ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 ลานเจ็ดดาว เลือกอาจารย์

            กร๊าซ

            เสียงมังกรคำรามทุ้มต่ำดังกึกก้องผิดสามัญในราตรีมืดมิดที่สงบสงัดส่งผ่านอำนาจน่าเกรงขามชวนใจสั่น

            ฉู่เหินมองภาพมังกรมายาโลดแล่นมีชีวิตที่ฝ่ามือแล้วทั้งตกใจและยินดีอย่างยิ่ง

            สำเร็จแล้ว!

            สำเร็จแล้วจริงๆแม้จะเป็นเพียงมังกรสมจริงขนาดไม่ถึงยี่สิบเซนติเมตรก็ตามทีแต่ฉู่เหินก็สัมผัสได้ถึงพลังระเบิดอันแกร่งเป็นยอดของมัน

            ฉู่เหินทั้งทึ่งทั้งยินดี ดวงตาทอแสงแห่งความพอใจ

            เขาคิดในใจ กักเก็บพลังหยวนแท้กลับมา เสียงกึงดังขึ้นภาพมังกรที่ฝ่ามือค่อยๆ เลือนราง ที่สุดก็หายวับไปกับตา

            มาตรฐานขั้นต่ำที่สุดของการใช้เคล็ดวิชาประทับมังกรเก้าวิญญาณคือระดับเชื่อมหยวน

            ทว่า ฉู่เหินกลับพลิกโฉมพื้นฐานนั้นเสียใหม่ หากหลงจ้านรู้เรื่องนี้เขาต้องตื่นตกใจแน่

            แน่นอนว่าความจริงแล้วฉู่เหินก็แค่อยากลองดูเท่านั้น เขาใช้พลังกายโกลาหลเป็นตัวนำหลอมรวมกับพลังหยวนแท้แล้วลองดูไม่นึกเลยว่าจะบังเกิดเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างเหนือคาด

            “กายโกลาหลเป็นขีดจำกัดสายเลือดเช่นไรกันแน่? ถึงได้มีพลังน่าตกใจเช่นนี้...”

            ฉู่เหินรำพึงลับๆ ดวงตาวาววามเร่าร้อนขึ้นหลายส่วน

            กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจก็เพิ่มพูนพลังของวิชากระบวนยุทธขึ้นเช่นกันแต่ต้องแสดงกระบวนยุทธนั้นออกมาให้ได้เสียก่อน

            มีแต่สภาวะที่ปลดปล่อยวิทยายุทธออกมาได้อย่างราบรื่นแล้วเท่านั้นพลังเนตรปีศาจจึงจะเพิ่มพลังทำลายล้างของกระบวนยุทธนั้นขึ้นหลายเท่าตัวได้

            ในสถานการณ์ปกติ ฉู่เหินไม่มีทางใช้เคล็ดวิชาประทับมังกรเก้าวิญญาณได้แต่กายโกลาหลกลับช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้ของเขาได้

            แต่ฉู่เหินก็รู้ดีว่า หากยังมีระยะห่างมากจนเกินไปย่อมจะไม่อาจก้าวข้ามได้อย่างสมบูรณ์

            สำหรับตัวเขาแล้ววิชากระบวนยุทธระดับสร้างเมล็ดพันธุ์ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว

            ความแตกต่างของระดับขั้นพลังหาใช่สิ่งที่ขีดจำกัดสายเลือดจะช่วยเติมเต็มได้ไม่วิธีเดียวที่ทำได้คือทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น ให้ระดับพลังลมปราณสูงขึ้นตามมา

            “เหมือนเช่นคำกล่าวนั้น กายศักดิ์สิทธิ์แกร่งสักปานใดก็ต้องอาศัยระดับพลังของตนเองคอยค้ำจุน พลังไม่มากพอ กายยุทธก็สังหารกายศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี...”

            ห้วงเวลานี้ ฉู่เหินไม่เคยหยุดเตือนตัวเองว่าอย่าเพิ่งหลงลำพองจากความสำเร็จอันเล็กน้อยเบื้องหน้า

            หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก

            แต่ฉู่เหินก็เชื่อมั่นในตนเอง เชื่อว่าวันใดวันหนึ่งเขาต้องสำแดงพลังแห่งกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจและเปิดเผยโฉมหน้าของกายโกลาหลออกมาได้

            ...

            หลังฝึกฝนติดต่อกันตลอดคืน ฉู่เหินก็ลืมตามาพบว่าฟ้าสางเสียแล้ว

            มาตรแม้นไม่ได้นอนหลับเลยทั้งคืน แต่ฉู่เหินก็ยังจิตใจแจ่มใสสีหน้าอิ่มเอิบ ทั่วร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ใช้เท่าใดก็ไม่มีวันหมด

            เคลื่อนกำลังภายในฝึกวิชายุทธสามารถแทนการนอนหลับได้เป็นบางเวลาเพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว การฝึกวิชานั้นยากเข็ญและจืดชืดกว่ากันมาก

            ตามที่ศิษย์พี่กู้ชิงบอกมาเมื่อวาน วันนี้ตอนสายศิษย์ใหม่ต้องเดินทางไปยังลานเจ็ดดาวเพื่อเลือกอาจารย์ของตนเอง

            แม้จะไม่ได้วาดหวังอะไรมากมายแต่ฉู่เหินก็ลุกขึ้นจากเตียงไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่

            แกร๊ก!

            เปิดประตูออกไป อากาศอันสดใสของยามเช้าปะทะใบหน้า

            “แฮะๆ อรุณสวัสดิ์! พี่น้องข้า เมื่อคืนหลับสบายดีนะ...”

            เสียงหัวเราะอันสดใสดังมา แต่กลับฟังดู ‘ทะลึ่งตึงตัง’ อย่างบอกไม่ถูกไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเป็นมู่เฟิงคนเดิมผู้หลงตัวเองและพิสดารสุดขั้ว

            วันนี้มู่เฟิงสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย ดูสบายตากว่าเมื่อวานนัก

            “หลับดีมาก” ฉู่เหินตอบกลับไม่ยี่หระแล้วจึงเดินจากไปเอง

            มู่เฟิงรีบตามไป “แฮะๆ พี่น้อง เจ้ายังไม่ได้บอกนามของเจ้ากับข้าเลยนะ?อีกหน่อยก็ต้องอยู่ใต้ชายคาเดียวกันแล้ว มีเรื่องอันใดก็ต้องดูแลกันสิ! เจ้าว่าจริงหรือไม่เล่า?”

            “หากเจ้าพูดน้อยลงสักสองประโยคได้ ข้าจะคิดดูอีกที”

            “แฮะๆ เข้าใจ เข้าใจแล้ว! ข้าไม่พูดแล้วไม่พูดแล้ว พอใจหรือยัง! แฮะๆ”

            มู่เฟิงเชื่อฟังขึ้นมาแล้ว

            ฉู่เหินลอบส่ายหน้า คิดในใจว่าเจ้านี่ในชาติก่อนต้องเป็นใบ้แน่นอนแต่เรื่องเมื่อเย็นวานกลับทำให้ฉู่เหินไม่แสดงอาการผลักไสเพียงนั้นแล้วถึงพูดมากไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

            ...

            สภาพแวดล้อมของสำนักดาราสวรรค์ไม่เลวอย่างยิ่ง

            สวนดอกไม้สนามหญ้า ศาลาโปร่งกลางน้ำ อาคารต่างๆลานเต๋าสนามฝึก...สิ่งปลูกสร้างทุกชนิดล้วนงดงามเป็นเอกลักษณ์ทอดตามองแล้วหัวใจก็พลันชุ่มฉ่ำ

            ครู่ให้หลัง ฉู่เหินกับมู่เฟิงก็มาถึงลานเจ็ดดาว

            เป็นลานที่กว้างใหญ่อย่างมาก สูงตรงกลาง รอบข้างเตี้ย มีบันไดเชื่อมต่อกัน

            บนแท่นสูงสุดตรงกลางนั้นมีเสาหินสีขาวเจ็ดต้นตั้งตระหง่านเสาหินสูงราวห้าสิบเมตรเห็นจะได้ จัดเรียงตามตำแหน่งของดาวไถเสาเจ็ดต้นตั้งตรงให้ความรู้สึกทรงพลังและอลังการยิ่งนัก

            ในเวลานี้ คนราวหกเจ็ดร้อยคนรวมตัวกันบนลานเจ็ดดาว ยืนกระจัดกระจายอยู่รอบๆลาน

            พวกเขาพูดคุยกันเสียงดังเป็นเรื่องเป็นราว

            “อีกครู่พวกเจ้าจะเลือกอาจารย์คนไหนเป็นอาจารย์หลักหรือ?”

            “ยังต้องถามอีกหรือ? ต้องเป็นอาจารย์ซีหลานอยู่แล้ว”

            “ข้าเองก็จะเลือกซีหลาน”

            “ข้ามาสำนักดาราสวรรค์ก็เพื่ออาจารย์ซีหลานนี่แหละ”

            “ข้าเลือกอาจารย์อู๋อิ่ง”

            “ฮ่าๆ เหมือนกัน ข้าก็เลือกอาจารย์อู๋อิ่ง”

            ได้ยินคำพูดคำจาของผู้คนโดยรอบแล้ว ฉู่เหินก็พึมพำกับตนเอง“ปีนี้สำนักดาราสวรรค์รับสมัครคนได้เท่านี้เองหรือ?”

            “แค่นี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว” มู่เฟิงข้างกันหาโอกาสพูดได้ในที่สุดเขาเสริมว่า “สำนักดาราสวรรค์เป็นสำนักเดียวในนครหลวงที่ศิษย์ไม่เคยเกินหมื่นคนอย่างพวกวายุจักรพรรดิ มหาหัสดี จันทร์สกาว หรือสำนักยุทธทั้งหลายล้วนแล้วแต่มีศิษย์หลายหมื่นคนทั้งนั้น”

            “จริงหรือ!” ฉู่เหินถามนิ่งๆ

            “ถ้ามิใช่เพราะมีอาจารย์ซีหลานอยู่น่ากลัวว่าปีนี้สำนักดาราสวรรค์คงรับสมัครศิษย์ได้ไม่กี่คนพูดได้เต็มปากเต็มเลยนะว่า ศิษย์ใหม่ทุกปีแปดสิบในร้อยมาเพื่ออาจารย์ซีหลานทั้งนั้นแล้วก็ยังมีพวกที่มาเพื่ออาจารย์อู๋อิ่งและอาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยอยู่ด้วย...”

            “ซ่งเฉิงเลี่ย?” ฉู่เหินประหลาดใจเล็กน้อย

            “อื้ม!” มู่เฟิงพยักหน้า“แต่ปีนี้ซ่งเฉิงเลี่ยไม่สอนเด็กใหม่แล้วว่ากันว่าเขาเลื่อนขั้นเป็นอาจารย์อาวุโสของสำนักเรียบร้อยแล้ว”

            ...

            บรรยากาศบนลานเดือดพล่านขึ้นมาทันใด

            นามที่ออกจากปากพวกเขามากที่สุดคือซีหลาน อู๋อิ่ง ซ่งเฉิงเลี่ย และ ‘ไป๋อวี่เยว่’ เท่าที่เห็นนี้ สำนักดาราสวรรค์ก็มีบุคคลที่มีชื่อเสียงอยู่หลายคนทีเดียว

            “ฮึ พวกอ่อนหัด ช่างกล้าพูดว่าจะเลือกอาจารย์ซีหลานเป็นอาจารย์หลัก”

            ฉับพลัน เสียงหัวเราะเสียดสีก็สะท้อนไปทั่วลาน ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไปฝูงชนแหวกออกเป็นสองทาง เห็นบุรุษหนุ่มสวมอาภรณ์ไหมหรูหรามีคนจำนวนหนึ่งห้อมล้อมก้าวเดินไปเบื้องหน้า

            เพียงเห็นหน้าของชายผู้นั้น ศิษย์โดยรอบก็หุบปากสนิท

            สายตาพวกเขาหลายคนฉายแววหวาดหวั่นออกมาหลายส่วน

            ...

            “คนนั้นชื่อ ‘หลินเทา’ อันดับหนึ่งของศิษย์ใหม่ปีนี้ วันๆ เอาแต่วางก้าม” มู่เฟิงสาธยายให้ฉู่เหินฟังแผ่วเบา

            “คนผู้นี้มีพลังระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าหรือนี่?”

            เขาพอจะตัดสินได้ว่าอีกฝ่ายบุกเบิกชีพจรยุทธเส้นที่เก้าสำเร็จจากรังสีพลานุภาพที่แผ่ออกมาอย่างจงใจเขาถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะชั้นยอดในบรรดาศิษย์ใหม่ของปีนี้แน่นอน

            ฉู่เหินพิศวงใจนัก อัจฉริยะระดับนี้ต้องผ่านการคัดเลือกจากห้ามหาสำนักแน่

            “ทำไมเขาถึงมาสำนักดาราสวรรค์ได้?”

            “ยังต้องให้บอกอีกหรือ? ก็ต้องเพราะอาจารย์ซีหลานอยู่แล้ว”

            อาจารย์ซีหลานอีกแล้วหรือ?

            ฉู่เหินเหลือคาดยิ่งกว่าเดิม อาจารย์ซีหลานที่ว่ามีเสน่ห์อะไรกันแน่?ถึงได้ทำให้คนยอมเอาอนาคตตัวเองมาล้อเล่นได้

            พอเห็นสีหน้าของฉู่เหินแล้ว มู่เฟิงก็มองเขาด้วยสายตาประหลาด“เจ้าคงไม่ได้ไม่รู้จักอาจารย์ซีหลานหรอกใช่ไหม?”

            “แล้วมีปัญหาอะไรหรือ?”

            “เจ้าชนะ มีคนไม่รู้จักซีหลานอยู่ในเมืองหลวงด้วย...”

            มู่เฟิงมองฉู่เหินอย่างดูแคลนไม่น้อย เขากล่าวต่ออย่างจริงจัง“ซีหลานกลายเป็นอาจารย์สำนักดาราสวรรค์ตอนอายุสิบเก้ายามนี้ก็ล่วงเข้าปีที่สี่แล้ว แม้นางจะอายุเพียงยี่สิบสามแต่ศิษย์ที่นางสั่งสอนกลับไม่ได้ด้อยไปกว่าห้ามหาสำนักเลยแม้แต่คนเดียวมิหนำซ้ำศิษย์ใต้อาณัตินางยังได้ตราประทับสีดำไปแล้วกว่าครึ่งแม้แต่ศิษย์ที่นางเพิ่งสอนเมื่อปีที่แล้วก็ยังได้ตราประทับสีทองมาเลย...”

            ตราประทับสีทอง คะแนนดาวสะสมสองหมื่นคะแนน

            ตราประทับสีดำ คะแนนดาวสะสมสามหมื่นคะแนนพ่วงด้วยสิทธิ์ออกจากสำนักก่อนเวลา

            ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคืออายุของอีกฝ่าย  ยี่สิบสามปีเท่านั้นเองจะเด็กเกินไปแล้วกระมัง!

            “ว่ากันว่าสำนักยุทธจักรพรรดิเชื้อเชิญอาจารย์ซีหลานไปเป็นสมาชิกอาจารย์ของพวกเขาถึงสามครั้งสามคราข้อเสนอที่ยื่นให้แต่ละครั้งก็สูงขึ้นๆ แต่อาจารย์ซีหลานกลับปฏิเสธทั้งหมดฉกาจดีไหมเล่า!”

            “อืม!” ฉู่เหินพยักหน้านึกเลื่อมใสขึ้นมาในใจหลายส่วน

            “แน่นอนล่ะว่านี่มิใช่สิ่งสำคัญ...” มู่เฟิงสีหน้า ‘มัวเมา’ ขึ้นมากะทันหัน หน้าตามีแต่ความ ‘ลุ่มหลง’ “สำคัญที่สุดคืออาจารย์ซีหลานยังเป็นหนึ่งในสี่โฉมสะคราญของนครหลวง”

            สี่โฉมสะคราญของนครหลวง?

            ฉู่เหินตะลึงงันเข้าใจได้ไม่ยากว่าสี่โฉมสะคราญที่ว่าก็คือสี่ยอดหญิงงามที่สวยที่สุดในนครหลวง

            เห็นท่าทางเคลิบเคลิ้มของมู่เฟิงแล้ว ฉู่เหินก็อดขำไม่ได้“เจ้าว่าเช่นนี้ก็หมายความว่าเจ้ามาสำนักดาราสวรรค์นี่เพราะอาจารย์ซีหลานคนนั้นหรือ?”

            “แฮะๆ” มู่เฟิงเลิกคิ้ว เขายิ้ม “ก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก”

            “โอ๊ะ?”

            “นอกจากอาจารย์ซีหลานหนึ่งในสี่โฉมสะคราญแห่งนครหลวงแล้วก็ยังมีไป๋อวี่เยว่หนึ่งใน ‘หกมุกเม็ดงาม’ ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของเสี่ยวเฟิงเฟิงผู้นี้”

            สี่โฉมสะคราญแห่งนครหลวง หกมุดเม็ดงาม!

            สิบนางผู้เลอโฉมที่สุดซึ่งทั้งเมืองหลวงเห็นพ้องต้องกัน

            ไป๋อวี่เยว่นามนี้ ฉู่เหินได้ยินจากปากฝูงชนรอบข้างมาหลายครั้งแล้วไป๋อวี่เยว่ไม่ใช่อาจารย์ของสำนักดาราสวรรค์ แต่เป็นศิษย์ฟ้าประทานผู้พรสวรรค์สูงยิ่งต่างหาก

            มิหนำซ้ำอาจารย์หลักของไป๋อวี่เยว่ยังเป็นอู๋อิ่งศิษย์ใหม่มากมายก็มาเพื่อนางเช่นกัน

            ส่วนเรื่องที่ว่าไป๋อวี่เยว่ผู้มีต้นทุนสูงเช่นนี้กลับมาลงเอยที่สำนักดาราสวรรค์ที่รั้งท้ายได้อย่างไรนั้นคงไม่จำเป็นต้องรู้แล้ว

            “ฮะๆๆๆเป้าหมายอันสูงสุดของเสี่ยวเฟิงเฟิงผู้นี้คือการกกกอดทั้งสี่โฉมสะคราญและหกมุกเม็ดงามไว้ในอ้อมแขนให้ชายใดในใต้หล้าอิจฉาข้าจนตัวตาย ฮ้า แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนี่สิจุดสูงสุดของชีวิตคน...”

            ฉู่เหินข้างกันหน้าดำคร่ำเครียด เกินเยียวยาแล้วจริงๆ

            “เหล่าอาจารย์มากันแล้ว” ทันใดนั้นเอง เสียงอันตื่นเต้นก็ดังมา

            ท่ามกลางความฮึกเหิมไม่หยุดนิ่งและความวาดหวัง ดวงตาทุกคู่ก็จับจ้องมองไปยังแท่นที่ใจกลางลาน

     

             …………………………..

     

    คล้ายกับเรื่องฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ] ที่คุณอ่าน