ฟ่านเสวี่ยหลีถามปีศาจตะพาบยักษ์ว่า “ปีศาจตะพาบยักษ์ เจ้ารู้ที่ตั้งของเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายหรือไม่” ถึงแม้เขาจะมีแผนที่แต่จุดที่เกี่ยวกับเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายกลับว่างเปล่า เกรงว่าคงเป็นสถานที่ต้องห้าม
ปีศาจตะพาบยักษ์ตกตะลึงไปชั่วครู่แล้วพูดอย่างไม่ลังเลว่า “เผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายอยู่ทางตะวันออก เป็นสิ่งที่ลึกลับที่สุดในบรรดาสิบราชาปีศาจของไหลเสวียหลี่ซึ่งสิบราชาปีศาจมีข้อตกลงร่วมกันว่าห้ามรุกรานถิ่นฐานของอีกฝ่าย ลูกน้องบางคนของข้าเคยล่องเรือเข้าเขตแม่น้ำตะวันออกโดยไม่ได้ตั้งใจหลังจากที่เขากลับมาก็สูญสิ้นสติและความทรงจำทั้งหมด จึงไม่รู้ว่าในเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายมีสิ่งใดอยู่กันแน่”
เมื่อมันพูดถึงตรงนี้ก็เผยสีหน้าหวาดผวาออกมาเล็กน้อยเห็นได้ชัดว่าเกรงกลัวอย่างยิ่ง
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าเคยเห็นลูกแก้วแบบนี้บ้างหรือไม่”ฟ่านเสวี่ยหลีหยิบลูกแก้วดาราสวรรค์ออกมาจากอ้อมอกและแสดงให้ปีศาจตะพาบยักษ์ดู
ขณะที่เขาพูดก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายปิดบังแม้แต่น้อยเขาจะมองออกทันที
“เอ๋ นี่มันศิลาเทพทรายทะเล!”ปีศาจตะพาบยักษ์ตกตะลึง จากนั้นก็จมดิ่งสู่ห้วงความทรงจำแล้วเล่าว่า“ว่ากันว่าเนื้อกายที่ถูกหลอมด้วยอัญมณีนี้จะเป็นร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อร้อยปีก่อนเขตแม่น้ำตะวันออกกำเนิดอัญมณีแบบนี้ขึ้นจำนวนมาก มันสามารถส่องแสงสะท้อนหมู่ดาวบนขอบฟ้าเมื่อร้อยปีก่อนเคยเกิดสงครามนองเลือดขึ้นเพื่อแย่งชิงอัญมณีเหล่านี้ แต่น่าเสียดายนักหลังจากที่สงครามสิ้นสุดลงเขตแม่น้ำตะวันออกก็กลายเป็นถิ่นของเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายและเป็นดินแดนต้องห้าม”
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็ถึงกับตาลุกวาวลูกแก้วดาราสวรรค์ชนิดนี้ดึงดูดลมปราณฟ้าดิน หากพบเจอต้นกำเนิดของมันล่ะก็ มันจะเป็นส่วนช่วยการบ่มเพาะเพลิงสัจธรรมของตนอย่างยิ่งดูเหมือนว่าครั้งนี้จะมาถูกทางแล้ว
อีกทั้งไม่ใช่แค่เพลิงสัจธรรมเท่านั้น ลูกแก้วนี้สามารถยังสามารถใช้เพื่อหลอมเนื้อกายสามารถยกระดับเนื้อกายของราชาบัลลังก์ทมิฬได้อีกในอนาคตอัญมณีแบบนี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าช่วยพาพวกข้าไปยังเขตแดนเผ่ามนุษย์มนุษย์เงือกทะเลทรายที ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องละเมิดข้อตกลงของเหล่าราชาปีศาจ”
เขามองออกถึงความไม่ธรรมดาของเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปีศาจตะพาบยักษ์จะเทียบเคียงได้ จึงห้ามบุ่มบ่ามบุกเข้าไปโดยเด็ดขาด
“ได้!” ปีศาจตะพาบยักษ์ก็ไม่ลังเลจากนั้นก็เลือกเรือข้ามฟากลำหนึ่งที่ท่าเรือแล้วเริ่มควบคุม
ส่วนคนแจวเรือทั้งหลายที่อยู่ด้านหนังก็ตะลึงจนขวัญหนีดีฝ่อ ปีศาจตะพาบยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาพวกเขากลับต้องแจวเรือให้กับพวกมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าเกรงว่าสถานะของอาจารย์ฟ่านผู้นั้นจะสูงส่งจนเหนือจินตนาการของพวกเขาไปไกล ตอนนี้พวกเขาทำได้เพียงยืนขานรับอยู่ข้างๆและสาบานในใจว่าจะไม่ลงมือกับพวกฟ่านเสวี่ยหลีอีกเด็ดขาด
พวกเขายังเคารพหญิงชราที่ติดตามมาด้วย เมื่อหญิงชราคนอื่นๆที่ตามมาทีหลังเห็นภาพนี้ก็ต่างเบิกตากว้าง
หลังจากพวกฟ่านเสวี่ยหลีล่องเรือไปทางทิศตะวันออกได้สองชั่วยามก็เห็นหมอกควันสีเงินจำนวนมากลอยคลุ้งจากนั้นพลันมีเกาะแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า มันราวกับเป็นดินแดนสุขาวดี
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีขึ้นฝั่งปีศาจตะพาบยักษ์กลับไม่กล้าก้าวตามมา สายตาเปี่ยมด้วยความลังเล
ฟ่านเสวี่ยหลีโบกมือแล้วพูดว่า “ขอบคุณที่ช่วยส่งข้ามาที่นี่เจ้ากลับไปเถิด” ขณะที่เขาพูดแสงสีทองดวงหนึ่งในมือของเขาก็ตกลงไปในมือของปีศาจตะพาบยักษ์
“ได้” ปีศาจตะพาบยักษ์โล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอกแล้วรีบบินจากไปแม้แต่เรือยังไม่เอากลับ กระทั่งมันจากไปไกลมากแล้วจึงมองดูแสงสีทองในมืออย่างละเอียด
ภายในแสงสีทองมีโอสถขัดเกลาร่างกายอันแวววาวอยู่สิบเม็ดดีกว่าโอสถขัดเกลาร่างกายที่มันเคยได้รับหลายเท่า โอสถส่องแสงเจิดจ้าจนมันลืมตาไม่ขึ้น
“โอสถที่อาจารย์ฟ่านมอบให้ตามประสายังแกร่งถึงเพียงดีช่างไม่ธรรมดาเสียจริง เมื่อมีโอสถเหล่านี้ ระดับพลังปัจจุบันของข้าก็จะเสถียร ดูเหมือนในอนาคตต้องหาโอกาสเข้าหาอาจารย์ฟ่านให้มาก” ปีศาจตะพาบยักษ์สีหน้ามีความสุข
แต่ทันใดนั้นมันกลับหน้าเปลี่ยนสี รีบหันไปมองทางทิศเหนือ
ทางเหนือมีไอปีศาจพวยพุ่งขึ้นฟ้าอย่างยิ่งใหญ่ น่าเกรงขามเกินอธิบายความเข้มข้นของไอปีศาจนี้พบได้ยากในรอบร้อยปี เทียบเท่ากับภัยพิบัติเมื่อร้อยปีก่อน
“ราชาปีศาจ! ราชาปีศาจจากที่ใดกันช่างทรงพลังยิ่งนัก!” ปีศาจตะพาบยักษ์เย็นเยือกไปทั้งตัว รีบบินกลับถิ่นตัวเองด้วยความเร็วดุจสายฟ้าการเผชิญกับราชาปีศาจแบบนี้ มันทำได้เพียงถอยให้ไกลเท่านั้น!
เมื่อพวกฟ่านเสวี่ยหลีขึ้นเกาะก็เดินแต่ละก้าวอย่างระมัดระวัง
โดยรอบมีเพียงหาดทรายอันกว้างใหญ่นอกระยะห้าจั้งล้วนเป็นหมอกหนาตลบจนมองไม่เห็นทาง
แต่ทันใดนั้นเนี่ยชิวอวี่ก็หันสายตามองไปยังกำไลพลอยที่อยู่ในหินทรายตรงหน้าและพูดเสียงหลงว่า “มันคือกำไลข้อมือที่ตระกูลเนี่ยของข้าสวมใส่เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายมันตกอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” นางเห็นได้คำว่า ‘เนี่ย’ที่สลักไว้บนกำไลอย่างชัดเจน
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้ก็ตกตะลึงเล็กน้อยที่แห่งนี้กล่าวได้ว่าเป็นสถานที่ต้องห้ามของไหลเสวียหลี่ แล้วคนของตระกูลเนี่ยจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
หลังจากเดินต่อไปอีกหลายก้าว เนี่ยชิวอวี่ยังพบสิ่งของติดตัวของคนในตระกูลเนี่ยอีกไม่น้อยซึ่งทั้งหมดล้วนทำหายอยู่บริเวณแถบนี้
นางยังเห็นกระทั่งหยกติดตัวของผู้นำตระกูล เนี่ยมู่
ผู้นำตระกูลเนี่ยมู่เป็นนักปรุงยาระดับกลางเพียงคนเดียวในตระกูลเนี่ยถึงแม้จะแก่ชรา แต่ตบะของเขากลับไม่ต่ำ หากไม่ได้เกิดเหตุไม่คาดฝัน หยกติดตัวนี้ไม่มีทางตกหล่นแน่นอน
“คนตระกูลเนี่ยอาจพบกับภัยพิบัติ...” เนี่ยชิวอวี่พึมพำอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงกลับนิ่งสงบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางสร้างผลงานมากมายให้กับตระกูลเนี่ยนางใช้ความทรงจำอันไม่ธรรมดาของตนช่วยหาวิชาปรุงยาอันล้ำค่าของตระกูลเนี่ยที่สูญหายไปได้มากมายแต่นางยังคงถูกทอดทิ้งเพียงเพราะปราศจากสายเลือดนักปรุงยา ต้องทนกับความอัปยศและถูกบังคับให้แต่งงานกับอิงเหวยโดยที่ไม่มีใครเห็นใจนางเลยนางจึงหมดเยื่อใยต่อตระกูลเนี่ยแล้ว
ฟ่านเสวี่ยหลีจ้องมองโดยรอบเพื่อหาร่องรอยที่ตระกูลเนี่ยเคยผ่านแต่พบว่าตระกูลเนี่ยเหล่านั้นราวกับปรากฏตัวขึ้นที่นี่และหายตัวไปในอากาศ ไม่ทิ้งเบาะแสใดๆ เอาไว้เลย
ยิ่งเป็นเช่นนี้ ฟ่านเสวี่ยหลีก็ยิ่งระแวดระวัง
ทันใดนั้นพลันมีกลิ่นหอมพัดมาจากด้านหน้า กลิ่นคล้ายธูปไม้จันทน์ซึ่งทำให้รู้สึกจิตใจปลอดโปร่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีกลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณ เมื่อพันปีก่อนเขาเคยเจอเหตุการณ์พิศวงนับไม่ถ้วนเคยเห็นการใช้กลิ่นหอมเพื่อก่อค่ายกลหรือสร้างภาพลวงตา เขาจึงต้องระวังเป็นพิเศษ
ทันใดนั้น เขาก็พบว่าจิตของตนราวกับถูกตัดขาดด้วยลมปราณบางอย่างมันทำให้ความสามารถในการสื่อสารทางจิตกับราชาบัลลังก์ทมิฬถูกตัดขาด
เขาหันหลังกลับในทันที ซึ่งไม่ใช่แค่ราชาบัลลังก์ทมิฬเท่านั้นแม้แต่เนี่ยชิวอวี่เองยังหายไป
ฟ่านเสวี่ยหลีตกตะลึงวิธีการชนิดนี้ช่างทรงพลังเหลือเกิน
เขาเตรียมตราหมื่นอัคคีไว้ในมือทันที ตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและกลั้นหายใจอย่างสมบูรณ์
กลิ่นหอมที่อยู่โดยรอบหายไปอย่างช้า จากนั้นไอหมอกที่อยู่โดยรอบก็หายไปอย่างสมบูรณ์
เขาพลันพบว่าหาดทรายโดยรอบกลายเป็นความว่างเปล่าสมบัติที่คนตระกูลเนี่ยทิ้งเอาไว้ก็หายไปจนหมด เรือข้ามฟากตรงริมหาดเองก็หายไปเช่นเดียวกัน
ด้านหน้าหาดทรายมีภูเขาสูงตั้งตระหง่าน ซึ่งสูงทะลุชั้นเมฆจนมองไม่เห็นยอด
เมื่อมองไปโดยรอบก็ไม่พบทางออกอื่นแล้ว
ราวกับเรื่องทั้งหมดเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น
ฟ่านเสวี่ยหลีพรางกายในทันทีอย่างไม่ลังเล และเริ่มปีนไต่ขึ้นภูเขาสูงลูกนั้น
ตบะของเขาในตอนนี้มั่นคงอยู่ที่เนื้อกายขั้นสี่ หยินหยางประสานไม่หวาดหวั่นต่อความร้อนหนาว ภูเขาสูงตรงหน้าหาใช่ปัญหาสำหรับเขา
สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาอยากรู้ว่าราชาบัลลังก์ทมิฬหายตัวไปได้อย่างไรและถูกพาไปยังที่ใด และวิธีการอันพลิกฟ้าคว่ำพิรุณเมื่อครู่นี้คืออะไรกันแน่
เขาใช้เวลาปืนไต่ไปกว่าสองชั่วยามจนไปถึงยอดเขาในที่สุดเขาพบว่าสองฝั่งของหุบเขาเบื้องหน้าที่ไกลห่างออกไป มีมนุษย์เงือกสีเทาที่ผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูกกำลังยืนเรียงแถวมากมายพวกมันกำลังต้อนรับมนุษย์เงือกสีเขียวที่ท่าทางหยิ่งยโสกลุ่มหนึ่ง
มนุษย์เงือกสีเขียวที่ถูกต้อนรับมีร่างกายท่อนบนเป็นมนุษย์และท่อนล่างเป็นปลาหางปลาสะบัดด้วยความเร็วดุจสายฟ้าในขณะเดิน ง้าวในมือของพวกเขาแหลมคมอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกันแล้วอาวุธทื่อในมือของมนุษย์เงือกสีเทาดูเก่าโทรมอย่างมาก
ท่าทีและน้ำเสียงระหว่างสองเผ่าดูไม่เป็นมิตรยิ่งนัก
“ที่แห่งนี้กลายเป็นถิ่นของเผ่ามนุษย์เงือกไปแล้วดูจากความไม่ลงรอยระหว่างทั้งสองเผ่าแล้ว ข้าอาจฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไปได้” ฟ่านเสวี่ยหลีผุดความคิดเช่นนี้ขึ้น
ตามความคิดของเขานั้น การหายตัวไปของราชาบัลลังก์ทมิฬและเนี่ยชิวอวี่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายแน่นอนเขาจึงจำเป็นต้องแทรกซึมเข้าไปเพื่อตามหาความจริง
หลังจากที่กลุ่มมนุษย์เงือกสีเขียวเข้าไปในหุบเขาฟ่านเสวี่ยหลีก็ไปถึงภูเขารกร้างด้านหลังหุบเขาและค่อยๆ แทรกซึม
ภูเขารกร้างแห่งนี้มีเส้นทางขนาดเล็กมากมาย ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเส้นทางไปยังส่วนลึกของเผ่ามนุษย์เงือก
เมื่อปีนไต่ไปได้ครึ่งทาง ฟ่านเสวี่ยหลีก็เริ่มจดจ้องไปด้านหน้าเพื่อแยกแยะทางแยกที่อยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้นเขาพลันได้ยินเสียงลมพัดมาจากด้านหลัง มีอาวุธลับถูกปามาหาเขา
มันคือหินไข่ห่านก้อนหนึ่งที่เนียนเงา ดูเหมือนแค่ต้องการปาเข้าจุดชีพจรบนตัวของฟ่านเสวี่ยหลีเท่านั้นไม่ได้หวังจะทำร้าย
ฟ่านเสวี่ยหลีสังเกตเห็นอย่างว่องไว จึงหลบออกได้อย่างรวดเร็ว
“นี่!” เสียงของสาวน้อยคนหนึ่งดังมาจากจุดที่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
มนุษย์เงือกน้อยชุดกระโปรงสีเทาตนหนึ่งยื่นหน้าออกมาจากซอกหินที่ไกลออกไปด้วยความระแวง
มนุษย์เงือกน้อยตนนี้สะพายตะกร้ายาขนาดใหญ่ไว้ที่หลังซึ่งใส่สมุนไพรจำนวนหนึ่งเอาไว้ ส่วนนางเนื้อตัวมอมแมม
ทันทีที่ฟ่านเสวี่ยหลีมองก็รู้ว่ามนุษย์เงือกน้อยตบะไม่สูงอีกทั้งโดยรอบยังไม่มีมนุษย์เงือกตนอื่นๆ เขาจึงวางใจเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เจ้ามาได้แต่ข้ามาไม่ได้หรือ”
เขาหยั่งเชิงอีกฝ่าย
มนุษย์เงือกน้อยพูดอย่างประหลาดใจว่า “เผ่ามนุษย์อย่างพวกเจ้าถูกผนึกเส้นลมปราณและความทรงจำแล้วไม่ใช่หรือเจ้าหนีออกมาได้อย่างไร” สีหน้าของนางระแวงขึ้นเรื่อยๆ คาบนกหวีดเข้าปากพร้อมเป่าเรียกเผ่ามนุษย์เงือกมาแล้ว
ตามการสั่งสอนของเผ่ามนุษย์เงือก มนุษย์เป็นศัตรูโดยธรรมชาติของพวกนางและเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่ารังเกียจที่สุดซึ่งมนุษย์มาที่นี่เพื่อตามหาขุมทรัพย์ของพวกนาง
ดังนั้นเมื่อเจอเผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องห้ามปรานีโดยเด็ดขาด
ฟ่านเสวี่ยหลีหรี่ตาลงเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล่าวถึงเรื่องที่เผ่ามนุษย์ถูกผนึกเส้นลมปราณและความทรงจำ
หากเป็นเช่นนี้ ราชาแห่งบัลลังก์ทมิฬและเนี่ยอวี่ชิงอาจจะถูกคุมขังยิ่งชักช้า พวกเขาจะยิ่งเป็นอันตราย
มนุษย์เงือกน้อยเห็นว่าฟ่านเสวี่ยหลีไม่มีท่าทียอมจำนนต่อนางนางจึงเป่านกหวีดอย่างไม่ลังเล
เสียงนกหวีดดังแผดไปไกล เพียงเสียงแรกก็ดังก้องไปทั่วหุบเขาแล้ว
ทันใดนั้นทั้งผืนป่าพลันสั่นสะเทือนเพราะเสียงนกหวีดสายลมพัดต้นหญ้าไหว จิตสังหารแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ
ฟ่านเสวี่ยหลีบินเข้าหามนุษย์เงือกตัวน้อยด้วยความเร็วดุจสายฟ้ารวดเร็วจนน่าตกใจ
พลังของเขาแข็งแกร่งกว่าเงือกน้อยตนนี้มาก
เมื่อมนุษย์เงือกน้อยเห็นเช่นนี้ก็ตกตะลึงและถอยหลังอย่างต่อเนื่องนางคาดไม่ถึงว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะรวดเร็วเช่นนี้
นางร้อนรน อยากเป่านกหวีดต่อ แต่พบว่าลมหายใจของตนถูกปิดกั้นจนเป่าไม่ออกนางตกใจและเปี่ยมด้วยความสิ้นหวัง พร้อมกับเสียใจที่ตนเป่าไปเพียงครั้งเดียว
เพราะการเป่าหนึ่งครั้งเป็นการแจ้งเตือน ส่วนการเป่าเสียงแหลมสามครั้งติดต่อกันเป็นการส่งสัญญาณว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายถึงตายทางเผ่าจะได้เตรียมเฝ้าระวังสุดกำลัง
“เอ๋?” แต่เงือกน้อยพบว่าฟ่านเสวี่ยหลีที่พุ่งมาถึงตรงหน้านางกลับผ่านเฉียดไหล่ตนไปด้านหลังและโจมตีใส่เงามืดที่อยู่ด้านหลังนาง