“เห็นทีพวกเขาคงไม่ได้มาดูลาดเลาเพื่อทำเรื่องเลวร้ายหรอกขอรับ” ไป๋ซิงซวี่มองตามเด็กหญิงที่เดินเข้าไปในร้านหนังสือ
จินวั่งซูผงกศีรษะสองสามครั้ง “เหมือนมาหาคนมากกว่าเจ้าลองไปถามหลงจู๊ร้านหนังสือทีสิว่านางซื้อหนังสืออะไรไป?”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กหญิงถือหนังสือสองเล่มออกจากร้านเด็กหญิงที่ตัวเล็กแค่นั้นไม่น่าจะสนใจอ่านตำราโดยทั่วไปเด็กอายุขนาดนี้มิได้สนใจจะซื้อหาตำราเองอย่างนาง
ไป๋ซิงซวี่เดินมายังหัวมุมร้านที่คุณชายจินยืนอยู่เมื่อบอกชื่อตำราทั้งสองแล้ว พวกเขาก็สบตากันด้วยความงุนงง
“ดูท่าศิษย์พี่ของนางก็ไม่ใช่ผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนนักพรตทั้งสองนั่นยิ่งไม่น่าจะใช่เข้าไปใหญ่อย่าว่าเด็กคนนี้จะซื้อตำราไปอ่านเองเถอะ แปลกเกินไปแล้วหากเป็นเด็กผู้ชายข้าก็ยังพอจะเชื่อได้แต่นี่เป็นเด็กผู้หญิง”
จินวั่งซูในฐานะพระญาติฝ่ายมารดาขององค์ชายได้เข้าไปเล่าเรียนเขียนอ่านในวังตั้งแต่ยังเด็กเขาเคยเห็นเพียงเหล่าองค์ชายเท่านั้นที่คร่ำเคร่งตั้งแต่อายุน้อยๆส่วนคนข้างนอกที่อายุขนาดนางก็มักจะเป็นลูกหลานฝ่ายชายของขุนนางหรือบัณฑิต
...นักพรตน้อยผู้นี้อยู่กับกลุ่มนอกรีต เหตุใดนางจึงฉลาดนัก?
สัญชาตญาณของคนสอดรู้สอดเห็นอย่างจินวั่งซูทำให้เขารู้สึกเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรดาที่ควรจะมองข้ามเขามองตามคนทั้งสองที่ถือน้ำตาลปั้นจากไป
“พวกเขาพักที่ตรอกในย่านจี้ฮุยหรือ?”
ย่านจี้ฮุยที่จินวั่งซูเอ่ยถึงคือแหล่งที่พักที่พ่อค้าต่างถิ่นชอบไปพักเพราะพวกเขาจะได้นั่งร่ำสุราซักถามเรื่องการเดินทางและสภาพแต่ละเมืองที่ต่างฝ่ายต่างเดินทางผ่านมานับได้ว่าเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการค้าที่สำคัญของเมืองหลวง
ถนนจี้ฮุยเป็นถนนใหญ่ริมถนนมีซอยและตรอกจำนวนมาก
“ขอรับ สองตรอกท้ายมีบ้านเช่าหลายหลังที่สภาพดีและราคาถูก”
“เราคงต้องไปเยือนย่านนั้นสักหน่อยแล้ว”
ณคฤหาสน์ตระกูลจิน
เช้าวันนี้อากาศแจ่มใสคหบดีจินกับฮูหยินผู้เฒ่าจูงมือกันขึ้นรถม้าไปยังเจดีย์วัดหยกสวรรค์นานหลายเดือนที่ไม่มีโอกาสได้ไหว้พระฮูหยินผู้เฒ่าส่วนใหญ่ก็สวดมนต์อยู่ในหอสงบใจด้านหลังคฤหาสน์
“เจ้ายิ่งแก่ก็ยิ่งชักช้าข้าบอกแล้วว่าอย่าให้สาย นี่มันวันหยุด ประเดี๋ยวรถม้าแถวถนนหน้าวัดก็ติดอีก”
การเดินทางในเมืองหลวงช่วงนี้มีความวุ่นวายมากขึ้นถนนหลายสายไม่อาจจะขับขี่รถม้าได้ดังใจเพราะมีพ่อค้าและผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก
“เป็นเพราะกำลังจะถึงเทศกาลหรือเจ้าคะ?”
“นั่นก็ส่วนหนึ่งแต่ที่สำคัญหลังจากที่หมิงฮ่องเต้ทรงปรับปรุงขยายเส้นทางในแคว้นใหม่พ่อค้าต่างถิ่นก็เดินทางผ่านแคว้นเรากันมากเจ้าอย่าลืมสิว่าแคว้นเราเป็นทางผ่านเพื่อออกแคว้นเหลียนส่วนแคว้นเหลียนก็มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่ติดต่อกับดินแดนโพ้นทะเลได้แล้วทางเดินทางไปทางตะวันตกตอนนี้ยังมีเส้นทางอ้อมทะเลทรายไปติดต่อดินแดนที่ลึกเข้าไปโน่นได้แล้ว”
คหบดีจินอายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้วแต่เพราะความเป็นคนค้าขายจึงมีความคล่องแคล่วสนใจใคร่รู้เรื่องราวรอบด้านอยู่ตลอดเวลาทำให้เป็นคนฉับไวไม่ตกยุค
“ท่านพี่ท่านได้นัดกับเสี่ยวซูไว้หรือไม่เจ้าคะ?”
“นัดแล้วป่านนี้คงไปรอที่หน้าวัดแล้วกระมัง?”
จินวั่งซูเป็นหลานรักของท่านปู่ทรัพย์สินในตระกูลแม้ว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในกงสีที่บิดาของเขาดูแลอยู่ ทว่าท่านปู่จินเจาผู้นี้ก็เคยประกาศก้องว่าจะมอบส่วนของตนทั้งหมดให้กับเสี่ยวซูด้วยเหตุนี้คนทั้งตระกูลจินจึงรู้ว่าไม่ควรจะวุ่นวายกับปู่และหลานคู่นี้
รถม้าคันใหญ่หรูหราของตระกูลจินวิ่งออกจากคฤหาสน์รถม้าคันนี้แม้จะไม่ดูงดงามวิจิตรบรรจง แต่กลับดูสง่างามและน่าเกรงขามแค่เพียงชาวบ้านเห็นตราประจำสกุลจินที่เป็นไม้แกะสลักอยู่ข้างตัวรถก็ล้วนแต่ต้องหลีกทาง
ครู่ใหญ่รถม้าคันนั้นก็จอดหน้าประตูเจดีย์วัดหยกสวรรค์กงเชากับ เสี่ยวหยี่ชะเง้อมองด้วยความสนใจ
“นั่นมันรถม้าผู้ใดกันดูเหมือนจะเป็นคนใหญ่คนโตในเมืองหลวง”
“ตรารูปตำลึงทองเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลจิน หนึ่งในสิบสกุลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
กงเชาหันมามองพลางเลิกคิ้วถาม “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ตำราเล่มเมื่อวานที่ข้าซื้อไปได้กล่าวไว้เจ้าค่ะ”
“ตระกูลนี้เหตุใดจึงร่ำรวยนัก?”
เสี่ยวหยี่จึงเริ่มไล่เรียงเรื่องราวของคหบดิจินเจาที่เดินทางมาจากแคว้นจินเพื่อทำการค้าในแคว้นหมิงกระทั่งกิจการของสกุลจินมั่งคั่งอย่างยิ่งในปัจจุบัน
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าของโรงน้ำชาและสำนักข่าวนกกระจิบนั่นก็คือคุณชายในสกุลนี้น่ะสิ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! คุณชายจินวั่งซูเป็นพระญาติขององค์ชายสิบสองหรือจวิ้นอ๋องที่ตอนนี้เป็นราชบุตรเขยของแคว้นจินส่วนน้องสาวคนที่สามของเขาก็ยังเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่แคว้นจินที่เป็นท่านน้าของท่านอ๋องใหญ่ด้วย”
กงเชาฟังจบก็ทำตาโต“คนผู้นี้เห็นทีคนทั่วไปคงไม่กล้าล่วงเกินแล้ว”
“ยังมีเรื่องเล่าอีกว่าคุณชายจินผู้นี้เข้านอกออกในวังหลวงเพื่อเข้าเฝ้าหมิงฮ่องเต้กับฮองเฮาได้อย่างสะดวกสบายเพราะเคยถวายงานกับทั้งสองพระองค์จนเป็นที่พอพระทัยมาก่อน”
“ยิ่งฟังข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าพวกเราไม่เกี่ยวข้องกับเขาได้เป็นดี”
“แต่ข้ายังอยากไปดูโรงน้ำชากับสำนักข่าวนกกระจิบนะเจ้าคะ”
กงเชาตบบ่าศิษย์น้องเบาๆ “ไปดูก็ได้แต่เราคงต้องระวังให้มากอย่าให้เขาสนใจพวกเราก็แล้วกัน ข้ากลัวว่าเขาจะมาจับผิดท่านอาจารย์”
“ข้าก็คิดเหมือนท่าน ศิษย์พี่รองครั้งก่อนที่เราช่วยเรื่องคดีคุณชายสือ หวังว่าคงไม่เป็นที่เอิกเกริกหรอกนะข้ากลัวว่าคนของสำนักข่าวนกระจิบจะเอาไปเขียนข่าวน่ะสิ”
“เจ้ายังไม่ได้อ่านจดหมายข่าวของพวกเขาหรือ?”
เสี่ยวหยี่ส่ายหน้า“เมื่อวานข้าได้ยินว่าขายหมดแล้วเลยไม่ได้ซื้อ”
“เราไปร้านแถวนี้ดู เผื่อจะเหลือบ้าง”
ร้านขายหนังสือใกล้วัดไม่ค่อยมีผู้มาซื้อหาบ่อยนักจึงเหลือจดหมายข่าวตกค้างทั้งฉบับเดิมด้วยเสี่ยวหยี่รีบหยิบทุกฉบับออกมาแล้วล้วงเงินจ่ายร้านนี้มีโต๊ะหน้าร้านตั้งไว้ให้นั่งอ่านด้วยเด็กหญิงจึงรีบไปนั่งแล้วกางจดหมายข่าวออกดู แต่ละฉบับมีจำนวนสิบแผ่น
“ท่าทางคุณชายจินจะขายข่าวได้เงินแต่ละเดือนไม่น้อยเชียวเจ้าดูสิแค่สิบหน้าก็เท่ากับราคาก๋วยเตี๋ยวสองชามแล้วซ้ำยังมีการแนะนำร้านค้าในเมืองหลวงแทรกเข้ามาอีก”
“เขาคงจะได้เงินจากการรับจ้างเขียนแนะนำร้านค้าน่ะได้ทั้งค่าขายข่าว ได้ทั้งเงินจากร้านค้า นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก”เสี่ยวหยี่ตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจขณะกวาดตามองไปตามหัวข้อข่าวในเล่ม
“นี่ๆ เล่มล่าสุดเขียนเรื่องการรื้อคดีของคุณชายสือและคำสารภาพของคนร้ายด้วย”
***************************
