“เฮ้ออะไรของลูกเนี่ย ั้แ่ต้นจนจบก็ไม่ได้ช่วยแม่ขายของเลย ดูสิเนี่ยขายหมดแล้วก็ยังนั่งเฉยอีก” มู่ฉินตำหนิลูกสาวที่ดื้อรั้น
ส่วนเจี้ยนหนิงที่นั่งอยู่ก็หน้าหนายิ่ง เธอไม่สนใจคำตำหนิของแม่ กลับกันยังกล้าพูดว่า “ก็หนูยังรู้สึกเหนื่อยนี่แม่ เดินขึ้นเขาลงเขาไม่ใช่เล่นๆ นะ นอกจากนั้นขาของหนูยังบอบบางมาก หากขาลูกสาวแม่หักจะทำยังไง แม่คงไม่อยากเลี้ยงลูกไปจนตายใช่ไหม”
ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนเคาะหัวไปทีหนึ่ง
“โอ๊ย ทำอะไรของแม่เนี่ยมันเจ็บนะ”
“ก็ลูกพูดอะไรออกมาล่ะ รู้ไหมพูดเื่ไม่เป็มงคลมันไม่ดี และนอกจากนั้นแม่ก็ไม่มีแรงเลี้ยงลูกจนตายหรอก แม่ต้องเลี้ยงลูกั้แ่ยังเล็กคนเดียวก็เหนื่อยมากพอแล้ว อายุปูนนี้แม่ควรจะมีความสุขของตัวเองบ้าง เฮ้อ...”
“แม่...ตอนนี้แม่แค่ลำบากเพื่อหนูนิดหน่อย แต่อีกไม่นานหรอกแม่จะกลายเป็คนรวย รู้ไหมว่าหนูเป็ใคร”
“เป็ใคร”
“เป็ซีอีโอไงจ้ะแม่” เจี้ยนหนิงยังพูดไม่ทันขาดคำก็โดนเขกหัวไปอีกที
“นี่ไงซีอีองซีอีโอ เลิกพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้ว เก็บของกลับบ้าน”
เจี้ยนหนิงบุ้ยปากแต่ไม่กล้าบ่น เพราะกลัวว่าจะเจ็บหัวครั้งที่สาม
หลังจากที่ลุกขึ้นยืนเธอก็เดินกลับบ้านพร้อมมู่ฉิน หมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่ชื่อว่า 'เหาไหล' ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาด เดินเพียง 2 กิโลเมตรก็ถึงแล้ว ส่วนทางด้านหลังหมู่บ้านเป็หุบเขาใหญ่ ชาวบ้านมักจะไปหาของป่ามาขายที่นั่นเป็ประจำ เหมือนกับที่แม่ของเธอทำอยู่ตอนนี้
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบกับครอบครัวสกุลมู่หลายสิบคน พวกเขากำลังวุ่นอยู่ในครัว แค่เดินเข้ามาในลานบ้านก็ได้กลิ่นอาหารฉุนจมูก เจี้ยนหนิงไม่ชอบเสียงดังแบบนี้ในครัวเลย มันดูวุ่นวายและน่าปวดหัว แต่อนิจจาเธอเดินขึ้นลงเขาทั้งวันเหนื่อยไปหมด กระเพาะก็ส่งเสียงร้องจ๊อกๆ ดังนั้นจึงต้องเลิกวางมาด เข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำก่อนกินอาหารเช้ากับครอบครัว
“แม่”
หลังจากเดินออกห้องน้ำก็มีคนร้องทัก เจี้ยนหนิงหันหน้าไปมองจึงพบกับเด็กสาวคนหนึ่ง ใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวขาวเหมือนหยวกกล้วย แก้มสีแดงปลั่ง ผมสีดำถูกมัดเป็มวย อยู่ในชุดสีขาวที่ผ่านการซักซ้ำๆ จนดูเก่าไปหมด
แม้ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับ นี่คือลูกของเธอในชีวิตนี้ ชื่อว่าอู๋เสี่ยวฟ่าน
“ฟ่านฟ่านน้อยตื่นแล้วเหรอลูก ไหนมาให้แม่กอดหน่อย” เจี้ยนหนิงไม่รังเกียจที่จะอุ้มเด็กหญิงขึ้นมา เธอมีความคุ้นเคยเป็พิเศษ เนื่องจากเคยอุ้มลูกของเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน จะว่าไปเพื่อนที่เรียนจบมาก็คงมีเธอคนเดียวที่ยังไม่มีลูกและสามี เพราะเหตุนี้ละมั้งทำให้แม่ของเธอเริ่มนัดบอดให้
“แม่ตัวเหม็น” เสี่ยวฟ่านบุ้ยปาก ย่นจมูกเล็กๆ ดมกลิ่นของคนที่กอดและเบ้ปาก เจี้ยนหนิงหน้าเจื่อน อยากจะตีเด็กปากเสียคนนี้ซะจริง แต่เธอต้องแสร้งยิ้มรับ จะตีไม่ได้เด็ดขาด ยังไงเด็กก็คือเด็ก และเด็กก็พูดความจริงเสมอ เธอมีแต่ต้องยอมรับความจริงว่าตัวเองนั้นเหม็น
“แม่ทำงาน ก็ต้องมีกลิ่นแบบนี้เป็ธรรมดาจริงไหมจ้ะ” เจี้ยนหนิงยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง สำหรับเธอการโน้มน้าวใจเด็กไม่ใช่เื่ยาก
“รู้แล้วค่ะ แต่แม่อย่าลืมอาบน้ำนะ หากไม่อาบน้ำแล้วมีกลิ่นแบบนี้ทั้งวัน ฟ่านฟ่านไม่อยากเข้าใกล้”
“เข้าใจแล้ว กินข้าวเสร็จแม่จะรีบอาบน้ำทันที ว่าแต่ลูกได้อาบน้ำอุ่นไหม”
“น้ำอุ่น...ไม่นี่คะ ก็อาบน้ำปรกติ”
“อ้อ...”
รอยยิ้มของเจี้ยนหนิงค้างที่ริมฝีปาก ชีวิตของซีอีโอสาวอย่างเธอปกติต้องอาบน้ำอุ่น หากไม่อาบผิวจะแพ้ เป็ผื่นจ้ำๆ แดงๆ และนอกจากนั้นเธอยังคิดว่าอาบน้ำอุ่นน่ะสะอาดกว่า ไม่มีทางหรอกที่จะอาบน้ำเย็น โดยเฉพาะตอนนี้คือหน้าหนาว
“เจี้ยนหนิงไปกินข้าวกัน กับข้าวพร้อมแล้ว ฟ่านฟ่านเองก็มาด้วยนะ” มู่เถาเข้ามาตาม เธอเป็ยายของเจี้ยนหนิง ปีนี้ก็อายุ 70 ปีแล้ว แต่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ เข้าครัวทำอาหารเอง อาหารที่อยู่บนโต๊ะส่วนใหญ่ฝีมือเธอทั้งนั้น
“ค่ะคุณยาย” เจี้ยนหนิงยิ้มตอบ จากนั้นพาลูกสาวไปที่โต๊ะอาหาร
โต๊ะอาหารบ้านสกุลมู่อยู่นอกบ้าน มันเป็โต๊ะตัวยาวนั่งกันได้หลายสิบคน เจี้ยนหนิงนั่งอยู่ตรงหัวมุมข้างลูกสาว เธอกวาดตามองอาหารที่อยู่บนโต๊ะด้วยความผิดหวัง ส่วนใหญ่เป็ผักที่เก็บมาจากูเา และหมั่นโถลูกโตๆ ที่เพิ่งออกมาจากหม้อนึ่ง
หิวก็หิวอยากกินข้าวก็อยากกิน แต่ไม่มีอะไรน่ากินเลยเนี่ยสิ
“เจี้ยนหนิงทำไมไม่กินล่ะ หรือว่าปวดท้องไม่สบาย” มู่เซียงลูกพี่ลูกน้องเอ่ยถาม ทุกคนพากันหันไปมองเจี้ยนหนิงเป็สายตาเดียวกัน ราวกับว่าหากเธอยังไม่จับตะเกียบกิน ก็คงเป็สิ่งแปลกปลอมบนโต๊ะอาหาร
“กินสิทำไมจะไม่กิน” เจี้ยนหนิงยิ้มตอบ จากนั้นท่ามกลางสายตาของทุกคนเธอก็คีบผักกาดดองชิ้นเล็กๆ มาไว้ในชาม กลิ่นของมันค่อนข้างเหม็นหืน เหมือนของหมดอายุแล้วหลายวัน
“ฉันคงไม่ท้องเสียหลังจากกินหรอกใช่ไหม” เจี้ยนหนิงบอกกับตัวเองแล้วค่อยเริ่มกินคำแรกอย่างช้าๆ เธอเคี้ยวคำเล็กๆ เพราะหากไม่อร่อยจะได้คายทิ้งทันที แต่เคี้ยวไม่ทันไรดวงตาของเธอก็กระพริบปริบๆ
“อร่อย ผักดองให้รสชาติเปรี้ยวๆเค็มๆ เหมือนเนื้อหมัก ทำได้ยังไงเนี่ย” หลังจากได้ลิ้มลองรสชาติแล้วเจี้ยนหนิงก็เริ่มปรับตัวเข้ากับทุกคน ทานอาหารอย่างช้าๆ พร้อมกับตั้งคำถามในใจ
“จริงสิเจี้ยนหนิง เธอจะอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไหร่” มู่หลงถาม เขาเป็ชายร่างใหญ่กินได้เยอะ อายุราว 30 ปีแล้ว แต่งเมียเข้าบ้านคนหนึ่งมีลูกสามคน เป็ตัวละครที่กินเยอะที่สุดในสายตาของเจี้ยนหนิง
“แล้วพี่ล่ะ ทำงานได้เงินน้อยทำไมถึงคิดมีลูกหลายคน ไม่รู้หรอว่าเลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้เงินมากขนาดไหน” แทนที่จะตอบคำถามแต่เจี้ยนหนิงกลับตั้งคำถามแทน ทำเอามู่หลงโกรธจนตัวสั่น
“เจี้ยนหนิงฉันแค่ถามเพราะเป็ห่วงอนาคตของฟ่านฟ่าน แต่ดูสิ่งที่เธอพูดสิมันน่าโดนไหมล่ะ!”
“พอได้แล้ว! ตอนกินอาหารบนโต๊ะอย่าได้เอะอะเสียงดัง หากจะทะเลาะกันก็ไปทะเลาะที่อื่น!” มู่เถาอายุ 70 ปีแล้วก็จริง แต่สถานะในบ้านของเธอนั้นใหญ่สุด ลูกๆ ทุกคนต้องรับฟัง
ได้ยินเช่นนั้นมู่หลงก็ปิดปากเงียบ แต่ยังจ้องเจี้ยนหนิงไม่วางตา สำหรับเจี้ยนหนิงเธอทำตัวเหมือนทองไม่รู้ร้อน หยิบนู่นหยิบนี่มากินนิดๆ หน่อยๆ แล้วคิดอะไรเรื่อยเปื่อยในใจ
หลังจากกินเสร็จทุกคนต้องช่วยกันล้างจาน เจี้ยนหนิงอยากปฏิเสธเพราะกลัวว่าจะได้รับาเ็จากการล้างจาน ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานพวกนั้นไม่รู้ว่าใส่สารอะไรบ้าง หากล้างแล้วผิวเกิดลอกขึ้นมา เกรงว่าเธอคงช้ำใจตาย มีชีวิตอยู่ด้วยผิวแย่ๆ ไม่เอาด้วยหรอก
เจี้ยนหนิงจำใจล้างจาน หลังจากล้างเสร็จเธอก็พบมู่เถาที่ยืนยิ้มให้
“คุณยาย...”
“ไม่ต้องกังวล หลานอยากจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนก็ได้นะ ไม่ต้องไปสนใจคำพูดของมู่หลงหรอก เขาก็เป็คนแบบนั้นแหละ”
“ค่ะคุณยาย” เจี้ยนหนิงพยักหน้า เอาตรงๆ เธอก็ไม่เก็บมาคิดมากหรอก ไม่งั้นตอน่ที่เป็ซีอีโอคงปวดหัวกับลูกน้องทุกคนที่นินทาลับหลัง
“จริงสิคุณยาย ทำอาหารอร่อยขนาดนี้ทำไมไม่เปิดร้านล่ะคะ น่าจะมีคนเข้าเยอะเลยนะคะ ดีกว่าประกอบอาชีพอย่างเก็บผักป่าขาย”
ดวงตาของมู่เถากระพริบน้อยๆ เมื่อมองคนตรงหน้า “นานแล้วที่ไม่มีใครชมยายแบบนี้ ผักของยายอร่อยขนาดนั้นเชียว”
“อร่อยมากค่ะ จากที่หนูเคยทานอาหารมาทั่วโลกในฐานะ...เอ่อ...อาหารของคุณยายอร่อยมากกว่าร้านดังๆ เลยค่ะ” เจี้ยนหนิงตีปากตัวเอง เกือบหลุดไปแล้วว่าเป็อาหารจากชาติที่แล้ว
“ยายไม่กล้าเทียบกับพวกเขาหรอก อีกอย่างหนึ่งการเปิดร้านอาหารต้องใช้เงินจำนวนมาก ยายมีแต่ที่ดินในหมู่บ้านเหาไหล เปิดร้านที่นี่ใครจะซื้อ ทุกคนประกอบอาชีพเหมือนๆ กันหมด หลานก็น่าจะรู้”
เจี้ยนหนิงเป็คนฉลาด เพียงคุยไม่กี่ประโยคก็เข้าใจความเป็จริง
“งั้นสักวันหนึ่งหนูจะเปิดร้านให้ยาย เป็ร้านในเมืองใหญ่ รับรองตอนนั้นยายไม่จำเป็ต้องเข้าครัวเอง แค่สั่งลูกน้องก็พอ”
“หลานนี่ตลกจัง” มู่เถาไม่คิดเป็จริงเป็จัง สำหรับเธอมันก็แค่คำปลอบโยนจากหลานสาว แต่สิ่งที่เจี้ยนหนิงเอ่ยนั้นในอนาคตต้องทำให้ได้ นี่คือความตั้งใจของเธอ ไม่งั้นคงไม่ประสบความสำเร็จในชาติก่อน
คุยกับยายอีกไม่นานก็ขอตัวไปอาบน้ำ ห้องน้ำที่นี่ค่อนข้างโบราณ ก็แหงล่ะนี่คือยุค 80 ในเกาะฮ่องกง ถึงแม้จะดีกว่าจีนที่อดอยากในยุคเดียวกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเกิดในครอบครัวยากจน
“เย็นจัง...” เจี้ยนหนิงเอามือแตะน้ำในอ่างแล้วสะดุ้งโหยง ขนทุกเส้นบนร่างลุกชั้น ทำเอาไม่กล้าอาบน้ำ
“เจี้ยนหนิงอาบน้ำแล้วหรือยัง รีบๆ อาบล่ะพี่สาวคนนี้ปวดท้อง ข้าศึกบุกประตูหลังบ้านแล้วเนี่ย รีบๆ อาบน้ำนะ ถ้าไม่อาบพี่สาวจะทุบเข้าไป” เสียงลูกพี่ลูกน้องเร่งเร้าเจี้ยนหนิง ทำเอาหญิงสาวต้องกัดฟันสู้
“เป็ไงเป็กันวะ อาบก็อาบ!”
จะว่าอาบก็ยังไงอยู่ จริงๆ แค่เดินผ่านน้ำไม่กี่หยด แต่ถึงอย่างนั้นเจี้ยนหนิงก็ตัวสั่นเหมือนผีเข้า พอเปิดประตูจากห้องน้ำก็รีบกลับไปที่ห้อง ขดตัวอยู่บนที่นอน คลุมโปงด้วยผ้าห่มหนาๆ