‘ เหตุใดพี่ใหญ่ถึงมีพลังปราณ ? ’ เมื่อได้ยินน้องตนเองถาม ซีว่างจึงทำตัวไม่ถูก ‘ เวรกรรม ข้าจะทำเช่นไรดี ’ ชายหนุ่มเงียบ ทำสายตาร้อนรน
“ ว่างเอ๋อร์ จริงหรือไม่ที่เจ้ามีพลังปราณ ? ” มารดาถามด้วยความดีใจ ผสมความตะลึง
ผู้เป็นบิดาไม่ได้กล่าวอะไร ได้แค่มองตาโตไปที่บุตรชายด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ เมื่อมีแต่คนจ้องมองตนเองนั้น ด้วยความคิดอันฉับไว ชายหนุ่มจึงกล่าวว่า “ ความจริงข้าฝึกพลังปราณ มาได้สักพักแล้ว แต่ข้ากระจะบอก ในวันเกิดของข้า เพื่อหวังว่าจะทำให้พวกท่านประหลาดใจ ” ก่อนที่ชายหนุ่มจะพลัน ทำหน้าเหมือนเสียดาย แล้วมองไปที่ผู้เป็นน้องก่อนจะกล่าวว่า“ เป็นเพราะเจ้า ข้าถึงเก็บความลับไว้ไม่ได้ ” ก่อนที่ภายหลังจะทำเสียงเหวี่ยงด้วยความโมโหไปที่น้องชายตน
พอเห็นชพี่ชายตน จ้องมาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เด็กชายจึงหลบตาไม่กล้ามองพี่ชายตนเอง พลันมองไปที่บิดาตนเอง ส่งสายตาเหมือนขอความช่วยเหลือ
เมื่อเห็นอย่างนั้น ผู้เป็นพ่อจึงกล่าวว่า “ เอาล่ะ ๆ แค่เจ้าสามารถฝึกวิชาได้ พ่อก็ดีใจแล้ว , เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี เดี๋ยววันเกิดเจ้า...ข้าจะให้ของขวัญเจ้าชิ้นใหญ่แน่นอน..ข้าสัญญา ”
เมื่อสามีตนพูดจบ ตัวจี้ฮว่า จึงโบกมือให้ สาวใช้นำอาหารมาจัดวาง แต่สายตาของนางก็มิได้ละไปจากบุตรชายของนางเลยแม้แต่น้อย
ตัวจี้เฟิง..ถึงแม้จะรู้สึกผิด แต่ก็อดสงสัยไม่ได้กับเรื่องเมื่อครู่ ‘ เหตุใด..ข้าถึงพึ่งรู้ว่าท่านพี่ มีพลังปราณ ท่านมีวิธีอย่างไรถึงปิดเรื่องนี้จากข้าได้ , เมื่อวานท่านยังไม่มีพลังอันใดเลย..แต่วันนี้กลับมีพลังถึงขั้น 4 กำเนิดโลกา ’ แต่เด็กน้อยก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ มันรีบโกยอาหารเข้าปากอย่างว่องไว เพื่อจะรีบกลับไปที่ห้องของตนเอง เพื่อหลบสายตาจากพี่ชายของตน
เมื่อเหตุการณ์กลับมาสงบ ชายหนุ่มพลันทอดถอนใจ ก่อนจะคิดในใจ ‘ ดีนะที่ไม่มีใครถาม อะไรต่อ เพราะข้าก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมากล่าวอ้างอีก ’ ชายหนุ่มจึงรับประทานอาหารต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะนั้นชายหนุ่มจึงใช้พลังปราณ ตรวจเช็คความแข็งแกร่งของคนภายในบ้าน พ่อแม่ของชายหนุ่มไม่มีพลังปราณ ส่วนข้ารับใช้นั้น พอมีอยู่บ้าง แต่ก็มิได้สูงเท่าใด แต่ที่ทำให้ชายหนุ่มตกใจ กับเป็นน้องชายของตนเอง ก่อนจะอุทานในใจ ‘ จิตโลกา 1 !! ’ ด้วยวัยของน้องชายตน พลันทำให้ชายหนุ่มแปลกใจถึงที่สุด
วัยของน้องชายตนนั้น 14 ย่าง 15 แต่กลับสามารถไปถึง จิตโลกา 1 ได้ ‘ ถ้าเฟิงอวิ๋นเป็นอัจฉริยะร้อยปีมีผู้หนึ่ง น้องชายข้าคงเป็น พันปีมีผู้หนึ่งเป็นแน่แท้ ’
ชายหนุ่มไม่ละสายตาจากน้องชายตน ทำให้น้องชายตนไม่กล้าสบตาพี่ชาย เพราะนึกว่าพี่ชายตน ยังโกรธเคืองอยู่ ยิ่งเร่งทานอาหารให้เร็วกว่าเดิม
ที่ซีว่างไม่รู้เรื่องระดับพลังของน้องชายตนนั้น ก็เป็นเพราะตนเองที่เป็นคนพิการ ไม่สามารถฝึกวรยุทธได้ จึงมีกฏภายในบ้านบอกไว้ว่า ‘ ห้ามคุยเรื่องการฝึกยุทธภายในบ้าน ’ ด้วยความรักของบิดา กังวลว่าบุตรชายตนจะน้อยเนื้อต่ำใจ กับสิ่งที่ตนเองเป็น
*ระดับพลังในโลกนี้นั้น แบ่งเป็น สามช่วงชั้นใหญ่ และแต่ละชั้นใหญ่แบ่งเป็น สามช่วงชั้นย่อย แต่ละช่วงชั้นย่อยแบ่ง เป็น 9 ขั้น มีดังนี้ช่วงชั้นภพโลกา เมื่อผ่านมาถึงขั้นนี้นั้น ความแข็งแกร่งทางกายภาพจะเพิ่มเป็นเท่าตัว ประกอบด้วย 3 ระดับย่อย กำเนิดโลกา จิตโลกา และ ผสานโลกาช่วงชั้นภพนภา เมื่อถึงระดับนี้ เหล่าจอมยุทธจะมีความว่องไวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แบ่งเป็น 3 ระดับย่อยคือ เหยียบนภา กำเนิดจิตนภา และ หยั่งรู้นภาช่วงชั้นภพสวรรค์ เมื่อมาถึงช่วงนี้นั้น จะเกิดจิตหยั่งรู้สรรพสิ่งรอบตัว สามารถคุยกับผู้อื่นผ่านทางจิตได้ เปรียบดั่งเทพมาจุติ ในดินแดงแห่งนี้นั้นผู้ที่มาถึงระดับนี้นั้น มีน้อยจนสามารถจะจำชื่อได้ทั้งหมด ซึ่งอาจารย์ของเด็กหนุ่มนั้นก็อยู่ที่ช่วงชั้นนี้ ช่วงชั้นนี้แบ่งเป็น 3 ระดับชั้นย่อยคือ กายยาสวรรค์ นิมิตสวรรค์ และ ผ่าสวรรค์
เมื่อทานข้าวกันเรียบร้อย ต่างคนต่างกลับที่พักของตนเอง …. เมื่อชายหนุ่มกลับถึงห้อง ก็พลันคิดถึงเรื่องที่ห้องอาหาร ‘ เจ้าจี้เฟิงถึงจะเกียจคร้าน แต่ระดับวรยุทธพรสวรรค์ไม่ใช่เล่น ๆ เลย ’
เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึง ฝึกวิชาต่อไม่ได้รีบเข้านอน เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่ง น้องชายตนจะก้าวนำตนเองมากไปกว่านี้ จนมันมิอาจตามทัน
แต่คราวนี่ชายหนุ่มเริ่มฝึกวิชาของสำนักภพจันทรา แรมที่ 1 ‘ ท่าร่ายเคลื่อนดาราเหยียบจันทรา ’ ท่าร่ายนี้นั้นมีทั้งหมด 5 ขั้น แต่ละขั้น มีความสามารถต่างกันมากมาย ขั้นแรกนั้นผู้ฝึกยุทธจะมีความเร็วที่เพิ่มขึ้น จนหารหาท่าร่ายใดมาเป็นหนึ่งเหนือท่าร่ายนี้ได้ ขั้นที่สอง จะทำให้ความเร็วที่เร็วอยู่นั้นเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว ถ้าผู้ที่มีพลังยุทธ ใกล้เคียงกันนั้น จะไม่สามารถจับทางที่จะไปของผู้ใช้ได้เลย ขั้นที่สามผู้ใช้นั้นจะสามารถเหาะเหินได้ ขั้นที่สี่ ผู้ใช้จะมีความเร็วเวลาเหอะเหินเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ขั้นสุดท้ายจะทำให้ผู้ใช้กลบกลิ่นไอพลังปราณได้
ในสำนักภพจันทรานั้น ผู้คนส่วนใหญ่ ฝึกได้ถึงขั้นที่ 2 เท่านั้น ขั้นที่ 3 ถือเป็น อัจฉริยะ ขั้นที่ 4 นั้นเป็นระดับตัวตนหยิ่งใหญ่ของยุทธภพ ส่วนขั้นที่ 5 มีแต่ตำนานที่กล่าวถึง ในประวัติศาสตร์ของสำนัก นอกจากผู้ก่อตั้งแล้ว ไม่สามารถมีใครฝึกถึงขั้นนี้ ได้อีกเลย
ชายหนุ่มค่อย ๆ ฝึกท่าร่ายไปเรื่อย ๆ ค่อย ๆ ทบทวนความทรงจำครั้งอดีต ค่อย ๆ นึกหลักใจความของเคล็ดวิชา
ขณะที่เด็กหนุ่มฝึกนั้น ภายในโลกวิญญาณของชายหนุ่ม เด็กสาวก็ได้จ้องมองการฝึกของเด็กหนุ่มอยู่นั้นเอง ‘ ช่างละม้ายคล้ายจริง ’ เด็กสาวสังเกตเหตุการณ์ทุกอย่างของชายหนุ่มอยู่เงียบ ๆ พลันคิดไปต่าง ๆ นานา
ชายหนุ่มฝึกวิชามาแล้ว กว่าหนึ่งชั่วยาม ก็สำเร็จวิชาขั้นที่หนึ่งของ เคลื่อนดาราเหยียบจันทรา ชายหนุ่มจึงออกไปข้างนอก พลันวิ่งไปวิ่งมา โดดขึ้นลงหลังคา เพื่อทดสอบท่าร่ายของตนเองว่ามีพลังระดับใด
การกระทำของเด็กหนุ่มนั้น ก็มีสายตาสองคู่กำลังจ้องมองอยู่ “ เราคงต้องบอกว่างเอ๋อร์ ตามคำมั่นสัญญาแล้วล่ะน้องหญิง ” เสียงบุรุษพูดพลันโอบมือสตรีข้างกาย “ เราต้องเสียเขาไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหมท่านพี่ ” เสียงสตรีพูดพลันบีบมือบุรุษแน่น
สองสามีภรรยาพูดกันด้วยเสียงอ่อนแรง ขณะที่เฝ้ามองบุตรชาย ผู้ที่ไม่รู้เรื่องอันใดฝึกวิชาอยู่ พวกมันทั้งสองคนมองชายหนุ่มด้วยสายตาเว้าวอน.. เวลาผ่านไปไม่นานนัก ชายหนุ่มจึงกลับเข้าห้องของตน อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ แล้วจึงเข้านอน
วันนี้ชายหนุ่มฝันแบบเดิมที่ตนนั้นโดนรุ่มประณามในความผิดที่ ตนไม่ได้ก่อ จนทำให้ชายสะดุ้งตื่นกลางดึกอีกครั้ง ‘ ข้าต้องฝันแบบนี้ไปอีกนานเท่าใด ’ ชายหนุ่มคิดถึงเหตุการณ์นี้ พลันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเศร้าใจ
ถึงแม้ตนในภพก่อนจะไม่ได้เรื่อง พรสวรรค์ในการฝึกวิชาไม่มี แต่ชายหนุ่มก็มีความสุขอย่างมากที่คอยอยู่ปรนนิบัติอาจารย์ตนเอง ชายหนุ่มพยายามคิดหลายครั้งว่า ผู้ใดเป็นคนสังหารอาจารย์ของตน แต่ก็คิดไม่ออก ได้แต่ปล่อยข้อกังขานี้เป็นปมอยู่ภายในใจของตนเอง รอวันที่ชายหนุ่มจะแก้มันออกด้วยมือของตนเอง
อาจารย์ของตนนั้น ระดับฝีมือไม่ธรรมดา เป็นบุคคลที่เป็นตัวตนชั้นผู้ใหญ่ ของอาณาจักร คนที่สามารถสังหารอาจารย์ตนนั้น สามารถนับได้ด้วยสองมือ แถมอาจารย์ของตนยังเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับองค์ราชา คนในอาณาจักรม่านนภาคงไม่มีใครกล้า จะเป็นคนอาณาจักรอื่นก็ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรในการทำเช่นนั้น
ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นเริ่มฝึกวิชาต่อ การฝึกคราวนี้ไม่ง่ายเช่นแต่ก่อน ยิ่งระดับพลังสูงขึ้น การจะผ่านเลยไปยิ่งลำบากขึ้น
ซีว่างฝึกจนถึงเวลาอาหารเช้า ระดับพลังก็ยังอยู่เท่าเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ถึงแม้ไอปราณจะหนาแน่นขึ้น ชายหนุ่มก็ยังไม่อาจ ก้าวผ่านไปถึง กำเนิดโลกาขั้นถัดไปได้
เมื่อสาวใช้มาตามไปทานอาหาร ชายหนุ่มจึงล้มเลิกความพยายามแล้วเดินตามหญิงใช้ไปอย่างว่าง่าย มิได้รั้งรอแต่อย่างใด
พอทานอาหารเสร็จชายหนุ่มก็มิได้ กลับไปฝึกวิชาที่ห้องต่อ ชายหนุ่มเดินทางไปสำนักการค้าตระกูลจิ้น ชายหนุ่มมาที่นี่เพื่อ เลือกหากระบี่สักเล่ม
วิชาสำนักภพจันทรานั้น ถ้าใช้ร่วมกับกระบี่จะแสดงความสามารถได้มากกว่าอาวุธชนิดอื่น เพราะวิชาสำนักภพจันทรานั้น เน้นความรวดเร็ว เข้าปะทะง่ายหลบหลีกง่าย ดั่งความหมายของกระบี่ ที่แปลว่า ลิงวานรที่มีลักษณะว่องไว
กระบี่ภายในสมาคมการค้านั้น ไม่มีเล่นไหนถูกใจชายหนุ่มเลย ชายหนุ่มจึงเลือกเล่มที่ดีที่สุด ก่อนจะจ่ายค่าเสียหาย และออกมาโดยไม่รั้งรออยู่ต่อ
ชายหนุ่มไม่ได้ตรงกลับบ้าน เพราะที่บ้านตนเอง ไม่มีที่ใดเหมาะแก่การฝึกกระบี่ ชายหนุ่มจึงใช่วท่าร่าย วิ่งไปตรงภูเขาที่ใกล้บ้านตน เพื่อจะได้เริ่มฝึกวิชาอย่างจริงจัง
ชายหนุ่มมิได้ฝึกขั้นต่อไปขอท่าร่ายเคลื่อนดาราเหยียบจันทรา แต่ฝึกแรมต่อไปของวิชา แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา วิชานี้มีขั้นเดียว แต่ต้องใช้เวลาฝึกนานกว่าแรมอื่นของตัวบทวิชา
ท่านี้ถ้าคนทั่วไปฝึกอาจใช้เวลา 2 ปีอย่างน้อย อัจฉริยะ ครึ่งปีอย่างเก่ง แต่ชายหนุ่มเคยผ่านขั้นตอนนั้นมาทั้งหมดแล้ว พลันจำเคล็ดวิชาได้ทะลุปรุโปร่ง จึงคลาดการว่า น่าจะใช้เวลาสักสัปดาห์ ถึง สองสัปดาห์
แต่พอฝึกได้ 2 ชั่วยามเมื่อชายหนุ่มเวียงดาบขึ้นฟ้าไปนั้น ก็มีเคลื่อนพลังพุ่งผ่านขึ้นฟ้าไป แหวกเมฆออกเป็น สองฝั่งฟ้า ‘ มันจะรวดเร็วเกินไปแล้ว , ไม่ถึงหนึ่งวันข้าสามารถสำเร็จแรมที่ 2 ได้ ถ้าอาจารย์ทราบคงจะตะลึงกับข้าเป็นแน่ ’
ชายหนุ่มลองหาหินก้อนใหญ่ที่สุดภายในภูเขา แล้วลองใช้วิชาที่ตนฝึกดู ชายหนุ่มรวมลมปราณไว้ที่แขนขวาก่อนจะส่งพลังทั้งหมดไปที่ตัวดาบของตน ดึงรั้งเหนี่ยวไว้ จนหนาแน่นแล้วฟาดออกไปกลางอากาศ เคลื่อนพลังสีขาวพุ่งเข้าหาก้อนหิน ทิศทางที่เคลื่อนพลังวิ่งไปนั้น กายเป็นรอยกรีดยาวตามทางไปจนถึงก้อนหิน เมื่อกระทบก้อนหินนั้น ก้อนหินก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ
ชายหนุ่มพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเก็บกระบี่และคิดที่จะกลับ แต่แล้วสายตาของชายหนุ่มก็แลไปเห็นบางสิ่งตรงก้อนหินก้อนนั้น เป็นกล่องดำใบน้อยสภาพยังดีอยู่ ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปเก็บขึ้นมา
ชายหนุ่มแปลกใจอย่างมาก ขณะที่พื้นแหวก หินแตกเป็นผุยผงนั้น กล่องใบนี้กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน หรือร่องรอยใด ๆ ที่เกิดจากพลังของชายหนุ่มเลย
กล่องใบนี้นั้น..ไม่มีลวดลาย เป็นกล่องไม้หน้าตาโง่ ๆ สีน้ำตาลใบหนึ่ง เมื่อลองเปิดด้วยมือนั้น กล่องใบนั้น ก็ไม่ขยับเขยื้อนอันใด ชายหนุ่มจึงส่งพลังปราณเข้าไป
กล่องใบนั้นเมื่อมีพลังปราณบริสุทธิ์ส่งไปนั้น ก็มีเสียงดังแก๊กเกิดขึ้น กล่องใบนั้นพลันเปิดออก ข้างในไม่มีอะไรนอกจาก แผ่นหนังแผ่นหนึ่ง ชายหนุ่มคี่แผ่นหนักออกก็พบว่าเป็นแผนที่บางอย่าง แผ่นหนังนั้นเป็น แผนที่ของทางจาก เมืองรุ่งตะวัน ไปถึง เมืองรากนาคา ตรงกลางระหว่างสองเมืองนั้น มีวงกลมสีแดงวงอยู่ ข้างในเขียนว่า “ สุสานจักรพรรดิสงคราม เยว่ ชิงหลง ”