“ ช่วยสังหารข้าเถอะ ” เสียงของศิษย์สายนอกผู้นี้นั้นกล่าวคำออกมาอย่างน่าเวทนาแม้ตัวของเขาจะไม่ทราบว่า ชายร่างกำยำเบื้องหน้ากำลังวางค่ายกลอะไรแต่ลางสงสังหรณ์ได้บอกกับเขาว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่
“ ใยเจ้านั้นต้องรีบตายด้วยล่ะ ค่ายกลพันธนาการของข้านั้นเจ้ายังไม่ได้ลิ้มลองเลย ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงพูดพร้อมทั้งจับศิษย์ผู้พิการ โยนลงกลางค่ายกลก่อนที่ตัวของเขาานั้นจะเริ่มเปิดใช้งานค่ายกล
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ศิษย์สายนอกร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
30 นาทีต่อมา
“ เจ้านั้นมีนามว่่าอะไร ? ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงกล่าวถามกับศิษย์สายนอก
“ ตัวข้านั้นมีนามว่าเหลียงไห่ ? ” เหลียงไห่ได้ตอบกลับจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงตอนนี้จิตใจของเขาถูกพันธนาการ ร่างกายนี้ไม่ต่างจากหุนเชิดอะไรแม้จิตใจนั้นจะรู้ว่าร่างกายตอบสนองอย่างไรเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้
เย็นวันนั้น ณ ตลาดมืด
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเดินมาพร้อมกับชายที่ใส่ชุดคลุมสีเทาที่ไร้พลังการฝึกตน เมื่อมาถึงหน้าชายที่เมา ด้วยความที่ชายขี้เมา สามารถจดจำจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ จึงได้ยื่นของที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นมาสั่งซื้อไว้เมื่อตอนเช้า
เมื่อจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงรับถุงโอสถมาก็ได้เก็บของนั้นลงไปที่แหวนมิติก่อนจะกล่าวกับชายขี้เมา
“ ข้านั้นมารับของและมาขายทาสด้วยเช่นกัน แม้ชายผู้นี้จะไร้พลังการฝึกตนแต่มันเป็นทาสที่ซื่อสัตย์แน่นอน ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงกล่าวพร้อมมองไปที่ชายชุดคลุมสีเทาด้านหลังเขา
ชายขี้เมาก็ได้มองตาม และหลังจากตรวจสอบว่าชายผู้นี้นั้นพึ่งถูกทำลายการบ่มเพาะมาเขาก็เข้าใจเหตุการณ์ได้ไม่ยาก
“ เจ้านั้นเป็นเพียงเด็กใยถึงได้โหดร้ายนักเล่า ” ชายขี้เมานั้นกล่าวออกมาก่อนจะยื่นถุงเงินให้จักพรรดิสรรค์ฉีหมิง ในถุงเงินนั้น มีเหรียญทองแดงอยู่ 10 เหรียญด้วยกัน
“ นั้นไม่ใช่ธุระของเจ้า ”
“ ข้าคืนให้ ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นกล่าวออกมาพร้อมทั้งหยิบเหรียญเงิน 9 เหรียญทองแดงคืนกลับให้ชายขี้เมาผู้นั้น
ชายขี้เมาเมื่อรับเงินกลับมาก็ได้แสดงสีหน้างงงวย ขึ้นมาทันใด
“ ฮ่าๆๆๆๆ เจ้านี้นั้นมีราคาเพียง 1 เหรียญทองแดงเท่านั้นสำหรับข้า ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้หัวเราะพร้อมเดินกลับออกมา
เมื่อจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้เดินกลับออกมาแล้ว ชายขี้เมาก็ได้สั่งให้ทาสที่พึ่งซื้อมานั้นถอดเสื้อคลุมออก
เมื่อถอดเสื้อคลุมออกมาทั้งชุดที่ใส่รวมทั้งตราเพลิงสีแดงที่ติดอยู่บนอกด้านซ้ายของคนผู้นี้นั้นแสดงฐานะออกมาอย่างชัดเจน นั้นทำให้สายตาที่ชายขี้เมามองทางเดินที่จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงจากไปด้วยสายตาแปลกๆอีกครั้ง
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงหลังจากได้นำเหลียงไห่ไปขายพร้อมรับวัตถุดิบปรุงโอสถมาเรียบร้อยตัวของเขาก็ได้เดินทางกลับสำนักเพลิงสืบทอดรวมทั้งเข้าไปฝึกฝนที่ห้องฝึกแรงโนมถ่วงต่อไป
ที่หอฝึกฝนแม้วันนี้ค่ายกลแรงโน้มถ่วงทุกห้องจะกลับมาใช้ได้ปกติไม่มีเหตุขัดคล่องแบบ 3 วันที่ผ่านมาแต่หลังจากวันนั้น จนกว่าจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงจะเลิกฝึกฝนไม่มีทางที่ห้องแรงโน้มถ่วงจะกลับมาเป็นปกติจริง ๆ
7 วันหลังจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
แรงโน้มถ่วง 300 เท่า
อีก 15 วันหลังการฝึกฝน
แรงโน้มถ่วง 700 เท่า
25 วันหลังการฝึกฝน
แรงโน้มถ่วง 1000 เท่า จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ลืมตาตื่นขึ้นมาจากการฝึกฝน วันนี้นั้นเป็นวันที่ 50 แล้วสำหรับการเข้ามาฝึกฝนที่ห้องแรงโน้มถ่วงแห่งนี้และเป็นวันสุดท้ายด้วยเหมือนกัน
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้เดินออกมาจากห้องฝึกฝนแรงโน้มถ่วงหมายเลข 22 ก่อนที่เขานั้นจะเอาป้ายห้องฝึกฝนไปคืนแม่นางจางลี่
“ ขอบคุณเจ้ามาก ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงคืนป้ายห้องฝึกฝนไปพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณแม่นางจางลี่ผู้นี้ เพราะแม่นางจางลี่นั้นเป็นคนนำอาหารมาวางไว้หน้าห้องฝึกฝนให้ตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงทุกวัน
“ นั้นเป็นงานของข้าอยู่แล้ว ” แม่นางจางลี่ตอบกลับจักพรริสรรค์ฉีหมิง
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงพยักหน้าตอบแม่นางจางลี่อีกครั้งก่อนที่ตัวของเขาจะได้เดินกลับออกไป
อีก 10 วันก่อนที่จะถึงการประลองศิษย์ใหม่
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงไม่ได้เลือกที่จะฝึกตนต่อแต่เขานั้นเลือกที่จะกลับไปบ้านพักศิษย์สายนอกบ้านไม้ของเขา เมื่อมาถึงตอนนี้นั้นได้มีฝุ่นเกาะอยู่เต็มไปหมดเกิดจากการที่เขานั้นไม่ได้พักอยู่ที่นี้เลยหลังจากได้กลับมาเขาก็พักผ่อนเต็มที่พร้อมทั้งจัดเตรียมแผนการในอนาคตต่อไป
ณ สำนักเพลิงสืบทอด 10 วันต่อมา วันนี้นั้นคึกคักเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายนอกหรือศิษย์สานในบางส่วนตอนนี้นั้นได้มารวมกันอยู่ที่หอแห่งการต่อสู้
วันนี้นั้นเป็นวันที่ศิษย์ใหม่ของสำนักเพลิงสืบทอดต้องมาประลองกันเพื่อดูความก้าวหน้าหลังจากที่เข้าสำนักมาได้กว่า 2 เดือนแล้ว
ที่ชั้น 3 ของหอแห่งการต่อสู้ เป็นห้องโถงขนาดใหญ่มีที่นั่งจัดเรียงอยู่รอบๆ ใจกลางห้องนั้น ถูกจัดไว้ด้วยลานประลองที่มีการลงค่ายกลเอาไว้เพื่อให้บุคคลภายนอกที่มารับชมการประลองนี้นั้นไม่ได้ถูกลูกหลงบาดเจ็บเข้า
ที่นั่งที่เด่นชัดที่สุดนั้น คือที่นั่งถูกจัดไว้ด้วยบัลลังก์ตรงหัวห้องโถง ตอนนี้คนที่นั่งตรงนั้นเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งตราตรงหน้าอกฝั่งซ้ายเป็นตราเพลิงสีทองนั้นแสดงให้เห็นว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ก็คือผู้นำสำนัก กวางชุนนั้นเอง รองจากที่นั่งของผู้นำสำนักก็จะเป็นที่นั่งของผู้อาวุโสต่างๆ
ตอนนี้ภายในห้องโถงนอกจากที่ว่างของเก้าอี้ศิษย์ใหม่ 1 คน ทุกที่นั่งนอกจากนี้ได้ครบหมดแล้วทั้งสิ้น
เมื่อคนไม่ครบผู้นำสำนักก็ยังไม่ว่าอะไรตอนนี้นั้นยังไม่ถึงเวลาที่ตัวเขานัดหมายเอาไว้
ที่นั่งของศิษย์สายใน ตอนนี้แม่นางจางลี่ที่มองไปที่นั่งศิษย์ใหม่ที่ว่างเปล่า สายตาเต็มไปด้วยความกังวลตัวเขานั้นไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงมากเป็นพิเศษ
อีก 5 นาทีก่อนที่จะถึงเวลานัดหมาย
“ กราบเรียนประมุขผู้นำสำนัก ตัวข้านั้นคิดว่าหมิงฉีเจ้าศิษย์ใหม่นั้นมันไม่ให้เกียรติท่านประมุขเลยปล่อยให้ท่านประมุขนั้นมารออยู่อย่างนี้ข้าว่ามันสมควรต้องโทษขั้นหนักไม่จับขังคุกก็ประหารมัน…. ” เป็นเสียงของเซี้ยถูแต่เขานั้นยังกล่าวไม่จบก็ถูกเสียงๆ หนึ่งขัดขึ้นมา
“ เซี้ยถู เจ้านั้นกล้าถึงขั้นยืมมือประมุขสำนักมาสังหารข้าเลยงั้นหรือ ”