กร๊าซ
เสียงมังกรคำรามทุ้มต่ำดังกึกก้องผิดสามัญในราตรีมืดมิดที่สงบสงัดส่งผ่านอำนาจน่าเกรงขามชวนใจสั่น
ฉู่เหินมองภาพมังกรมายาโลดแล่นมีชีวิตที่ฝ่ามือแล้วทั้งตกใจและยินดีอย่างยิ่ง
สำเร็จแล้ว!
สำเร็จแล้วจริงๆแม้จะเป็นเพียงมังกรสมจริงขนาดไม่ถึงยี่สิบเซนติเมตรก็ตามทีแต่ฉู่เหินก็สัมผัสได้ถึงพลังระเบิดอันแกร่งเป็นยอดของมัน
ฉู่เหินทั้งทึ่งทั้งยินดี ดวงตาทอแสงแห่งความพอใจ
เขาคิดในใจ กักเก็บพลังหยวนแท้กลับมา เสียงกึงดังขึ้นภาพมังกรที่ฝ่ามือค่อยๆ เลือนราง ที่สุดก็หายวับไปกับตา
มาตรฐานขั้นต่ำที่สุดของการใช้เคล็ดวิชาประทับมังกรเก้าวิญญาณคือระดับเชื่อมหยวน
ทว่า ฉู่เหินกลับพลิกโฉมพื้นฐานนั้นเสียใหม่ หากหลงจ้านรู้เรื่องนี้เขาต้องตื่นตกใจแน่
แน่นอนว่าความจริงแล้วฉู่เหินก็แค่อยากลองดูเท่านั้น เขาใช้พลังกายโกลาหลเป็นตัวนำหลอมรวมกับพลังหยวนแท้แล้วลองดูไม่นึกเลยว่าจะบังเกิดเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างเหนือคาด
“กายโกลาหลเป็นขีดจำกัดสายเลือดเช่นไรกันแน่? ถึงได้มีพลังน่าตกใจเช่นนี้...”
ฉู่เหินรำพึงลับๆ ดวงตาวาววามเร่าร้อนขึ้นหลายส่วน
กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจก็เพิ่มพูนพลังของวิชากระบวนยุทธขึ้นเช่นกันแต่ต้องแสดงกระบวนยุทธนั้นออกมาให้ได้เสียก่อน
มีแต่สภาวะที่ปลดปล่อยวิทยายุทธออกมาได้อย่างราบรื่นแล้วเท่านั้นพลังเนตรปีศาจจึงจะเพิ่มพลังทำลายล้างของกระบวนยุทธนั้นขึ้นหลายเท่าตัวได้
ในสถานการณ์ปกติ ฉู่เหินไม่มีทางใช้เคล็ดวิชาประทับมังกรเก้าวิญญาณได้แต่กายโกลาหลกลับช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้ของเขาได้
แต่ฉู่เหินก็รู้ดีว่า หากยังมีระยะห่างมากจนเกินไปย่อมจะไม่อาจก้าวข้ามได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับตัวเขาแล้ววิชากระบวนยุทธระดับสร้างเมล็ดพันธุ์ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
ความแตกต่างของระดับขั้นพลังหาใช่สิ่งที่ขีดจำกัดสายเลือดจะช่วยเติมเต็มได้ไม่วิธีเดียวที่ทำได้คือทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น ให้ระดับพลังลมปราณสูงขึ้นตามมา
“เหมือนเช่นคำกล่าวนั้น กายศักดิ์สิทธิ์แกร่งสักปานใดก็ต้องอาศัยระดับพลังของตนเองคอยค้ำจุน พลังไม่มากพอ กายยุทธก็สังหารกายศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี...”
ห้วงเวลานี้ ฉู่เหินไม่เคยหยุดเตือนตัวเองว่าอย่าเพิ่งหลงลำพองจากความสำเร็จอันเล็กน้อยเบื้องหน้า
หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก
แต่ฉู่เหินก็เชื่อมั่นในตนเอง เชื่อว่าวันใดวันหนึ่งเขาต้องสำแดงพลังแห่งกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจและเปิดเผยโฉมหน้าของกายโกลาหลออกมาได้
...
หลังฝึกฝนติดต่อกันตลอดคืน ฉู่เหินก็ลืมตามาพบว่าฟ้าสางเสียแล้ว
มาตรแม้นไม่ได้นอนหลับเลยทั้งคืน แต่ฉู่เหินก็ยังจิตใจแจ่มใสสีหน้าอิ่มเอิบ ทั่วร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ใช้เท่าใดก็ไม่มีวันหมด
เคลื่อนกำลังภายในฝึกวิชายุทธสามารถแทนการนอนหลับได้เป็นบางเวลาเพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว การฝึกวิชานั้นยากเข็ญและจืดชืดกว่ากันมาก
ตามที่ศิษย์พี่กู้ชิงบอกมาเมื่อวาน วันนี้ตอนสายศิษย์ใหม่ต้องเดินทางไปยังลานเจ็ดดาวเพื่อเลือกอาจารย์ของตนเอง
แม้จะไม่ได้วาดหวังอะไรมากมายแต่ฉู่เหินก็ลุกขึ้นจากเตียงไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่
แกร๊ก!
เปิดประตูออกไป อากาศอันสดใสของยามเช้าปะทะใบหน้า
“แฮะๆ อรุณสวัสดิ์! พี่น้องข้า เมื่อคืนหลับสบายดีนะ...”
เสียงหัวเราะอันสดใสดังมา แต่กลับฟังดู ‘ทะลึ่งตึงตัง’ อย่างบอกไม่ถูกไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็นมู่เฟิงคนเดิมผู้หลงตัวเองและพิสดารสุดขั้ว
วันนี้มู่เฟิงสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย ดูสบายตากว่าเมื่อวานนัก
“หลับดีมาก” ฉู่เหินตอบกลับไม่ยี่หระแล้วจึงเดินจากไปเอง
มู่เฟิงรีบตามไป “แฮะๆ พี่น้อง เจ้ายังไม่ได้บอกนามของเจ้ากับข้าเลยนะ?อีกหน่อยก็ต้องอยู่ใต้ชายคาเดียวกันแล้ว มีเรื่องอันใดก็ต้องดูแลกันสิ! เจ้าว่าจริงหรือไม่เล่า?”
“หากเจ้าพูดน้อยลงสักสองประโยคได้ ข้าจะคิดดูอีกที”
“แฮะๆ เข้าใจ เข้าใจแล้ว! ข้าไม่พูดแล้วไม่พูดแล้ว พอใจหรือยัง! แฮะๆ”
มู่เฟิงเชื่อฟังขึ้นมาแล้ว
ฉู่เหินลอบส่ายหน้า คิดในใจว่าเจ้านี่ในชาติก่อนต้องเป็นใบ้แน่นอนแต่เรื่องเมื่อเย็นวานกลับทำให้ฉู่เหินไม่แสดงอาการผลักไสเพียงนั้นแล้วถึงพูดมากไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
...
สภาพแวดล้อมของสำนักดาราสวรรค์ไม่เลวอย่างยิ่ง
สวนดอกไม้สนามหญ้า ศาลาโปร่งกลางน้ำ อาคารต่างๆลานเต๋าสนามฝึก...สิ่งปลูกสร้างทุกชนิดล้วนงดงามเป็นเอกลักษณ์ทอดตามองแล้วหัวใจก็พลันชุ่มฉ่ำ
ครู่ให้หลัง ฉู่เหินกับมู่เฟิงก็มาถึงลานเจ็ดดาว
เป็นลานที่กว้างใหญ่อย่างมาก สูงตรงกลาง รอบข้างเตี้ย มีบันไดเชื่อมต่อกัน
บนแท่นสูงสุดตรงกลางนั้นมีเสาหินสีขาวเจ็ดต้นตั้งตระหง่านเสาหินสูงราวห้าสิบเมตรเห็นจะได้ จัดเรียงตามตำแหน่งของดาวไถเสาเจ็ดต้นตั้งตรงให้ความรู้สึกทรงพลังและอลังการยิ่งนัก
ในเวลานี้ คนราวหกเจ็ดร้อยคนรวมตัวกันบนลานเจ็ดดาว ยืนกระจัดกระจายอยู่รอบๆลาน
พวกเขาพูดคุยกันเสียงดังเป็นเรื่องเป็นราว
“อีกครู่พวกเจ้าจะเลือกอาจารย์คนไหนเป็นอาจารย์หลักหรือ?”
“ยังต้องถามอีกหรือ? ต้องเป็นอาจารย์ซีหลานอยู่แล้ว”
“ข้าเองก็จะเลือกซีหลาน”
“ข้ามาสำนักดาราสวรรค์ก็เพื่ออาจารย์ซีหลานนี่แหละ”
“ข้าเลือกอาจารย์อู๋อิ่ง”
“ฮ่าๆ เหมือนกัน ข้าก็เลือกอาจารย์อู๋อิ่ง”
ได้ยินคำพูดคำจาของผู้คนโดยรอบแล้ว ฉู่เหินก็พึมพำกับตนเอง“ปีนี้สำนักดาราสวรรค์รับสมัครคนได้เท่านี้เองหรือ?”
“แค่นี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว” มู่เฟิงข้างกันหาโอกาสพูดได้ในที่สุดเขาเสริมว่า “สำนักดาราสวรรค์เป็นสำนักเดียวในนครหลวงที่ศิษย์ไม่เคยเกินหมื่นคนอย่างพวกวายุจักรพรรดิ มหาหัสดี จันทร์สกาว หรือสำนักยุทธทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีศิษย์หลายหมื่นคนทั้งนั้น”
“จริงหรือ!” ฉู่เหินถามนิ่งๆ
“ถ้ามิใช่เพราะมีอาจารย์ซีหลานอยู่น่ากลัวว่าปีนี้สำนักดาราสวรรค์คงรับสมัครศิษย์ได้ไม่กี่คนพูดได้เต็มปากเต็มเลยนะว่า ศิษย์ใหม่ทุกปีแปดสิบในร้อยมาเพื่ออาจารย์ซีหลานทั้งนั้นแล้วก็ยังมีพวกที่มาเพื่ออาจารย์อู๋อิ่งและอาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยอยู่ด้วย...”
“ซ่งเฉิงเลี่ย?” ฉู่เหินประหลาดใจเล็กน้อย
“อื้ม!” มู่เฟิงพยักหน้า“แต่ปีนี้ซ่งเฉิงเลี่ยไม่สอนเด็กใหม่แล้วว่ากันว่าเขาเลื่อนขั้นเป็นอาจารย์อาวุโสของสำนักเรียบร้อยแล้ว”
...
บรรยากาศบนลานเดือดพล่านขึ้นมาทันใด
นามที่ออกจากปากพวกเขามากที่สุดคือซีหลาน อู๋อิ่ง ซ่งเฉิงเลี่ย และ ‘ไป๋อวี่เยว่’ เท่าที่เห็นนี้ สำนักดาราสวรรค์ก็มีบุคคลที่มีชื่อเสียงอยู่หลายคนทีเดียว
“ฮึ พวกอ่อนหัด ช่างกล้าพูดว่าจะเลือกอาจารย์ซีหลานเป็นอาจารย์หลัก”
ฉับพลัน เสียงหัวเราะเสียดสีก็สะท้อนไปทั่วลาน ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไปฝูงชนแหวกออกเป็นสองทาง เห็นบุรุษหนุ่มสวมอาภรณ์ไหมหรูหรามีคนจำนวนหนึ่งห้อมล้อมก้าวเดินไปเบื้องหน้า
เพียงเห็นหน้าของชายผู้นั้น ศิษย์โดยรอบก็หุบปากสนิท
สายตาพวกเขาหลายคนฉายแววหวาดหวั่นออกมาหลายส่วน
...
“คนนั้นชื่อ ‘หลินเทา’ อันดับหนึ่งของศิษย์ใหม่ปีนี้ วันๆ เอาแต่วางก้าม” มู่เฟิงสาธยายให้ฉู่เหินฟังแผ่วเบา
“คนผู้นี้มีพลังระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าหรือนี่?”
เขาพอจะตัดสินได้ว่าอีกฝ่ายบุกเบิกชีพจรยุทธเส้นที่เก้าสำเร็จจากรังสีพลานุภาพที่แผ่ออกมาอย่างจงใจเขาถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะชั้นยอดในบรรดาศิษย์ใหม่ของปีนี้แน่นอน
ฉู่เหินพิศวงใจนัก อัจฉริยะระดับนี้ต้องผ่านการคัดเลือกจากห้ามหาสำนักแน่
“ทำไมเขาถึงมาสำนักดาราสวรรค์ได้?”
“ยังต้องให้บอกอีกหรือ? ก็ต้องเพราะอาจารย์ซีหลานอยู่แล้ว”
อาจารย์ซีหลานอีกแล้วหรือ?
ฉู่เหินเหลือคาดยิ่งกว่าเดิม อาจารย์ซีหลานที่ว่ามีเสน่ห์อะไรกันแน่?ถึงได้ทำให้คนยอมเอาอนาคตตัวเองมาล้อเล่นได้
พอเห็นสีหน้าของฉู่เหินแล้ว มู่เฟิงก็มองเขาด้วยสายตาประหลาด“เจ้าคงไม่ได้ไม่รู้จักอาจารย์ซีหลานหรอกใช่ไหม?”
“แล้วมีปัญหาอะไรหรือ?”
“เจ้าชนะ มีคนไม่รู้จักซีหลานอยู่ในเมืองหลวงด้วย...”
มู่เฟิงมองฉู่เหินอย่างดูแคลนไม่น้อย เขากล่าวต่ออย่างจริงจัง“ซีหลานกลายเป็นอาจารย์สำนักดาราสวรรค์ตอนอายุสิบเก้ายามนี้ก็ล่วงเข้าปีที่สี่แล้ว แม้นางจะอายุเพียงยี่สิบสามแต่ศิษย์ที่นางสั่งสอนกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าห้ามหาสำนักเลยแม้แต่คนเดียวมิหนำซ้ำศิษย์ใต้อาณัตินางยังได้ตราประทับสีดำไปแล้วกว่าครึ่งแม้แต่ศิษย์ที่นางเพิ่งสอนเมื่อปีที่แล้วก็ยังได้ตราประทับสีทองมาเลย...”
ตราประทับสีทอง คะแนนดาวสะสมสองหมื่นคะแนน
ตราประทับสีดำ คะแนนดาวสะสมสามหมื่นคะแนนพ่วงด้วยสิทธิ์ออกจากสำนักก่อนเวลา
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคืออายุของอีกฝ่าย ยี่สิบสามปีเท่านั้นเองจะเด็กเกินไปแล้วกระมัง!
“ว่ากันว่าสำนักยุทธจักรพรรดิเชื้อเชิญอาจารย์ซีหลานไปเป็นสมาชิกอาจารย์ของพวกเขาถึงสามครั้งสามคราข้อเสนอที่ยื่นให้แต่ละครั้งก็สูงขึ้นๆ แต่อาจารย์ซีหลานกลับปฏิเสธทั้งหมดฉกาจดีไหมเล่า!”
“อืม!” ฉู่เหินพยักหน้านึกเลื่อมใสขึ้นมาในใจหลายส่วน
“แน่นอนล่ะว่านี่มิใช่สิ่งสำคัญ...” มู่เฟิงสีหน้า ‘มัวเมา’ ขึ้นมากะทันหัน หน้าตามีแต่ความ ‘ลุ่มหลง’ “สำคัญที่สุดคืออาจารย์ซีหลานยังเป็นหนึ่งในสี่โฉมสะคราญของนครหลวง”
สี่โฉมสะคราญของนครหลวง?
ฉู่เหินตะลึงงันเข้าใจได้ไม่ยากว่าสี่โฉมสะคราญที่ว่าก็คือสี่ยอดหญิงงามที่สวยที่สุดในนครหลวง
เห็นท่าทางเคลิบเคลิ้มของมู่เฟิงแล้ว ฉู่เหินก็อดขำไม่ได้“เจ้าว่าเช่นนี้ก็หมายความว่าเจ้ามาสำนักดาราสวรรค์นี่เพราะอาจารย์ซีหลานคนนั้นหรือ?”
“แฮะๆ” มู่เฟิงเลิกคิ้ว เขายิ้ม “ก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก”
“โอ๊ะ?”
“นอกจากอาจารย์ซีหลานหนึ่งในสี่โฉมสะคราญแห่งนครหลวงแล้วก็ยังมีไป๋อวี่เยว่หนึ่งใน ‘หกมุกเม็ดงาม’ ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของเสี่ยวเฟิงเฟิงผู้นี้”
สี่โฉมสะคราญแห่งนครหลวง หกมุดเม็ดงาม!
สิบนางผู้เลอโฉมที่สุดซึ่งทั้งเมืองหลวงเห็นพ้องต้องกัน
ไป๋อวี่เยว่นามนี้ ฉู่เหินได้ยินจากปากฝูงชนรอบข้างมาหลายครั้งแล้วไป๋อวี่เยว่ไม่ใช่อาจารย์ของสำนักดาราสวรรค์ แต่เป็นศิษย์ฟ้าประทานผู้พรสวรรค์สูงยิ่งต่างหาก
มิหนำซ้ำอาจารย์หลักของไป๋อวี่เยว่ยังเป็นอู๋อิ่งศิษย์ใหม่มากมายก็มาเพื่อนางเช่นกัน
ส่วนเรื่องที่ว่าไป๋อวี่เยว่ผู้มีต้นทุนสูงเช่นนี้กลับมาลงเอยที่สำนักดาราสวรรค์ที่รั้งท้ายได้อย่างไรนั้นคงไม่จำเป็นต้องรู้แล้ว
“ฮะๆๆๆเป้าหมายอันสูงสุดของเสี่ยวเฟิงเฟิงผู้นี้คือการกกกอดทั้งสี่โฉมสะคราญและหกมุกเม็ดงามไว้ในอ้อมแขนให้ชายใดในใต้หล้าอิจฉาข้าจนตัวตาย ฮ้า แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนี่สิจุดสูงสุดของชีวิตคน...”
ฉู่เหินข้างกันหน้าดำคร่ำเครียด เกินเยียวยาแล้วจริงๆ
“เหล่าอาจารย์มากันแล้ว” ทันใดนั้นเอง เสียงอันตื่นเต้นก็ดังมา
ท่ามกลางความฮึกเหิมไม่หยุดนิ่งและความวาดหวัง ดวงตาทุกคู่ก็จับจ้องมองไปยังแท่นที่ใจกลางลาน
…………………………..