู่ด้วย”
บิดาเ้าว่านยาคอยเฝ้าอยู่ข้างกาย คงไม่น่าห่วงเท่าไหร่ คุณหมอเก่งขนาดนั้น
“อาไฉ เอาผ้าเข้าบ้านด้วย” เสียงเตี่ยสั่ง เข้าพระนครทีก็เหมาผ้ามาจากสำเพ็งให้มารดาเอาไว้ตัดชุดใหม่สวยๆ ใส่ ไฉจากมองตามเ้าว่านยาเลยต้องหันหัวกลับเข้าเรือหอบของขึ้นบ้านแทน
????
เสียงร้องด้วยความเ็ปทรมานดังรอดออกมาจากตัวบ้าน ร้านยาแผนโบราณศรีประไพปิดมาได้สองวัน หลวงเวชวินิจผู้เป็สามีเดินทางกลับมารอภรรยาคลอดั้แ่เจ็ดวันก่อน
ว่านยาผลักประตู สาวเท้าเข้าไปยังเตียงมารดา หมอตำแยก็อยู่ที่นั่นด้วยอีกคน ช่วยกันก้มเงยดูหัวเด็กซึ่งกดอยู่ตรงปากช่องคลอด มือคุณหมอประคองท้องเมีย เหงื่อตกกันทั้งแม่และคนทำคลอด
ทีแรกเด็กไม่กลับหัว พอหัวกลับแล้วก็ดูเหมือนตัวเด็กจะใหญ่โตกว่าเชิงกราน ทำให้คลอดยาก
“คุณพ่อครับ ให้ผมช่วยอะไรไหม”
“อยู่เป็เพื่อนคุณแม่ก็พอ”
ได้รับอนุญาตแล้ว ว่านยาจึงถลาเข้าไปจับมือมารดา คนเป็แม่ยกยิ้มให้น้อยๆ แม้สภาพไม่สู้ดีนัก
“เ้าว่านยา” เสียงเรียกระโหยออกมาจากริมฝีปากแห้งผาก
“หนูอยู่นี่จ่ะแม่” เอ่ยก่อนมือจะถูกบีบแน่น
มารดาปวดท้องเบ่ง เธอร้องเสียงดัง มือดึงผ้าที่ผูกไว้กับขื่อ
“หัวออกมาแล้ว เ้าปรุงเก่งมากเลยเ้า” บิดาเอ่ย ปรุงเป็ชื่อเรียกในครอบครัวของแม่ศรีประไพ
หัวออกมาแล้วครู่หนึ่งไหล่ก็ออกตาม พอคลอดได้ทั้งตัว ทารกน้อยก็ร้องไห้จ้า ให้คนเป็พ่อที่ลุ้นเหงื่อตกได้หายใจหายคอ หลังตัดสายสะดือเ้าขมิ้นก็ถูกยกให้หมอตำแยดูแลต่อ แม่ศรีประไพแย้มยิ้ม
“แข็งแรงเชียวลูกแม่”
“ลูกพ่อด้วยเ้า ได้ลูกสาวสมใจเ้าแล้ว” หลวงเวชวินิจเอ่ย มือกดคลึงท้องให้มดลูกหดรัดตัวเพื่อคลอดรกต่อ
“น้องหนูด้วยจ่ะ” เ้าว่านเยี่ยมหน้าเข้าไปแทรกสองสามีภรรยา
กระนั้นสุขใจได้เพียงครู่ แม่ศรีประไพก็เริ่มมีอาการหนาวสั่น คลื่นไส้ หายใจไม่อิ่มขึ้นมา ด้วยเป็หมอแผนโบราณจึงรู้อาการเช่นนี้ผิดปกติ
“พ่อนิด พ่อนิด น้องหนาว”
ภรรยาร้องบอก สายตาจับจ้องสามี
“อีกนิดแม่ รกกำลังออกมาแล้ว”
“พ่อนิด น้องหายใจไม่ออก”
รกออกแล้วถูกนำใส่หม้อดิน เตรียมเครื่องมือเย็บแผล กระนั้นพอได้ยินคำบอกของศรีภรรยา คุณหลวงเกิดมือสั่นขึ้นมา หายใจไม่ออกหรือ?
ยิ่งมองใบหน้าเคยเปล่งปลั่งซีดเซียวก็เริ่มใจไม่ดี ริมฝีปากที่เคยซับสีเืบัดนี้เขียวคล้ำจนน่ากลัว
หลวงเวชวินิจวางมือจากเข็มเย็บ จับดูการไหลเวียนเืที่ปลายเล็บเท้าเมีย พอเห็นว่าเป็สีม่วงคล้ำก็รู้ทันทีว่าปอดและหัวใจแม่ของลูกกำลังมีปัญหา อาการเช่นนี้แม้แต่ในโรงพยาบาลใหญ่ยังช่วยชีวิตไม่ได้
“แม่ปรุง อดทนก่อนเ้า พี่จะหาทางช่วย”
“พ่อนิด อึก ลูก”
มือแม่ศรีประไพที่จับบุตรชายไว้เริ่มกระตุกเกร็ง
“คุณแม่ คุณแม่เป็อะไร” เ้าว่านทำตัวไม่ถูก รู้แค่อาการมารดาไม่สู้ดี
“ยายแม้นๆ เอาเ้าขมิ้นมาให้แม่ปรุงเดี๋ยวนี้!”
ยายแม้นซึ่งง่วนอยู่กับการทำความสะอาดเด็กน้อยตาลีตาลานอุ้มทารกน้อยเข้ามา พอเห็นอาการหมอยาโบราณสาวถึงกับอุทาน
“ผีพรายคุณหลวง ผีพรายแน่แล้ว มันจะเอาชีวิตแม่ศรี”
“เงียบปากยายแม้น ไม่ใช่พรายอะไรทั้งนั้น”
เพราะมันหนักกว่านั้นเสียอีก ภาวะวิกฤตทางระบบหายใจและหัวใจล้มเหลว จากน้ำคร่ำอุดตันในเส้นเื
หลวงเวชวินิจเอาลูกสาววางแนบอกภรรยาที่เริ่มอ้าปากกอบโกยลมหายใจเข้าปอด จับมือภรรยาแน่น
“พี่จะช่วยเ้า” ทั้งที่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร “สอดหมอนยกหัวแม่เ้าให้สูงขึ้น ยายแม้เอาผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวให้แม่ปรุงที”
“เ้าค่ะ ได้เ้าค่ะ” เอ่ยรับแล้วแกก็หายออกจากห้องไป
“อึก พ่อนิด เ้าขมิ้นไม่ผิดอะไร ฮึก พ่อนิดดูแลลูกให้ดีหนา”
“อย่าพูดอย่างนี้ พี่เอายากระตุ้นหัวใจมา คงพอช่วยเ้าได้ พี่จะพาเ้าลงเรือยนต์ไปโรงพยาบาล เ้าว่านไปบ้านกงสีขอเรือยนต์เถ้าแก่เร็ว”
เอ่ยทั้งที่โรงพยาบาลกว่าจะถึงก็เดินทางกันครึ่งวัน ตามมาอย่างไรก็ไม่ทันการณ์
“คะ ครับคุณพ่อ” เ้าว่านลุกพรึ่บ รีบวิ่งออกจากบ้านตรงไปกงสีตรงท่าน้ำทันที
เหลือกันสามชีวิต คุณหลวงมือไม้สั่น หยิบอะดรีนาลีนกับเข็มขึ้นมา แม่ศรีประไพมีเื่อยากพูดมากมาย ชีวิตนี้เพื่อช่วยเหลือคนป่วยไข้ พวกเขาแทบไม่มีเวลาให้กันและกันเลย กระนั้นความรักที่มีให้พ่อนิดของหล่อนไม่เคยลดลงสักนิดเดียวกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา น้ำตาไหลเมื่อนึกว่าชีวิตหลังจากนี้คนที่เหลือจะเป็อย่างไร
“น้องรักพี่นิดเหลือเกิน”
เอ่ยได้เพียงเท่านั้นทั้งร่างก็กระตุกเกร็ง ตาเหลือกค้างขึ้นเบื้องบน
ยายแม้นถือหม้อน้ำเข้ามา ยืนตะลึงค้าง คุณหลวงฉีดยาเข้าไปแล้ว จากนั้นก็เข้าไปยกตัวเ้าขมิ้นที่นอนไม่รู้เื่ออกจากอกแม่ ยายแม้นรีบเข้าไปรับกอดประคองไว้อย่างรู้งาน
มือหนาปัดเอาหมอนอิงหลังออก กดนวดหัวใจให้เมียหวังดึงลมหายใจกลับมา
“พี่ไม่ยอมหนาเ้า พี่ไม่ยอมหรอกหนา” กดมือลงบนอกไป ปากก็พึมพำไป คุณหลวงช่วยชีวิตผู้คนจากความตายมานับไม่ถ้วน เมียคนเดียว จะมาตายคามือได้อย่างไร
“อยู่กับพี่ก่อน แม่ปรุง ได้ยินหรือไม่”
ยายแม้นได้แต่ยืนดูเหตุโศกนาฏกรรมบ้านหลวงเวชวินิจด้วยความโศกสลด แม่ศรีประไพไร้ลมหายใจแน่แล้ว แต่คนเป็หมอกลับไม่ยอมง่าย เป่าลมเข้าปากคนตายหวังให้ฟื้นคืน ทำทุกอย่างให้เมียทั้งที่ไร้ประโยชน์จะไปดึงดัน
????