ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 139 คิดว่าอ่อนแอกว่า

           ขณะที่อยู่บนหลังอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตู้เซ่าฝู่เล่าเรื่องราวคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองสือเฉิงกับบ้านสกุลตู้ให้ตู้อวิ๋นหลงฟัง

           เมื่อรู้ว่าเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งใหญ่ในเมืองสือเฉิงกับจังหวัดหลิวอวิ๋นก็ทำให้ตู้อวิ๋นหลงตกใจมาก

           ทว่าตู้เซ่าฝู่เล่าเรื่องของตัวเองกับบิดาขี้เมาให้ฟังเพียงไม่กี่ประโยคและเรื่องที่ตัวเองสามารถฝึกฌานได้ ก็ไม่ได้เล่าให้ฟังมากมาย

           ตู้เซ่าฝู่ได้ยินมาจากพี่รองตู้อวิ๋นหลงทำให้ทราบถึงประสบการณ์ใช้ชีวิตด้านนอกหลายปีมานี้ของพี่รองตู้อวิ๋นหลงการเดินทางในช่วงแรกพบกับเรื่องราวอันตรายมากมายต่อมารวมตัวกับสหายจำนวนหนึ่งร่วมกันก่อตั้งสมาคมมังกรดาวการที่ได้เป็นผู้บุกเบิกรุ่นแรก จึงทำให้ได้เป็นหัวหน้าหน่วยในสมาคมมังกรดาวภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงสองปี สมาคมมังกรดาวก็พัฒนาไปอย่างรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อยๆ

           เพียงในระยะเวลาไม่นานก็พบถ้ำที่มีตำนานเรื่องยอดฝีมือข่าวสารนี้ถูกรองประธานสมาคมมังกรดาวเปาข่งเล่อหักหลังเอาไปขายให้กับพรรคบูรพารุ่งโรจน์ส่วนประธานสมาคมมังกรดาวตันชิงป๋อถูกหัวหน้าพรรคบูรพารุ่งโรจน์ฉิวซันสังหารไปแล้วยอดฝีมือของสมาคมมังกรดาวแต่ละคนก็ถูกคนของพรรคบูรพารุ่งโรจน์รุมโจมตีฆ่าล้าง

           “น้องสามอยู่ด้านหน้าแล้ว”

           ทันใดนั้น ตู้อวิ๋นหลงที่อยู่บนหลังอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่กำลังเหาะอยู่กลางอากาศก็ชี้ไปทางหุบเขาหินและบอกกับตู้เซ่าฝู่

           “ดูท่าคนมากันไม่น้อยเลยนะ……” ตู้เซ่าฝู่กวาดตามองจากบนฟ้าจากนั้นพูดกับตู้อวิ๋นหลงว่า “พี่รองอาการบาดเจ็บของพี่เป็นอย่างไรบ้าง?”

           “หลังจากทานยาลูกกลอนของเจ้าไปแล้ว อาการก็ดีขึ้นไม่เป็นอะไรมากแล้ว” ตู้อวิ๋นหลงพยักหน้า

           “งั้นก็ดีแล้วดูท่าพวกเขายังคว้าสมบัติมาครองไม่ได้นะ” ตู้เซ่าฝู่เหลือบสายตาไปมองพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ…………

           บริเวณทางเข้าออกหุบเขา มีศิษย์ของพรรคบูรพารุ่งโรจน์สิบกว่าคนถือดาบยืนขวางปิดทางเข้าหุบเขาอยู่ทันใดนั้นเห็นว่ามีคนปรากฏตัวขึ้นมาจึงตะโกนข่มขู่ผู้ที่มาเยือน “ที่นี่พรรคบูรพารุ่งโรจน์ยึดไว้แล้วไม่ว่าใครก็ตามห้ามผ่านเข้าไป ผู้ที่ขัดขืนมีโทษตายสถานเดียว”

           “รนหาที่ตายเสียแล้ว!”

           ร่างของตู้อวิ๋นหลงพุ่งออกไปปล่อยพลังฝ่ามือใส่ศิษย์ของพรรคบูรพารุ่งโรจน์คนหนึ่งจนทำให้ร่างของเขากระเด็นลอยไปไกล

           “โฮก!”

           อสูรพยัคฆ์ท่าทางเกรี้ยวกราดตัวหนึ่งกระโจนลงมาหาแววตาของมันดุดัน มันใช้พลังเล็บเสือตะปบใส่ดาบของชายคนหนึ่งจนแตกสลายเป็นชิ้นๆจากนั้นแยกเขี้ยวกัดร่างของชายอีกคนและกินลงท้องไป

           “นั่นมันอสูร รีบหนีเร็ว!”

           “อสูรตัวนี้แข็งแกร่งมากรีบหนีเร็ว!”

           เมื่อเผชิญกับอสูรที่น่ากลัวน่าสยดสยองเช่นนี้ศิษย์ของพรรคบูรพารุ่งโรจน์แต่ละคนไม่มีใครกล้าขัดขวาง ต่างกระโดดลงหุบเขาหนีเอาตัวรอดกันอย่างจ้าละหวั่น……

           “หืมมีเสียงอสูรร้องคำราม”

           บริเวณด้านหน้าถ้ำหัวหน้าของกลุ่มเดินทางทั้งสามคนสีหน้าเปลี่ยน

           หลังจากพวกเขาหันมามองหน้ากันชายวัยราวๆ สี่สิบที่สวมชุดยาวและคนอื่นเรียกกันว่าผู้อาวุโสหลู่กล่าวว่า “พวกเราไปดูกันหน่อย ห้ามไม่ให้ใครมารบกวนผู้อาวุโสถูในการทำลายตราผนึก”

           เมื่อพูดจบพวกเขาก็กระโดดออกไปจากบริเวณปากทางผนึกในถ้ำไป

           “โฮก!”

           เสียงคำรามของอสูรพยัคฆ์ดังราวกับฟ้าผ่าขณะที่ผู้อาวุโสหลู่และคนอื่นๆ กระโจนออกจากปากถ้ำพบว่ามีอสูรพยัคฆ์ตัวใหญ่ท่าทางดุดันเกรี้ยวกราดที่มีพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาอยู่ด้านนอกถ้ำผู้ฝึกฌานที่มีระดับขั้นฌานต่ำกว่าเมื่อเจอก็รู้สึกหวาดกลัวกันเป็นเรื่องธรรมดาพวกเขากลัวจนขนลุกรู้สึกลมปราณไหลเวียนอย่างติดขัด

           “หัวหน้าพรรคช่วยด้วยอสูรพยัคฆ์ตัวนี้ฆ่าพรรคพวกของพวกเราไปหลายคนแล้ว”

           ศิษย์ของพรรคบูรพารุ่งโรจน์ที่กำลังวิ่งหนีตายเอาชีวิตรอดอยู่บนหุบเขาบนถ้ำเมื่อเห็นก็รู้สึกราวกับมีเทพเจ้ามาโปรด อสูรพยัคฆ์อันน่าสยดสยองตัวนี้พวกเขาไม่อาจต่อกรด้วยได้เลยทำได้แค่กลัว ตลอดทางมีศิษย์ของพรรคบูรพารุ่งโรจน์ถูกอสูรพยัคฆ์ตัวนั้นเคี้ยวลงท้องไปหลายคนแล้ว

           “อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่มีฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณ!”

           ผู้อาวุโสหลู่ตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนจากนั้นสีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมาในทันใด พลังปราณในตัว อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนทำให้ในใจเขารู้สึกหวาดหวั่น

           “ตู้อวิ๋นหลง เจ้านั่นยังไม่ตาย เจ้าตู้อวิ๋นหลงมาแล้ว!”

           ชายตัวผอมปากยื่นหน้าลิงสังเกตไปเห็นเงาของคนสองคนที่อยู่บนหลังของอสูรพยัคฆ์ที่น่าสยดสยองตัวนี้เมื่อเขาเห็นชายหนุ่มร่างกำยำสวมชุดเพ้าคนนั้น ตัวก็สั่นไปทั้งตัว

           “น้องสาม คนทางขวาคือเปาข่งเล่อ ไอ้สารเลวที่ทรยศสมาคมมังกรดาวคนตรงกลางคือฉิวซัน หัวหน้าพรรคบูรพารุ่งโรจน์”

           ตู้อวิ๋นหลงขมวดคิ้วพูดกับตู้เซ่าฝู่เสียงเบาๆ “คนทางซ้ายคือ หลู่ฉางหมิงจากสำนักพยัคฆ์ขาวน่าจะมีระดับฌานพอๆ กับฉิวซัน เป็นผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานคนของสำนักพยัคฆ์ขาวยื่นมือเข้ามาร่วมด้วยจริงด้วย”

           “สำนักพยัคฆ์ขาว” ตู้เซ่าฝู่คิ้วขมวดเล็กน้อย เฮ่อจวินเป็นบุตรชายของเจ้าสำนักพยัคฆ์ขาวนึกไม่ถึงว่าต้องมีเรื่องกับสำนักพยัคฆ์ขาวอีกแล้วตอนนี้

           เมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้วตู้อวิ๋นหลงคิดไปว่าตู้เซ่าฝู่กำลังกังวล กล่าวว่า “น้องสามอย่างมากข้าต่อสู้ได้แค่เปาข่งเล่อ สองคนที่เหลือฉิวซันกับหลู่ฉางหมิงข้าต่อกรไม่ไหวหากพวกเราไม่ไหวจริงๆ พวกเราหนีไปรักษาชีวิตไว้ก่อนเป็นเรื่องสำคัญจะหนีไปจากนี่ก่อนก็ได้ มีอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน ข้าเชื่อว่าพวกเขาตามพวกเราไม่ทัน”

           “พี่รองพี่จัดการเจ้าเปาข่งเล่อก็พอแล้ว ที่เหลือให้ข้ากับเสียวหู่จัดการเอง”

           ตู้เซ่าฝู่กวาดสายตามองศิษย์ของพรรคบูรพารุ่งโรจน์ที่มีจำนวนไม่น่าต่ำกว่าสามร้อยคนผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวเองก็มีไม่น้อย ทว่าพวกเขาก็ไม่น่าเข้ามายุ่งวุ่นวายที่ลำบากหน่อยก็มีแต่ หลู่ฉางหมิงจากสำนักพยัคฆ์ขาวกับฉิวซัน

           เมื่อฉิวซันมองอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนชายหนุ่มชุดม่วงและตู้อวิ๋นหลง ก็ราวกับว่าคิดอะไรออก สะดุ้งตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนจ้องตู้อวิ๋นหลงตาเขม็ง เอ่ยถามว่า “ตู้อวิ๋นหลงเจ้าไม่ตาย แล้วน้องชายข้าล่ะ?”

           “น้องชายเจ้าชื่อฉิวเจียงอะไรนั่นใช่หรือไม่?”

           ตู้เซ่าฝู่ก้าวออกมา ขมวดคิ้วเล็กน้อยจ้องมองไปที่ฉิวซัน ยิ้มพร้อมกับพูดว่า “เขาตายแล้วเจ้าไม่ต้องตามหาเขาแล้วล่ะ”

           “เจ้าหนูเจ้าเป็นใคร?” ฉิวซันได้ยินก็ตกใจหน้าซีดทันใดนั้นสายตาก็เปี่ยมด้วยจิตอาฆาต

           ตู้เซ่าฝู่กล่าวว่า“ข้าเป็นใครไม่สำคัญ ที่สำคัญคือฉิวเจียงคิดจะฆ่าพี่รองของข้าดังนั้นข้าเลยต้องฆ่าเขาซะ”

           “ที่แท้เจ้าเป็นน้องชายของตู้อวิ๋นหลงบังอาจฆ่าน้องชายของข้างั้นข้าก็จะฆ่าพวกเจ้าสองคนให้ตายไปเป็นเพื่อนน้องชายของข้าซะ!”

           เมื่อพูดจบ ฉิวซันยกดาบขึ้นมากำมันในฝ่ามือคบดาบกริบวาวสะท้อนกับแสงแลดูน่ากลัว ดาบนี้แม้ยังไม่ถึงขั้นอาวุธวิญญาณทว่าอีกนิดเดียวก็เทียบเท่าได้แล้ว

           “ซู่!”

           ฉิวซันระเบิดโมโหกระโดดถีบพื้นส่งร่างพุ่งเข้าไปหาตู้เซ่าฝู่ดาบหุ้มแสงถูกเหวี่ยงฟาดอากาศส่งพลังออกไปทันใดนั้นเพียงแป๊บเดียวก็เข้าไปถึงด้านหน้าของตู้เซ่าฝู่แล้ว

           “โฮก!”

           อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำราม จ้องอย่างดุดันปีกทั้งสองกระพืออย่างแรง มันตวัดกรงเล็บใส่ดาบของฉิวซัน ความเร็วรวดเร็วกว่าฉิวซันมาก

           “ฟึ่บๆ!”

           เมื่อกรงเล็บเสือโจมตีใส่พลังลำแสงของดาบที่ฉิวซันส่งมาจนแตกละเอียดเป็นเศษจากนั้นมันก็ส่งพลังอักษรยันต์ประกายทองอันน่ากลัวห่อหุ้มกรงเล็บและฟาดเข้าใส่ดาบในมือของฉิวซัน

           “แกร๊งๆ!”

           พลังอันรุนแรงพุ่งเข้าหาฉิวซันทำให้มือถูกกระแทกละเสียดสีจนง่ามมือหว่างนิ้งโป้งและนิ้วชี้มีโลหิตไหลออกมาเป็นสายเขาเซถอยหลังด้วยความตะลึง มือที่กำดาบใหญ่ไว้แน่นอ่อนแรงจนดาบตกลงพื้น

           “อสูรพยัคฆ์ตัวนี้ทำไมแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้”

           ฉิวซันมองด้วยความตะลึง พละกำลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้แข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เขาไม่สามารถต้านทานได้เลย

           “อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ หากฆ่ามันและเอากระดูกหายากและโลหิตสกัดของมันมาเท่ากับว่าคราวนี้ได้สมบัติมหาศาลเลอค่ามาครอง พวกเราร่วมมือกันฆ่าเจ้าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้กัน”

           หลู่ฉางหมิงเข้ามาหาฉิวซัน มองไปที่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนแววตาเป็นประกาย พูดจบก็รวบรวมพลังฝ่ามือ เริ่มทำการกระตุ้นชีพจรลมปราณทันทีจากนั้นก็มีร่างเงาของวิญญาณติดชีพจรอสูรเหยี่ยวรูปร่างพิสดารตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมา

           “คนอื่นๆร่วมมือกันกำจัดเจ้าตู้อวิ๋นหลงกับเจ้าหนูคนนั้นซะ”

           เมื่อหลู่ฉางหมิงพูดสั่งทุกคนเสร็จแล้ว ฉิวซันพยักหน้าเริ่มกวัดแกว่งฝ่ามือร่ายพลังและกระตุ้นชีพจรลมปราณเช่นนั้น จากนั้นก็มีวิญญาณติดชีพจรที่เป็นร่างเงาของอสูรหมาป่าตัวหนึ่งปรากฏขึ้น

           “ตึงโครม!”

           ทั้งสองร่วมมือกันพร้อมกับวิญญาณติดชีพจรรุมกันเข้าไปล้อมโจมตีใส่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนพลังอันดุดันน่ากลัวระเบิดแผ่ซ่านออกมา

           “โฮก!”

           อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำรามมันไม่ได้เกรงกลัวสองคนนี้แต่อย่างใด กระพือปีกพุ่งเข้าไปหาศัตรู

           ตู้เซ่าฝู่เองก็ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนบรรลุขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับแล้วตอนนั้นที่เมืองสือเฉิงก็เคยฆ่าผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานไปแล้วถึงสามคนขณะนี้มีเพียงฉิวซันกับหลู่ฉางหมิงเพียงสองคน แน่นอนว่าพวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน

           “ฆ่า จัดการปลิดชีพตู้อวิ๋นหลงไปก่อน!”

           เปาข่งเล่อถือโอกาสรีบจะโกนบอกคนอื่นๆให้คนรอบๆ จัดการสังหารตู้อวิ๋นหลงก่อน ส่วนเด็กหนุ่มชุดม่วงคนนั้นเขาไม่ได้สนใจแต่อย่างใด

           เพียงแต่คำของเปาข่งเล่อผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวของพรรคบูรพารุ่งโรจน์ไม่มีใครสนใจฟังบางคนถึงกระทั่งเหล่มองด้วยสายตาดูถูก ทว่าหลังจากมองหน้ากันสักพักแล้ว หัวหน้าพรรคก็ให้คำสั่งดังนั้นทุกคนจึงกระโจนเข้าไปรุมโจมตีตู้อวิ๋นหลง

           “น้องสามเจ้าระวังตัวด้วยนะ”

           ตู้อวิ๋นหลงสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นขณะนี้ตรงนี้มีผู้ฝึกฌานของพรรคบูรพารุ่งโรจน์ที่อยู่ในขั้นชีพจรพลิ้วไหวหลายคน แต่มีคนเดียวที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับบวกกับเปาข่งเล่อ เท่ากับว่ามีผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับสองคนทว่าขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานมีกันมากถึงแปดคนคนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์ เมื่อถูกรุมโจมตีตู้อวิ๋นหลงไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใดเขาเป็นห่วงน้องสามมากกว่า

           “ฆ่า!”

           ภายในระยะเวลาอันสั้น เมื่อตู้อวิ๋นหลงพูดจบ  มีชายวัยกลางคนขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่งเลือกเอาคนที่คิดว่าอ่อนแอกว่าเขาคิดว่าเด็กหนุ่มชุดม่วงดูจัดการง่ายกว่าเยอะ จึงเตรียมพลังฝ่ามือโจมตีใส่ไปที่ตู้เซ่าฝู่เขากำหมัดส่งพลังปราณเข้าไปให้หุ้ม เกิดเสียงครืนๆ กรีดอากาศของพลังพุ่งผ่านไปหาตู้เซ่าฝู่

           “พี่รองบอกแล้วไงว่าพี่จัดการไอ้เจ้าเปาข่งเล่อคนนั้นก็พอแล้ว ที่เหลือให้ข้าจัดการเอง!”

           ตู้เซ่าฝู่พูดจบก็มองพลังหมัดที่โจมตีเข้ามา เขาแสยะยิ้มมีเลศนัย สีหน้านิ่งไม่บุกเข้าปะทะหรือถอยหนี เกร็งเท้าเหยียบยืนอย่างมั่นคง จู่ๆ แขนของเขาก็สั่นที่แขนขวามีพลังอันดุดันระเบิดออกมา เขาปล่อยพลังหมัดเข้าไปปะทะกับหมัดของชายผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐาน

           “ปึง!”

           พลังหมัดสองหมัดปะทะกันเกิดคลื่นลมพัดกระโชกรอบๆ อย่างรุนแรง ตู้อวิ๋นหลงจ้องมองอย่างตื่นตกใจกระดูกที่มือของชายขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานแตกหักจนได้ยินเสียง

           “ฟู่ด!”

           ชายคนนั้นกระเด็นลอยไปพร้อมกับพ่นเลือดออกมาจากทางปากร่างของเขากระแทกก้อนหินที่อยู่ไกลๆ หินแตกจนมีรอยร้าว ลุกขึ้นมาอีกไม่ไหว

           น้องสามสามารถจัดการผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐานได้อย่างเฉียบขาดและง่ายตายมาก ตู้อวิ๋นหลงเห็นก็ตะลึงจนตาโตอ้าปากค้าง!

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน