ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 94 ล็อกเป้าหมายด้วยสัมผัสเทวะ

            เพิ่งจะถูกลอบโจมตีไปแม้ในใจจะเริ่มตื่นตัว แต่สุดท้ายการป้องกันเมื่อครู่ก็ยังถือว่าฉุกละหุกอยู่ดี

            ทว่าครั้งนี้ตั้งแต่วินาทีที่อีกฝ่ายเริ่มควบแน่นพลังโจมตี ทุกคนก็เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว

            แต่ลูกไฟนั่นพุ่งมาเร็วมากเพียงชั่วพริบตาก็ถึงตัวแถมอานุภาพยังรุนแรงจนไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่าไม่มีทางรับมือตรงๆ ได้แน่นอน!

            “หลบไป!”

            เจียงจืออวี๋กระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรงพุ่งร่างทะยานไปทางทิศที่แสงไฟสว่างวาบขึ้นมาในจังหวะที่เกือบจะปะทะกับลูกไฟเข้าจังๆเธอเบี่ยงตัวหลบด้วยท่าทางพิสดารจนรอดพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด

            ทว่าถึงจะหลบพ้นเธอก็ยังสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุถึงขีดสุดที่แผ่ออกมาจากลูกไฟนั่น

            ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าโดนเข้าไปจังๆสักครั้งเดียว คงได้บาดเจ็บสาหัสแน่นอน

            และในขณะที่เจียงจืออวี๋พุ่งทะยานเข้าหาศัตรูประกายอัสนีบาตสีน้ำเงินขาวสายหนึ่งก็พุ่งสวนออกไปก่อน

            มันมอบแสงสว่างให้ท้องนภาอันมืดมิดเพียงชั่วครู่พลางพุ่งผ่านด้านซ้ายของเจียงจืออวี๋ตรงดิ่งไปยังจุดที่ลูกไฟเพิ่งจะถูกควบแน่นออกมาเมื่อครู่

            “ตูม!”

            “ตูม!”

            เสียงระเบิดจากลูกไฟและอัสนีบาตดังสนั่นขึ้นแทบจะพร้อมกัน

            ทว่าเห็นได้ชัดว่าทั้งลูกไฟและอัสนีบาตต่างก็ไม่โดนเป้าหมายเลยสักนิด

            เจียงจืออวี๋หยุดเท้ากะทันหันเธอเหยียบลงบนดินที่ไหม้เกรียมจากการถูกอัสนีบาตฟาดพลางขมวดคิ้วแน่น

            นับตั้งแต่ฝ่ายตรงข้ามควบแน่นพลังโจมตีจนถึงตอนที่การโจมตีของไป๋ฉางเซิงไปถึงทั้งหมดใช้เวลาเพียงแค่ประมาณหนึ่งวินาทีเท่านั้น แต่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แค่นี้อีกฝ่ายกลับหายตัวไปอย่างสมบูรณ์

            ความเร็วนี่มัน...

            “ทุกคนระวังตัวด้วย ค่าพลังเลือดของอีกฝ่ายอย่างน้อยต้องหนึ่งหมื่นห้าพันไม่น่าใช่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้แน่ๆ”

            เจียงจืออวี๋เอ่ยเตือนขึ้นอีกครั้ง

            เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็ยิ่งตึงเครียดหนักกว่าเดิม

            ค่าพลังเลือดหนึ่งหมื่นห้าพันนั้นไม่น่ากลัวเท่าไหร่นักแต่ที่น่ากลัวคือพวกเธอหาตัวอีกฝ่ายไม่เจอเลยแม้แต่นิดเดียวในขณะที่อีกฝ่ายกลับดูเหมือนจะล็อกตำแหน่งของพวกเธอได้อย่างแม่นยำ

            สถานการณ์ที่ศัตรูอยู่ในที่ลับแต่พวกเธออยู่ในที่แจ้งแบบนี้เสียเปรียบอย่างยิ่งมีพละกำลังเท่าไหร่ก็ใช้ไม่ออก เพราะกระทั่งจะโจมตีไปทางไหนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

            ไป๋ฉางเซิงพยายามดมกลิ่นในอากาศอย่างสุดความสามารถแต่เห็นได้ชัดว่านอกจากกลิ่นตามธรรมชาตินั้น เขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นใดเลย

            ท่ามกลางความมืดมิดถึงขีดสุดแม้เขาจะพอพิจารณาสิ่งรอบตัวได้บ้างแต่ก็จำกัดอยู่เพียงแค่ระยะห้าเมตรรอบตัวเท่านั้นไกลกว่านั้นออกไปก็คือความมืดสนิทซึ่งสถานการณ์ของพวกเจียงจืออวี๋คงจะเหมือนกับเขา หรืออาจจะย่ำแย่กว่าด้วยซ้ำ

            “หรือจะหนีดี”

            จางสิงตะโกนบอกแต่แล้วเขาก็เงียบไปเอง

            ในสภาพแบบนี้แค่จะมองทางยังยากเลย

            โดยเฉพาะตอนนี้พวกเธออยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้และพุ่มไม้หนาทึบต่อให้คิดจะหนีก็เร่งความเร็วได้ยาก

            ยิ่งไปกว่านั้นคือเจ้าคนที่หนีซ่อนตัวอยู่ในความมืดนั่นมีค่าพลังเลือดสูงกว่าพวกเธอมากถ้าจะแข่งกันด้วยความเร็วจริงๆ อีกฝ่ายไม่มีทางช้ากว่าแน่นอนแถมพวกเธอยังต้องคอยระวังการลอบโจมตีอยู่ตลอดเวลาด้วย

            หนีไม่ได้และไม่มีทางหนีพ้น

            ข่าวดีเพียงอย่างเดียวคือฟ้ามืดมานานพอสมควรแล้วถ้าทนรับการลอบโจมตีของอีกฝ่ายไปได้เรื่อยๆ ก็จะถึงเวลาเช้า

            แต่ข่าวร้ายก็คือกว่าฟ้าจะสางยังต้องรออีกตั้งสองชั่วโมงเต็มๆ

            เห็นได้ชัดว่าถ้าไม่คิดหาวิธีระบุตำแหน่งของอีกฝ่ายให้ได้ด้วยความรุนแรงในการโจมตีระดับนี้ อีกสองชั่วโมงให้หลังศพของพวกเธอคงได้เย็นชืดกันหมดแน่

            แสงไฟวาบขึ้นอีกครั้งและครั้งนี้เป้าหมายคือจางสิง

            ลูกไฟพุ่งผ่านป่ามาพร้อมกับแสงเจิดจ้าสีหน้าของจางสิงเปลี่ยนไปทันที เขาคิดจะยกดาบขึ้นฟันลูกไฟนั่นตามสัญชาตญาณแต่กลับถูกซินซวงที่อยู่ข้างๆ กระโดดถีบจนกระเด็นออกไปเสียก่อน

            “ตูม!”

            ตำแหน่งเดิมที่จางสิงเคยยืนอยู่ถูกเปลวเพลิงกลืนกินไปในพริบตาในรัศมีสี่ห้าเมตรรอบๆ นั้นไม่มีแม้แต่ต้นหญ้าหลงเหลืออยู่

            กระทั่งต้นไม้ขนาดสองคนโอบยังถูกไฟแผดเผาจนลำต้นไหม้เกรียมส่งกลิ่นหอมของไม้ไหม้ออกมา

            เห็นสภาพแบบนี้แล้วไม่ต้องเดาเลยว่าถ้าจางสิงไม่หลบแล้วฟันดาบลงบนลูกไฟนั่นเข้าจริงๆ จุดจบของเขาคงไม่ต่างจากต้นไม้ต้นนี้เท่าไหร่

            ทั้งตกใจ!ทั้งขวัญผวา!

            จางสิงรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นๆที่ไหลลงมาจากหน้าผาก พอโดนลมพัดผ่านก็ยิ่งรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ

            “โธ่เว้ย!”

            “แกแน่จริงก็ไสหัวออกมาสิวะ!”

            หลังจากเฉียดนรกมาครั้งหนึ่งจางสิงก็เริ่มจะคุมอารมณ์ไม่อยู่

            เขาตะโกนด่าทอเสียงดังแต่รอบข้างก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้งอีกฝ่ายไม่มีเจตนาจะต่อความยาวสาวความยืดกับจางสิงเลยแม้แต่น้อย

            การโจมตีต่อเนื่องสามครั้งแม้จะยังไม่สร้างความเสียหายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้พวกเธอทุลักทุเลเป็นอย่างมาก

            ที่สำคัญคืออานุภาพของลูกไฟนั้นรุนแรงจนน่ากลัวไม่มีใครกล้ารับประกันได้เลยว่าตัวเองจะโชคดีหลบครั้งที่สี่พ้นได้อีกหรือไม่

            “ไม่ได้การ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราคงไม่มีใครหนีรอดไปได้แน่!”

            “เสี่ยวไป๋!”

            เจียงจืออวี๋ร้องเรียกสั้นๆไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจเจตนาของเธอได้ทันที

            ในสถานการณ์เช่นนี้ซินซวงและจางสิงคงหวังพึ่งไม่ได้แล้ว

            แม้ทั้งคู่จะเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่แต่ก็เป็นเพียงนักศึกษาเท่านั้น กระบวนท่าและลูกไม้ยังมีจำกัดเมื่อต้องรับมือกับการโจมตีที่เหนือล้ำกว่าปกติเช่นนี้ทั้งคู่จึงไม่มีหนทางตอบโต้เลยแม้แต่น้อย

            ทว่าโชคยังดีที่เจียงจืออวี๋มีวิธีรับมือเตรียมไว้แล้ว

            “ช่วยคุ้มกันให้ฉันหน่อย ฉันจะใช้สัมผัสเทวะลากคอมันออกมา!”

            น้ำเสียงของเจียงจืออวี๋ยังคงราบเรียบและเยือกเย็นเหมือนปกติแต่มันชัดเจนว่านี่คือหนทางสุดท้ายแล้ว

            ถ้าแม้แต่สัมผัสเทวะยังหาตัวอีกฝ่ายไม่เจอเจียงจืออวี๋ก็คงจนปัญญาเหมือนกัน

            ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ส่งเสียงตอบเขาเพียงแต่ขดตัวเป็นวงล้อมเพื่อปกป้องเจียงจืออวี๋ไว้ข้างใน

            ทำเช่นนี้ต่อให้ไอ้คนที่ซ่อนอยู่ในเงามืดจะโจมตีเข้ามาการโจมตีนั้นก็จะโดนตัวไป๋ฉางเซิงก่อนเป็นอันดับแรก

            ส่วนเจียงจืออวี๋ปักหอกยาวลงบนดินแล้วนั่งขัดสมาธิลงตรงนั้นทันทีพร้อมกับหลับตาลง

            อาจจะเป็นเพราะวิญญาณที่ผูกพันกันไป๋ฉางเซิงจึงสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับระลอกน้ำบนผิวทะเลสาบซึ่งเริ่มแผ่ออกจากตัวเจียงจืออวี๋กระจายออกไปโดยรอบหลังเธอนั่งลง

            และทุกๆระลอกคลื่นนั้นสามารถแผ่ขยายออกไปได้ไกลกว่าเดิมอีกสิบถึงยี่สิบเมตร

            หากดำเนินต่อไปด้วยความเร็วระดับนี้เพียงเวลาสิบกว่าวินาทีเจียงจืออวี๋ก็จะสามารถกวาดสำรวจพื้นที่รัศมีร้อยเมตรรอบตัวได้จนครบ

            ทว่าในขณะที่สัมผัสเทวะของเจียงจืออวี๋แผ่ขยายออกไปแรงกดดันไร้รูปมหาศาลก็พลันกดทับลงบนร่างของเธอทันที

            มันเหมือนกับว่าเธอกำลังถูกสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาจับจ้องอยู่จนแม้แต่ไป๋ฉางเซิงยังรู้สึกใจสั่นสะท้าน

            กฎเกณฑ์แห่งโลกของแดนเร้นลับแห่งนี้!

            ไป๋ฉางเซิงไม่รู้ว่าแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นนี้มาจากอะไรกันแน่แต่เขาจำได้ว่าอธิการบดีสุ่ยมู่เคยบอกไว้ว่าตอนที่ท่านใช้สัมผัสเทวะกวาดสำรวจทั่วแดนเร้นลับมันได้ชักนำกฎเกณฑ์แห่งโลกมาสยบเอาไว้!

            ดูเหมือนว่าตอนนี้สัมผัสเทวะของเจียงจืออวี๋กำลังเผชิญหน้ากับการถูกสยบโดยกฎเกณฑ์แห่งโลกเหมือนกับอธิการบดีในตอนนั้นไม่มีผิด

            เพียงแต่เพราะสัมผัสเทวะของเธอยังอ่อนด้อยนักจึงยังไม่ถึงขั้นไปกระตุ้นให้กฎเกณฑ์แห่งโลกต้องลงมือบดขยี้อย่างรุนแรง

            ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นเจียงจืออวี๋ก็ยังต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลจนเหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมออกมาตามหน้าผาก

            แต่ในจังหวะนั้นเองไป๋ฉางเซิงก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปมองยังที่ไกลๆและเห็นแสงสีแดงกำลังควบรวมกันอยู่ วินาทีต่อมาลูกไฟลูกหนึ่งก็พุ่งตรงดิ่งมาทางเขาและเจียงจืออวี๋ทันที

            โดยไม่ต้องรีรอเขาเริ่มชักนำธาตุอัสนีขึ้นมาตามสัญชาตญาณ

            จากนั้น...

            “ตูม!”

            ลูกไฟและอัสนีบาตปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดคลื่นเปลวเพลิงกระจายออกเป็นสาย

            สะเก็ดไฟร่วงหล่นลงบนพื้นปลุกไฟให้ลุกไหม้พุ่มไม้และเปลือกไม้บางส่วน มอบแสงสว่างรำไรขึ้นมารอบๆ บริเวณ

            “เจอตัวแกแล้ว!”

            เจียงจืออวี๋ลืมตาขึ้นในจังหวะนั้นพอดีสายตาของเธอล็อกเป้าหมายไปยังจุดหนึ่งอย่างแม่นยำ

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน