ณ พระราชวังแห่งมอลเดียร์
สถานที่แห่งนี้นั้นยิ่งใหญ่ตระกาลตาไม่ต่างกับอะไรกับอาณาจักรอาราเธียร์มากนักทรัพย์พยากรของพวกมันมีมากมายมหาศาลราวกับว่าใช้ได้ไม่มีวันหมดสิ้นมีทั้งเหมืองแร่และเขตอุตสาหกรรมมากมาย ทุ้งหญ้าและพื้นที่ทางการเกษตร เพียบพร้อมอุดมสมบูรณ์ ความเข้มแข็งทางการทหารอยู่ในระดับที่จัดได้ว่าเข้มแข็งและแข็งแกร่งเป็นอย่างมากหากเกิดศึกสงครามขึ้นระหว่างมอลเดียร์และอาราเธียร์คงจะสามารถสร้างสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดให้กับพวกมันได้อย่างมากมายมหาศาลถึงแม้พวกมันจะเป็นฝ่ายชนะก็ตามแต่คงจะได้ไม่คุ้มเสียภายในตอนนี้นั้นพวกมันมีผู้คนที่มีพลังในระดับตำนานระดับสูงหลายสิบคนสาเหตุที่อาณาจักรอาราเธียร์ยังคงยื่นอยู่บนจุดสูงสุดนั่นก็คือพวกมันมีจำนวนผู้คนที่มีพลังในขอบเขตเทวะมากกว่าอาณาจักรทั้ง 6 นั่นเองแต่ผู้ที่มีพลังในระดับตำนานขั้นสูงนั้นมีน้อยกว่าอาณาจักรมอลเดียร์
"งานที่ข้าสั่งให้เจ้าไปทำว่าไงไปถึงไหนแล้ว ราชา บาร์ธาซ่าร์ กล่าวถามข้ารับใช้ด้วยท่าทางที่มืดมน
"เรียนท่านราชาภารกิจที่ท่านสั่งให้ข้าไปทำล้วนลุล่วงไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการกดดันราคาทางการค้าหรือแม้แต่การปล้นขบวนสิ้นค้าของพวกมัน ล้วนเสร็จสิ้นและได้ผลเป็นที่หน้าพอทางด้านพวกอาณาจักรบราเรี่ยนและอาณาจักรคราว พวกมันคงนั่งอยู่ไม่ติดเป็นแน่พวกมันเป็นเพียงแค่อาณาจักรเล็กๆเท่านั่นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้คงจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกมันไม่มากก็น้อย
"ดียอดเยี่ยมมาก จงสำนึกเสียใจซะเถอะที่กล้ามายั่วโทสะข้าเป็นแค่อาณาจักรเล็กๆตัวกระจ้อย จะบีบก็ตายจะคายก็รอด ริอาจมากินเนื้อหงส์ช่างไม่เจียมตัวเสียเลย ข้าจะให้พวกมันรู้สึกตายทั้งเป็นที่กล้ามาแย่งสตรีที่หมายปองของบุตรชายข้าผู้นี้
ทางด้านเซย์รินใช้เวลามากถึงสองวันจนกระทั่งมาถึงที่ชายแดนของอาณาจักรแห่งมอลเดียร์ที่แห่งนี้นั้นล้วนมีการป้องกันอย่างแน่นหนาตลอดแนวชายแดนล้วนมีหอคอยสังเกตการณ์ขนาดยักษ์หลายจุดเซย์รินจึงตัดสินใจที่จะเดินทางต่อด้วยเท้าเพราะตั้งใจจะจัดการกับพวกเหล่าทหารไปทีระกลุ่มและค่อยๆคืบคานไปเรื่อยจนไปถึงเมืองหลวงแห่งมอลเดียร์
แต่ระยะทางจากชายแดนไปจนถึงเมืองหลวงถือว่าไกลเป็นอย่างมากเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจเปิดประตูมิติขึ้นมาพร้อมทั้งเข้าไปภายในโลกเสมือนและนำเจ้าพวกอ๊อกตัวเขียวออกมาที่โลกแห่งความเป็นจริงในยามนี้มีเจ้าพวกอ๊อกยื่นต่อหน้าเด็กหนุ่มมากมายพวกมันมีไม่ตำกว่า100 ตน ทางด้านแกรมเบียร์และก็โจ้พวกมันทั้งสองถึงกับอ่าปากค้างเพราะเมื่อครู่อยู่ๆมันก็เห็นเซย์รินหายตัวไปท่ามกลางอากาศที่ว่างปล่าวและอยู่ๆก็ปรากฏตัวอีกครั้งจากอากาศว่างป่าวเช่นเดิมมาพร้อมกับกองทัพอ๊อกมากกว่า100 ตน
มีเพียงแค่ดาร์กเนสเท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะเดิมทีมันก็เป็นคนที่อยู่ภายในโลกเสมือนอยู่แล้วกองทัพอ๊อกในยามนี้พวกมันนั่นดูทั้งน่าเกียจน่ากลัวแต่ท่าทางของมันก็เต็มเปรี่ยมไปด้วยสติปัญญา
"เฮ้ย….เจ้าพวกทึ่มพวกเจ้าจะปล่อยให้ข้ายืนไปจนถึงเมื่อไหร่ข้าชักเมื่อยแล้วจงนำเสลี่ยงมาให้ข้านั่งเดียวนี้
เซย์รินพูดด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่ายและเกียจคร้านอาจจะเป็นเพราะความรักสบายหรืออาจจะเป็นผลมาจากความเคยชินที่เด็กหนุ่มเคยใช้งานอะไรพวกมันทำนองนี้มาก่อนเมื่อเรียกกองทัพอ๊อกออกมาอาการขี้เกียจก็ดูเหมือนจะกำเริบขึ้นมาในทันที
"เร็วเข้าเร็วเข้า นายท่านเหนือหัวกำลังที่จะรู้สึกหงุดหงิดแล้วพวกเจ้าจะชักช้ากันไปจนถึงไหน หัวหน้ากองทัพอ๊อกรีบดุด่าลูกน้องโดยทันทีเพราะการทำงานล่าช้า
"เสลี่ยงของท่านถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว เชิญนายท่านนั่งได้ตามสบาย
"เอาล่ะออกเดินทางได้และแล้วขบวนกองทัพอ๊อกก็เริ่มออกเดินทาง
"เอ่อนายท่านภารกิจของพวกเราคืออะไรกัน นี่คือครั้งแรกที่พวกข้าได้ออกมายังโลกภายนอกท่านของไม่ใช่ให้พวกเราออกมาแค่เดินขบวนเล่นแล้วยกเสลี่ยงให้ท่านแค่นั้นใช่ไหมหัวหน้าอ๊อกกล่าวถามเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่คาดหวัง
"พอดีข้าจะมาสั่งสอนเจ้าโง่ผู้นึงมันมายั่วโทสะข้า หากไม่ได้คำตอบอะไรที่พึงพอใจข้าจะยึดอำนาจมันซ่ะ
หัวหน้าอ๊อกฉีกรอยยิ้มออกมาเหมือนมันกำลังคิดอะไรบางอย่าง จากนิสัยตามธรรมชาติของพวกมันนั้นเป็นพวกหัวรุ่นแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแม้แต่เหล่าลูกน้องของมันเองก็ยังแอบส่งกลิ่นไอชวนอันตรายเมื่อมันได้ยินคำพูดของเซย์ริน
กองทัพของเด็กหนุ่มเดินทางได้ไม่นานก็มาถึงหอคอยสังเกตการณ์ขนาดยักษ์หอแรกเมื่อพวกมันเห็นกองทัพอ๊อกพวกมันถึงกับตื่นตกใจตั้งแต่สมัยอดีตพวกมันไม่เคยพบไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนและหากตั้งใจมองดีๆผู้นำของพวกอ๊อกมันก็คือมนุษย์นั่นเอง
"พวกเจ้าเป็นใครกันจงไสหัวกลับไปซ่ะมาทางไหนจงกลับไปทางนั้นถึงแม้ว่าหัวหน้าหอคอยสังเกตการณ์ป้อมนี้จะเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาภายในจิตใจแต่เป็นเพราะกำลังของตนนั้นมีมากกว่าเป็นเท่าตัว
"นายท่านจะให้พวกข้าจัดการมันเลยไหมหัวหน้าอ๊อกกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นยินดี
"ช้าก่อนเดียวข้าผู้นี้จะจัดการพวกมันเองพวกเจ้ายืนอยู่เฉยๆ
ทันใดนั้นเด็กหนุ่มยืนบ้างหน้าของคนทุกคน
"อย่าเข้ามาใกล้มากกว่านี้นะหากเจ้าเข้ามาละก็ข้าจะสั่งทหารระดมยิ่งกระสุนเวทใส่พวกเจ้าซ่ะอย่าหาว่าข้าไม่ปราณีละกันเจ้าหนูข้าขอเตือนเจ้าอีกครั้งที่นี่คืออาณาเขตของมอลเดียร์พวกเจ้าเป็นคนนอกไม่มีสิทธิ์เหยียบเข้ามาภายในดินแดนแห่งนี้จงกลับไปซ่ะ
เซย์รินไม่ฟังวาจาที่ไร้สาระของพวกมันเมื่อมาถึงระยะที่เหมาะสมแล้วเด็กหนุ่มวาดวงเวทขนาดยักษ์และทรงพลังเป็นอย่างมากคอบคุมรัศมีไปทั่วทั้งบริเวณแสงสีทองเจิดจ้าแสบตาไปทั่วบริเวณเมื่อแสงสีทองจางหายไปทหารผู้เฝ้าหอคอยสังเกตการณ์ มากกว่า 200 คนพวกมันต่างคุกเข่าทำความเคารพเด็กหนุ่มเปรียบเสมือนผู้เป็นราชาแห่งราชอาณาจักรทักษะขั้นสุดยอดของเด็กหนุ่มนี้ก็คือ ทักษะแห่งพระเจ้านั่นเองสามารถล้างสมองได้ทุกผู้คนที่มีพลังระดับต่ำกว่าตนเองโดยไม่มีข้อยกเว้น
"ข้าช่างโง่เขรายิ่งนักที่พูดจาเสียมารยาทกับท่านเหล่าทหารแห่งหอคอยสังเกตการณ์พวกมันต่างรู้สึกทำเรื่องที่ผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่สุดในชีวิตมันยังไงยังงั้น
"อืมช่างมันเถอะเรื่องมันผ่านไปแล้วพวกเราจะเข้าไปที่เมืองหลวงกันพวกเจ้าก็จัดกระบวนทัพให้เรียบร้อยซ่ะ
"ขอรับท่านราชาเพียงหนึ่งเดียวของข้า
แกรมเบียร์มันถึงกับเบิกตากลมโตกว้างนายท่านของข้ามันเป็นจอมมารชัดๆเพียงแค่กระดิกนิ้วเดียวพร้อมมันก็ก้มหัวให้เสียแล้ว
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่กองทัพของเซย์รินก็ยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นเท่านั้นไม่ว่าจะผ่านหอคอยสังเกตการณ์แห่งไหนเรื่องก็จะจบลงไปอย่างรวดเร็วแกรมเบียร์และโจวิญญาณของพวกมันล่องลอยออกจากร่างไปนานแล้ว จากแรกเริ่มมีกองทัพอ๊อกแค่ 100 คน แต่ยามนี้กลับมีมากถึง 500,000 คนเพียงชั่วข้ามคืน และมีนายทหารผู้มีพลังในระดับตำนานขั้นสูงหลาย 10คนด้วยซ้ำในยามนี้
ณ พระราชวังแห่งมอลเดียร์
"ท่านราชาท่านราชา เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ
"มีอะไรกันทำไมเจ้าถึงดูตื่นตกใจถึงขนาดนั้นราชา บาร์ธาซ่าร์ กล่าวถามด้วยความใจเย็นกับความตื่นตระหนกของลูกน้องคนสนิทของตน
"เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับทหารประจำหอคอยฝั่งเหนือเจ้าบ้าพวกนั้นมันกำลังคิดจะก่อกบฏกองกำลังหลายแสนคนกำลังมุ้งตรงมาที่นี่
ตู๊มมมมมมไอ้บ้าเอ้ย นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ข้าจะสังหารพวกมันซ่ะเรียกกองกำลังหลักของพวกเราทั้งหมดมาซ่ะ ข้าจะสั่งสอนพวกมันเอง ราชาบาร์ธาซ่าร์ถึงกับเลือดขึ้นหน้า