จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 142 จื่อซวนผู้น่ากลัว

            “หุ่นเชิด?” เมื่อเห็นจื่อซวน ไม่เพียงแต่ฉีหยางและหยางปินเท่านั้นแม้แต่ศิษย์สำนักในอีกหลายคนต่างก็ต้องหรี่ตาไปมอง

            เอาล่ะ! ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าคนที่ทำลายเกราะกำบังของฉีหยางคือใครซึ่งผู้นั้นไม่ใช่เย่เฉินแต่เป็นหุ่นเชิดสาวงามที่อยู่ข้างๆ เย่เฉินหากพูดให้ชัดก็คือ หุ่นเชิดสาวงามระดับลึกลับที่อยู่ข้างๆ เย่เฉินนั่นเอง

            “เขามีหุ่นเชิดระดับลึกลับได้อย่างไรกัน”เมื่อรู้ว่าจื่อซวนคือหุ่นเชิดระดับลึกลับ สีหน้าของฉีหยางก็บึ้งตึงขึ้นทันที

            ในฐานะหนึ่งในเก้าศิษย์ที่แท้จริงของสำนักเหิงเยว่อีกทั้งยังเป็นคุณชายของตระกูลฉีแห่งหนานเจียงเขาจะไม่รู้ถึงความน่ากลัวของหุ่นเชิด

            ระดับลึกลับได้อย่างไรร่างกายที่แข็งแกร่งขนาดนั้นและที่สำคัญกว่าก็คือความสามารถในการใช้เคล็ดวิชาลึกลับได้อีกเขาซึ่งอยู่ในขั้นพลังหยางก็ไม่กล้าที่จะไปเผชิญหน้า

            “รีบเข้ามาเร็ว”ที่ปากถ้ำ เย่เฉินได้ดึงตัวพวกเซี่ยอวิ๋นเข้าไปในถ้ำจากนั้นก็ยัดเม็ดยาหุยเสวียนสองเม็ดเข้าปากแต่ละคน

            “บ้าเอ๊ยเกือบตายแล้วเชียว” เจ้าหมีสองสบถ

            “จิตใจเหี้ยมจริงๆข้าคิดว่ามันเป็นแค่การสั่งสอนพวกเรานิดๆ หน่อยๆ ไม่คิดเลยว่าจะฆ่าพวกเราจริงๆ”เซี่ยอวิ๋นมองไปที่พวกฉีหยางอย่างเย็นชา

            “บ้าเอ๊ยคิดว่ามีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งแล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้หรือ?” น้ำเสียงของฮั่วเถิงยิ่งเยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้เขารู้สึกได้ถึงความเคียดแค้นของฉีหยาง อย่างมากสุดพวกเขาทั้งสี่คนก็แค่ปล้นสิ่งของไปแต่พวกฉีหยางกลับอยากจะฆ่าคนขึ้นมาจริงๆ !

            “รีบหายจากอาการบาดเจ็บสิหุ่นเชิดของข้าเพิ่งจะยกระดับเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับยังมีความสามารถอีกหลายอย่างที่ข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะแข็งแกร่งได้เพียงใดแต่ก็หวังว่าจะสามารถหยุดยั้งฉีหยางและหยางปินได้ด้วยเถอะ!” เย่เฉินอ้อนวอน

            เขาเคยคิดที่จะอาศัยสายรุ้งเมฆอัคคีที่เกิดจากการควบรวมของอัคคีเทวะเพื่อเหาะไปยังภูเขาด้านหลังแต่เขารู้ดีว่าเมฆอัคคีที่เกิดจากการควบรวมของอัคคีเทวะสามารถพาเขาไปได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

            ยิ่งไปกว่านั้นฉีหยางที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียงคนระดับขั้นพลังหยางคนหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องรู้ว่าบุคคลระดับขั้นพลังหยางสามารถอาศัยอาวุธวิญญาณในการควบคุมการเหาะในอากาศได้เมื่อคิดดูแล้วเขาจึงยอมที่จะต่อสู้บนพื้นดินมากกว่าการต่อสู้กันกลางอากาศ

            “ไปกันเถอะ!” เย่เฉินเหลือบมองไปที่จื่อซวนพลางนึกขึ้นมาในใจ และออกคำสั่งให้โจมตี

            ทันใดนั้นจื่อซวนก็พุ่งออกไปราวกับแสงสว่างสีขาวสายหนึ่งอย่างรวดเร็วแม้แต่เย่เฉินผู้เป็นเจ้าของก็ยังจับจ้องไปยังความเร็วอันรวดเร็วนั้นซึ่งความเร็วนี้เร็วกว่าหุ่นเชิดเฟิงอิ่งเป็นอย่างมาก

            เมื่อเห็นจื่อซวนพุ่งออกมาฉีหยางก็เคลื่อนไหวเป็นคนแรก การต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบต่อหน้าหุ่นเชิดตัวหนึ่งมันทำให้เขาดูน่าอัปยศสิ้นดี

            เวิง!

            ไม่นานเขาก็เรียกเจดีย์สีเงินที่ส่องแสงสว่างแพรวพราวของตนเองออกมาจากนั้นก็ฟาดลงไปยังจื่อซวน

            เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจคือจื่อซวนพุ่งไปบนท้องฟ้าโดยไม่ตกอยู่ภายใต้การยับยั้งของเจดีย์สีเงินเลยแม้แต่น้อย

            “ไม่คิดเลยว่าจะต่อต้านการยับยั้งของอาวุธวิญญาณได้”ตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกหยางปินเท่านั้นแม้แต่เย่เฉินและพวกเซี่ยอวิ๋นต่างก็ประหลาดใจเช่นกันความสามารถของจื่อซวนเกินความคาดหมายของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด

            ปัง!

            ขณะที่ทุกคนตกตะลึงอยู่นั้นหุ่นเชิดจื่อซวนก็โบกแขนของตนเอง และใช้มือตบไปบนเจดีย์สีเงินอย่างแรง

            แกร๊ง!

            เจดีย์สีเงินนั้นถูกจื่อซวนตบจนกระเด็นลอยออกไปและตกลงมาจากกลางอากาศ ฉีหยางผู้เป็นเจ้าของเจดีย์จึงถูกทุบตีกลับจนโอดครวญและถอยหลังกลับไปสามก้าวเพื่อตั้งหลัก

            “เอ่อ...” ทุกคนต่างตกใจอีกครั้ง

            “นี่มันเป็นไปไม่ได้...” ฉีหยางตะโกนเสียงดังและไม่สามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้

            “หุ่นเชิดสตรีตัวนี้ทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้” สีหน้าของหยางปินเริ่มเคร่งขรึมและไม่แน่นอนไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็นหุ่นเชิดระดับลึกลับมาก่อนและไม่ใช่จะไม่เคยต่อสู้กับหุ่นเชิดระดับลึกลับมาก่อนแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นหุ่นเชิดระดับลึกลับที่แข็งแกร่งอย่างจื่อซวน

            “เย่...เย่เฉิน วันหลังเจ้าหลอมหุ่นเชิดแบบนี้ให้ข้าบ้าง”เมื่อเห็นความดุร้ายของจื่อซวน พวกเซี่ยอวิ๋นต่างมองด้วยสายตาอ้อนวอนไปที่เย่เฉิน

            “ได้...ได้...” เย่เฉินอ้าปากและรู้สึกคอแห้งขึ้นมาในทันที

            เขาคาดเดาอยู่หลายครั้งเกี่ยวกับพละกำลังของหุ่นเชิดจื่อซวนที่เปลี่ยนไปหลังจากได้ยกระดับเป็นหุ่นเชิดระดับลึกลับแต่เขายังคงประเมินจื่อซวนต่ำเกินไปเพียงฝ่ามือเดียวก็โจมตีอาวุธวิญญาณประจำตัวของศิษย์แท้จริงคนหนึ่งจนกระเด็นลอยออกไปได้ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของเขาอีกครั้ง

            จากการระเบิดที่เกิดขึ้นตอนนี้จะเห็นว่าหุ่นเชิดจื่อซวนได้ก้าวเข้าสู่ระดับลึกลับและแข็งแกร่งกว่าหุ่นเชิดระดับลึกลับทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดอย่างน้อยก็แข็งแกร่งกว่าหุ่นเชิดเฟิงอิ่งเป็นอย่างมาก

            ตูม!

            ตูม!

            ขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงฉีหยางที่ต่อสู้อยู่กับจื่อซวน เขาผู้มีฐานะเป็นศิษย์แท้จริงกลับถูกหุ่นเชิดจื่อซวนโจมตีจนล้มลงไปจนไม่สามารถจะเงยหน้าขึ้นมาได้

            “ยืนอึ้งอะไรกันอยู่มาช่วยโจมตีมันสิ” ฉีหยางตะโกนเสียงดังลงไปด้านล่าง

            บรรดาศิษย์สำนักในเหล่านั้นก็ตอบสนองทันทีพวกเขาต่างใช้พลังวิญญาณลมปราณ บ้างก็อาวุธวิญญาณบ้างก็ใช้วิชาลึกลับโจมตีไปยังจื่อซวนโดยไม่มีข้อยกเว้นการโจมตีเป็นไปอย่างดุเดือด ทำให้จื่อซวนถูกกลบไปในทันที

            ในตอนนี้ในใจของเย่เฉินเริ่มกระวนกระวาย เพราะไม่แน่ใจว่าจื่อซวนจะสามารถต้านทานกับการโจมตีที่มากมายขนาดนี้ได้หรือไม่หากครั้งนี้เป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่มืดฟ้ามัวดินจนไม่เหลือชิ้นดีอย่างนั้นการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นก็คงไม่ง่ายดายเหมือนการสูญเสียหินวิญญาณนับหมื่นอีกแล้ว

            แต่ไม่นานเย่เฉินก็เบิกตากว้างขึ้นอีกครั้ง

            เมื่อเห็นจื่อซวนที่ลอยอยู่กลางอากาศใช้มือทั้งสองข้างขึ้นทำมุทราอย่างรวดเร็วจากนั้นก็สร้างกระแสคลื่นขนาดใหญ่โดยมีนางอยู่เป็นศูนย์กลางทำให้การโจมตีที่กำลังมุ่งเข้ามาถูกกระแสคลื่นวนบดขยี้จนราบเรียบ

            “สุดยอดไปเลย”เมื่อเจ้าหมีสองเห็นฉากนี้ก็ส่งเสียงตะโกนลั่นออกไปอย่างตื่นเต้น

            “หลอมเย่เฉินเจ้าต้องหลอมหุ่นเชิดแบบนี้ให้ข้าด้วย”เซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิงต่างจับมือข้างหนึ่งของเย่เฉิน พลางกระโดดไปมาอย่างตื่นเต้น“กลับไปข้าจะเก็บเงินแล้วล่ะ ความน่ากลัวของหุ่นเชิดตัวนี้ไร้กฎเกณฑ์จริงๆ !”

            “หุ่นเชิดระดับลึกลับหรือนี่?” มีเสียงตกใจดังมาจากภายนอกถ้ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            “จุดสำคัญของนางคือยันต์ศักดิ์สิทธิ์สองใบที่อยู่ในร่างกาย”หยางปินที่อยู่ไม่ไกลและไม่ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ก็เอ่ยขึ้นมาดูเหมือนเขาเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับหุ่นเชิดระดับลึกลับเป็นอย่างดีและรู้ว่าจุดอ่อนของหุ่นเชิดระดับลึกลับอยู่ที่ไหน

            “บ้าเอ๊ย”เย่เฉินที่อยู่ปากถ้ำจ้องมองไปยังหยางปินอย่างดุร้าย

            ตั้งแต่ที่หยางปินปรากฏตัวขึ้นที่นี่เขาก็รู้ได้ทันทีว่าการที่พวกของฉีหยางสามารถหาที่ซ่อนของพวกเขาได้นั้นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกันกับหยางปินอย่างแน่นอนและเย่เฉินก็เริ่มจะจดจำความเกลียดชังนี้ไว้แล้ว

            เห็นได้ชัดว่าพวกฉีหยางก็เห็นถึงจุดอ่อนของจื่อซวนเช่นกัน จากนั้นเสียงกระบี่วิญญาณแต่ละเล่มก็ดังขึ้นเพื่อต้องการจะทำลายยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในร่างของหุ่นเชิดจื่อซวน

            “จื่อซวนปล่อยกระบวนท่า” เย่เฉินจดจ้องและรีบออกคำสั่งไปยังจื่อซวนทันทีไม่อย่างนั้นพวกฉีหยางจะทำลายยันต์ศักดิ์สิทธิ์สองใบที่อยู่ในร่างกายของนางนั่นเป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุด

            และแน่นอนขณะที่เย่เฉินได้เอ่ยคำพูดออกไป จื่อซวนที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศก็ยกมือขึ้นทำท่ามุทราอย่างรวดเร็ว

            ในไม่ช้ารอบตัวของนางก็เกิดเป็นกระแสอากาศหมุนเวียนอย่างรวดเร็วตามมาด้วยเสียงของกระบี่ที่ดังขึ้น และควบรวมกันจนเกิดเป็นรัศมีของกระบี่อันงดงามด้วยความรวดเร็วรัศมีกระบี่แต่ละสายดุเดือดจนไม่มีอะไรมาเทียบได้อีกทั้งปริมาณที่มากมายทำให้หลายคนต่างรู้สึกหวาดกลัว

            “กลกระบี่ลั่วอิง”ในที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงคนเดียวที่พูดเช่นนี้ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าจื่อซวนกำลังใช้วิชาลึกลับประเภทใด

            “นี่เป็นกระบวนท่าโจมตีแบบกลุ่ม!”เซี่ยอวิ๋นร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นราวกับว่าเขารู้ว่าจื่อซวนใช้วิชาลึกลับประเภทใดเช่นกันและยังรู้ถึงความน่ากลัวของวิชาลึกลับนี้อีกด้วย

            ส่วนเย่เฉินขณะที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยท่าทางตกตะลึง จื่อซวนลอยเคว้งอยู่กลางอากาศเสื้อผ้าสีขาวพลิ้วไหวไปมา ถูกอาบด้วยแสงจันทราที่ส่องสว่าง มีความสดใสไร้ที่ติและเต็มไปด้วยรัศมีกระบี่อันงดงาม เหมือนดั่งเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์

            ภายใต้ความสนใจของทุกคนจื่อซวนยกแขนขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเหวี่ยงแขนและชี้ลงมาอย่างรุนแรง

            เช้ง!

            เช้ง!

            ทันใดนั้นรัศมีกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนก็ลอยลงมาจากฟากฟ้า

            “หลบไป”ฉีหยางส่งเสียงตะโกนดังสนั่น และเขาก็เป็นคนแรกที่ถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

            แม้ว่าฉีหยางจะถอยกลับไปอย่างรวดเร็วแต่เขายังคงถูกปกคลุมอยู่ด้านในที่เต็มไปด้วยรัศมีกระบี่ทั่วทั้งท้องฟ้าแม้กระทั่งเขายังถูกปกคลุมอยู่ด้านใน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงศิษย์สำนักในคนอื่นๆ เลย

            เมื่อเห็นฝนกระบี่ที่เต็มฟากฟ้าตกลงมาศิษย์สำนักในรู้ว่าไม่สามารถที่จะหลบพ้นไปได้ พวกเขาบ้างก็ปัดป้องเอาไว้บ้างก็กวัดแกว่งด้วยกระบี่วิญญาณ บ้างก็ป้องกันด้วยการควบรวมเป็นเกราะกำบังมิเช่นนั้นอาจจะถูกฝนกระบี่แทงทะลุเข้ามาได้

            ปังๆๆ...!

            ในไม่ช้าเสียงของโลหะที่กระทบกันก็ดังขึ้นอยู่นอกถ้ำรัศมีกระบี่ที่เต็มฟากฟ้าราวกับฝนกระบี่ แท้จริงแล้วเป็นการโจมตีแบบกลุ่มหยางปินที่อยู่ในที่แห่งนี้ และคนอื่นๆ ต่างก็ถูกโจมตีทั้งหมด

            พัฟ!

            พัฟ!

            พัฟ!

            นี่เป็นฉากยิ่งใหญ่ฉากหนึ่งรัศมีกระบี่ของจื่อซวนมีความรุนแรงที่ไม่มีใครเทียบได้เกราะกำบังของบรรดาศิษย์จำนวนมากมายล้วนถูกทำลายลงจนทำให้บนร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยบาดแผลลึกที่มีเลือดไหลซึมออกมาที่ตรงนี้มีเพียงพวกของฉีหยางและจั่วชิวหมิงไม่กี่คนซึ่งอยู่ในขั้นพลังหยางเท่านั้นที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย

            “กลกระบี่เฟยเซียว”รัศมีกระบี่สายสุดท้ายของฉีหยางได้พุ่งออกไป จากนั้นก็ทะลุขึ้นไปบนท้องฟ้าพลังของกระบี่นี้มีความแข็งแกร่งอย่างมาก จนสามารถเจาะทะลุผ่านหินผาไปได้

            เมื่อเห็นจื่อซวนกำลังพุ่งลงมาจากอากาศเงาร่างก็วนไปรอบๆ ราวกับแสงสีขาวเส้นหนึ่งที่มีความเร็วมากจนสามารถหลบหลีกกระบี่เฟยเซียวของฉีหยางได้จากนั้นรอยพิมพ์ฝ่ามือก็ฟาดลงมาจากอากาศ และกวาดฉีหยางกระเด็นลอยออกไป

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน