จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 107 เทียนหมิง

                ยามก้าวเดินไป๋หยุนเฟยก็เริ่มอัพเกรดมีดสั้นระดับ‘ดีเลิศ’ทั้งสิบเล่มที่แลกมา

                โดยไม่รู้ตัวดวงอาทิตย์ที่อยู่กลางนภาเริ่มคล้อยลาลับแสงจ้าบาดตาแปรเปลี่ยนเป็นแสงสนธยาอันนุ่มนวลพร้อมกับท้องฟ้าที่มืดสลัวลง

                ……

                “อัพเกรดสำเร็จ”

              “ระดับไอเทม: ดีเลิศ”

              “ระดับการอัพเกรด: +8”

              “พลังโจมตี: 155”

              “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 66”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด:แต้มวิญญาณ 61 แต้ม”

                ไป๋หยุนเฟยเหลือบมองมีดสั้นในมือก่อนจะเก็บใส่แหวนช่องมิติพลางครุ่นคิด“เมื่อถึง +8 พลังโจมตีเกินกว่าสองร้อยแต้ม พอที่จะเรียกเป็นวัตถุวิญญาณได้หากข้าอัพเกรดเกินกว่า +8 ก็จะเพิ่มพลังโจมตีขึ้นอีกหนึ่งร้อยแต้มเพียงพอจะเรียกเป็นวัตถุวิญญาณชั้นมนุษย์ได้ สิ่งของระดับ‘ดีเลิศ’นี้มีโอกาสจะถูกทำลายหลังจากอัพเกรดเกินกว่า +8 ดูเหมือนจะมีเพียงวัตถุวิญญาณเท่านั้นจึงจะสามารถอัพเกรดถึง+10 ได้โดยปราศจากความเสี่ยงที่จะถูกทำลาย”

                “ข้าอัพเกรดมีดสั้นไปเพียงสี่เล่มก็ใช้แต้มวิญญาณไปแล้วครึ่งหนึ่งหลังจากนี้ค่อยทำตามที่คิดไว้” หลังจากพิจารณาสภาพของตน ไป๋หยุนเฟยก็หรี่ตาลง“ข้าใช้แต้มวิญญาณไปกว่าหนึ่งพันห้าร้อยแต้มแสดงว่าข้ามีแต้มวิญญาณอยู่สามพันหกร้อยแต้ม ไม่ทราบเมื่อใดข้าจึงจะบรรลุระดับปลายด่านภูตวิญญาณได้...”

                “รอให้พลังวิญญาณฟื้นคืนมาก่อนแล้วข้าค่อยอัพเกรดต่อ”ไป๋หยุนเฟยชำเลืองมองท้องฟ้าเบื้องบน “ไม่ทันกาลแล้ว คงต้องหาที่ค้างแรมคืนนี้ก่อน!ไฉนยังไม่พบผู้ใดแม้แต่คนเดียว? โชคของข้าช่างดีเลิศนัก...”

                ไป๋หยุนเฟยบ่นคร่ำครวญกับตนเองหลังจากออกเดินต่ออีกราวชั่วก้านธูป จู่ๆร่างมันก็พลันชะงักค้างเห็นมีกลุ่มคนอยู่ในป่าห่างออกไปไม่ไกล ไป๋หยุนเฟยแลเห็นกระโจมถูกกางล้อมรอบกองไฟมีผู้คนไม่น้อยนั่งอยู่รอบกองไฟ ด้านข้างวางไว้ด้วยสิ่งของทับซ้อนเป็นกอง

                “พวกมันคงเป็นขบวนขนส่งสินค้า”ไป๋หยุนเฟยนึกถึงกลุ่มพ่อค้าที่มันเคยติดต่อด้วยบ่อยครั้งในเมือง คนเหล่านี้ดูไม่แตกต่างจากที่มันเคยพบ

                ไป๋หยุนเฟยรู้สึกยินดียิ่งที่ได้พบกลุ่มคนเหล่านี้มันเร่งฝีเท้าขึ้น ไม่นานก็มาหยุดอยู่ข้างกลุ่มที่กำลังสนทนากัน

                “ผู้ใดอยู่ที่นั่น?”ทันทีที่เงาร่างของไป๋หยุนเฟยเข้าใกล้ คนกลุ่มนั้นก็ตื่นตัวขึ้นชายร่างกำยำสามคนพลันลุกขึ้นมองมายังไป๋หยุนเฟย คนที่เหลือยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแต่มือพวกมันลอบเอื้อมไปยังอาวุธที่ข้างกายพลางสอดส่องรอบบริเวณ

                ผู้คุ้มกันของขบวนขนส่งสินค้าปกติจะประกอบด้วยนักสู้มือดีแม้เมื่อเผชิญกับกลุ่มโจรภูเขาที่เข้มแข็งจะไร้ประโยชน์แต่หากเผชิญกับกลุ่มโจรทั่วไปนักสู้เหล่านี้ยังมีความสามารถจะรับรองความปลอดภัยได้

                “ไม่ต้องกังวลข้าไม่มีเจตนาร้าย ข้ามาเพียงคนเดียว” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างเป็นมิตรก่อนจะพบว่าท้องฟ้ามืดมิดจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด มันจึงโบกมือแสดงว่าไม่มีเจตนาร้ายพลางกล่าวต่ออีกฝ่ายอย่างสุภาพ

                “เจ้ามาทำอะไร?”บุรุษขนคิ้วดกหนามองดูชายหนุ่มเบื้องหน้า แม้ท่าทีจะผ่อนคลายลง แต่ยังคงระแวงต่อไป๋หยุนเฟย

                หลังจากเดินเข้ามาหยุดในระยะห้าวาไป๋หยุนเฟยก็เผยสีหน้าขัดเขิน “ข้า เอ่อ ข้าเพิ่งออกจากบ้านมาท่องโลกเดินทางมาทั้งวันในที่สุดก็ได้พบผู้คนจึงหวังจะขอแบ่งอาหารพวกท่านใช่เป็นพ่อค้าหรือไม่? หวังว่าพวกท่านจะให้ข้าร่วมทางไปด้วยสักระยะ ข้าจ่ายค่าตอบแทนให้ก็ได้”

                “หานเยว่คนผู้นี้มาเพียงลำพัง” ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลังชายร่างใหญ่พร้อมกับพ่อค้าร่างเตี้ยเล็กเข้ามาในระยะสายตา

                ร่างมันไม่สูงนักแต่หนวดกลับยาวเหยียดสายตามันดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง โดยรวมแล้วมันให้ความรู้สึกว่าเป็นคนหลักแหลมใบหน้าปราศจากแววชั่วร้ายตรงกันข้ามรอยยิ้มบนในหน้าให้ความรู้สึกเป็นมิตรอย่างยิ่งหลังจากพยักหน้าแกไป๋หยุนเฟยแล้วก็หัวเราะออกมา “ฮ่า ฮ่า ท่าทางเจ้าช่างน่าขบขันนักเมื่อพวกเรามีวาสนาได้มาพบกัน หากเจ้าอยากจะเดินทางไปพร้อมกับพวกเราก็ไม่มีปัญหาข้าหวงว่าน อาจจะเป็นเพียงพ่อค้าเล็กๆ แต่ก็ไม่ไม่ได้หน้าเลือดขูดรีดเอาเงินทุกเหรียญที่ขวางหน้าอย่าได้พูดถึงเรื่องเงินทองอีก มากับพวกเราตามที่เจ้าต้องการเถอะ!”

                “เช่นนั้นหรือ?ถ้าเช่นนั้นต้องขอบคุณท่านแล้วเถ้าแก่หวง!” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างอบอุ่นพลางประสานมือทักทายหลังจากพยักหน้าให้แก่ทุกคนที่อยู่ใกล้ตัวมันก็เข้าไปยังที่ซึ่งคนอื่นรวมตัวอยู่

                “สหายน้อยข้าควรเรียกเจ้าว่าอะไร?” หวงว่านดึงไป๋หยุนเฟยไปนั่งข้างกองไฟรอบตัวหวงว่านปราศจากกลิ่นอายพ่อค้าอีกมันนั่งลงข้างกายไป๋หยุนเฟยพร้อมกับส่งน่องไก่ที่ย่างอย่างดีให้

                “ไป๋หยุนเฟย”

                “อ้อเจ้าก็มุ่งหน้าไปเมืองกู่ยี่เช่นเดียวกันหรือเสี่ยวไป๋?”

                “ถูกแล้วไม่กี่วันก่อนข้าหลงทางอยู่ในป่า วันนี้ค่อยออกมาได้แต่เดินทางคนเดียวช่างน่าเบื่อ เมื่อเห็นทุกคนรวมตัวกันที่นี่จึงเข้ามาหา หวังว่าทุกคนจะไม่ถือสาที่ข้าบุกรุกเข้ามา”

                “ไม่ไม่ อย่าได้กล่าวเช่นนี้ พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปเมืองกู่ยี่เช่นกันยินดีอย่างยิ่งที่เจ้ามาร่วมทางกับเรา”

                “ขอบคุณเถ้าแก่หวงข้าพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง หากเผชิญปัญหาระหว่างทาง อาจพอจะยื่นมือช่วยได้”ไป๋หยุนเฟยพบว่าความจริงใจและการปฏิบัติต่อผู้คนอันเปิดเผยของหวงว่านสร้างความรู้สึกที่ดีแก่ตนไม่น้อย

                “โอ?หรือเจ้าก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน?”หวงว่านใช้สายตาประหลาดใจมองดูไป๋หยุนเฟยก่อนจะสั่นศีรษะ “ฮ่า ฮ่าไม่ต้องกังวลอันใด ยามนี้พวกเรามีบุคคลอันร้ายกาจถึงสองคนร่วมทางไปด้วยเมื่อมีพวกเขา ต่อให้เป็นโจรร้ายหากว่าพวกเขาลงมือพวกมันต้องตายอย่างแน่นอน”

                “โอ?”ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจ “พวกเขาเป็นใคร?”

                หวงว่านเหลียวมองรอบข้างว่าไม่มีผู้ใดจึงกระซิบบอก“พวกเขาสองคนเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ!”

                ไป๋หยุนเฟยจึงพบว่ามีกระโจมโดดเดี่ยวตั้งห่างออกไปห้าสิบวาด้านในมีคนสองคนนอนหลับอยู่ เพียงมองลอดประตูกระโจมที่เลิกขึ้นก็มองเห็นได้ไป๋หยุนเฟยไม่คุ้นชินกับการใช้สัมผัสวิญญาณเพื่อตรวจสอบรอบข้างปกติแล้วมันจะซุกซ่อนพลังวิญญาณอย่างมิดชิดนอกจากว่าจะใช้สัมผัสวิญญาณตั้งใจตรวจสอบไม่เช่นนั้นผู้ฝึกปรือวิญญาณคนอื่นก็ยากจะพบเห็นได้สำหรับผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสองในกระโจมเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็นเช่นเดียวกับมันแต่ไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะขุดคุ้ยถึงตัวตนอีกฝ่ายเพราะนี่ไม่เพียงแต่เสียมารยาทยังอาจถูกต่อต้านจากผู้อื่นได้

                ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดทุกคราที่ไป๋หยุนเฟยมองไปที่กระโจมก็จะเกิดความรู้สึกอันประหลาดพิสดารขึ้นราวกับจะมีบางอย่างที่เลวร้ายใกล้จะเกิดขึ้น...

                บางทีอาจเป็นเพราะไป๋หยุนเฟยจ้องมองดูกระโจมด้วยสายตาตะลึงลานหวงว่านจึงเข้าใจว่าไป๋หยุนเฟยแตกตื่นที่ได้ยินว่ามีผู้ฝึกปรือวิญญาณถึงสองคนอยู่ที่นี่มันยิ้มเบิกบานก่อนจะหัวเราะ “สินค้าที่ข้าขนส่งมาครั้งนี้ล้ำค่าอย่างยิ่ง ดังนั้นข้าจึงต้องมาดูแลด้วยตนเองขณะเดียวกันครั้งนี้ข้าผ่อนคลายที่สุดเท่าที่เคยทำงานมายังประหลาดใจอยู่ว่าไฉนผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสองจึงรับปากร่วมทางกับพ่อค้าเล็กๆเช่นข้าแต่หากไม่มีพวกเขาข้าจะไม่ยอมเสี่ยงขนส่งสินค้าครั้งนี้แน่! หวังว่าจะไม่มีโจรใดอาจหาญเข้ามาเสี่ยงโชค การยั่วโทสะของผู้ฝึกปรือวิญญาณก็เหมือนลูกแกะเดินมาให้เชือดถึงที่!”

                ไป๋หยุนเฟยเบือนหน้าด้วยรอยยิ้มแผ่วจางมันไม่คิดจะแสดงตัวพร้อมกับบอกว่าตนก็เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณเช่นกันหากเป็นไปได้มันคิดจะเล่นเป็นคนธรรมดาอีกระยะ เพื่อมันจะมีช่วงเวลาอันผ่อนคลายได้

                “เถ้าแก่หวงข้าเดินหลงทางอยู่ในป่ามาหลายวันโดยไม่ได้พัก จึงเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างจึงคิดจะขอตัวไปพักผ่อนไม่ทราบ... ไม่ทราบว่าจะให้ข้าพักที่ใด” ไป๋หยุนเฟยแทะน่องไก่จนหมด ก่อนจะปฏิเสธจอกสุราที่ยื่นให้แทนน้ำดื่มอย่างสุภาพจากนั้นจึงเอ่ยปากกับหวงว่าน

                “โอเรื่องนี้ไม่มีปัญหา!”หวงว่านมองซ้ายมองขวาราวกับเกรงจะเผลอปลุกผู้ฝึกปรือวิญญาณโดยไม่ตั้งใจก่อนจะกล่าวเสียงค่อย “เทียนหมิง! ออกมานี่!”

                “ทราบแล้วทราบแล้ว ข้ามาแล้ว ข้ามาแล้ว” น้ำเสียงเยาว์วัยดังมาจากกระโจมด้านข้างพร้อมกับกรรมกรอายุราวสิบห้าสิบหกรีบวิ่งออกมาเสื้อผ้าของมันดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของตนเพราะหลวมกว้างกว่าตัวมันเด็กหนุ่มวิ่งมาพร้อมแขนเสื้อที่ยาวเลยฝ่ามือจนถึงเบื้องหน้าหวงว่านด้วยรอยยิ้ม“ท่านลุงหวง ข้าปูที่นอนในกระโจมทุกหลังให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว”

                “ฮ่าฮ่า ขอบคุณที่ตั้งใจทำงาน แต่ข้าเคยบอกแล้วว่าไม่ต้องกระตือรือร้นปานนี้ดูแล้วแทบจะเหมือนกับว่าเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่องานเช่นนี้” หวงว่านหัวเราะ ขณะที่คนซึ่งอยู่ด้านข้างเริ่มสัพยอกเทียนหมิงบางคนถึงกับขยี้ศีรษะเทียนหมิงที่อวดโอ่ความขยันของตน

                ไป๋หยุนเฟยมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึงมัน... มันถึงกับเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ! กระนั้นพลังการฝึกปรือมันยังด้อยกว่าไป๋หยุนเฟยทั้งยังไม่รู้จักซุกซ่อนพลังของตน แม้ว่าจะไม่ตั้งใจปลดปล่อยออกมาแต่พลังวิญญาณที่รั่วไหลออกมานั้นยังไม่พอจะทำให้คนธรรมดารู้สึกตัวแต่กับผู้ฝึกปรือวิญญาณเช่นไป๋หยุนเฟย นี่มองออกได้ชัดเจนยิ่ง

                น่าประหลาดหวงว่าน‘เทิดทูน’ผู้ฝึกปรือวิญญาณแต่กลับปฏิบัติต่อเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างคนทั่วไปคาดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะแสร้งทำตัวเป็นคนธรรมดาต่อหน้าทุกคน

                “นี่คือน้องไป๋หยุนเฟยมันจะเดินทางไปกับพวกเรา พามันไปพักผ่อนที่กระโจมเถอะ”หวงว่านเอ่ยปากขึ้นก่อนจะหันไปกล่าวกับไป๋หยุนเฟย “เสี่ยวไป๋ นี่คือเทียนหมิงคืนนี้เจ้านอนกระโจมเดียวกับมันเถอะ”

                “อาตกลง ถ้าเช่นนั้นต้องขอบคุณน้องเทียนหมิงยอมลำบากเพื่อข้าแล้ว” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า

                “เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นพี่ไป๋โปรดตามข้ามา กระโจมพวกเราอยู่ทางด้านขวา” เทียนหมิงยิ้มพลางโบกมือหลังจากฉุดดึงไป๋หยุนเฟยออกไป พวกมันก็เดินไปยังกระโจมที่อยู่มุมค่ายพัก

                หลังจากเข้ามาในกระโจมเทียนหมิงก็เริ่มปัดกวาดเศษหญ้าเพื่อปูเสื่อเป็นที่นอนสำหรับสองคน จากนั้นนำหมอนสองใบออกจากย่ามสะพายหลังมันวางหมอนลงพลางพยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นจึงหันกลับมาหาไป๋หยุนเฟย

                “พี่ไป๋ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ! ข้านามว่า เย่เทียนหมิง เย่ที่หมายถึงใบไม้และเทียนหมิงที่หมายถึงรุ่งอรุณ!ยินดีที่ได้รู้จักพี่ไป๋หยุนเฟย!”

                สายตาที่บริสุทธิ์จริงใจของเย่เทียนหมิงแทบทำให้ไป๋หยุนเฟยหัวเราะลั่นเห็นอยู่ชัดๆว่าเด็กน้อยไร้เล่ห์เหลี่ยมผู้นี้อ่อนต่อโลกนักแต่ก็เพราะความใสซื่อเช่นนี้เองที่ทำให้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกสนิทสนมยิ่งขึ้น

                “ข้านามว่าไป๋หยุนเฟย ไป๋ที่หมายถึงสีขาว และหยุนเฟยที่หมายถึงเมฆที่ลอยล่องยินดีที่ได้รู้จัก เทียนหมิง”

                “พี่ไป๋จะเดินทางไปที่ใด?”เทียนหมิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใคร่รู้ ขณะนั่งลงบนเสื่อรอคำตอบจากอีกฝ่าย

                “ข้าจะไปที่มณฑลผิงชวนแล้วเจ้าล่ะ”

                “ข้าหรือ?ฮ่า ฮ่า ข้าออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกสักพัก ยามนี้เตรียมจะกลับบ้านแล้ว หลังจากไปถึงเมืองกู่ยี่ก็จะตรงกลับบ้านในเมืองเกายี่ทันที” เทียนหมิงยิ้มเบิกบานราวกับสนุกสนานต่อการ‘เที่ยวชม’สถานที่ต่างๆยิ่ง ดวงตาของมันเป็นประกาย “ในเมื่อพวกเราต้องไปทางเดียวกัน จากนี้ไปพวกเราก็เดินทางร่วมกันน่าจะดีกว่า! พี่ไป๋ท่านคิดว่าอย่างไร?”

                “เอ่อ...”ไป๋หยุนเฟยไป๋หยุนเฟยงงงันวูบ ก่อนจะตาเป็นประกายพลางยิ้มแย้ม “ฟังดูไม่เลวข้าตามหาคนช่วยนำทางมาตลอด จริงสิ เจ้าก็เพิ่งร่วมทางกับขบวนสินค้านี้เช่นกันหรือ?ด้วยฐานะผู้ฝึกปรือวิญญาณของเจ้านับว่าน่าสนใจจริงๆที่เห็นเจ้าสนุกสนานกับงานต่ำต้อยเหล่านั้น...”

                “ไม่ใช่ไม่ใช่ ข้าสนุกสนานเพราะไม่เคยทำงานเช่นนี้ที่บ้านมาก่อนอีกอย่างผู้ฝึกปรือวิญญาณก็เป็นคนข้าไม่เคยคิดว่าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณแล้วจะสูงส่งกว่าคนอื่น...”เทียนหมิงสั่นศีรษะด้วยรอยยิ้มขัดเขิน แต่ชั่วอึดใจหลังจากกล่าวจบ ดวงตามันก็เบิกกว้างด้วยความแตกตื่นต่อสิ่งที่ไป๋หยุนเฟยเพิ่งกล่าวออกมา

                “ท่าน...ท่านทราบว่าข้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณ?”

                ……