ตอนที่ 190
วิหารแห่งเฟิ่งหวง
ยอดเขาสูงดั้นเมฆ ลมเย็นโชยพัดเสื้อผ้าหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีแผ่วพลิ้วปลิวโบกหวั่นไหวไปตามสายลม แต่จิตใจของทั้งคู่กลับแน่วแน่ไม่ไหวติง หนิงเซียนที่มาถึงยังวิหารแห่งเฟิ่งหวงล้วนต้องการได้รับพลังแห่งวิหคเพลิงเที่ยงแท้ ตามการปลูกฝังตั้งแต่ยังแบเบาะของผู้คนในดินแดนศักดิ์สทิธิ์แห่งนี้ ทำให้หนิงเซียนถือเรื่องการยกระดับของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของค่ายสำนักตนเองเป็นอันดับแรกในใจเสมอมา...จนกระทั่งได้พบกับเสวี่ยหมิงสิ่งนี้ถึงได้ถูกบดเบียดกันจนเกือบจะเท่าเทียมกัน
แต่ในเมื่อทั้งสองเรื่องมิใช่เหตุที่ขัดแย้งกัน หนิงเซียนก็สามารถลุล่วงสำเร็จได้ทั้งสองทาง โดยมิต้องละทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป และยามนี้ประตูสู่ความสำเร็จของเรื่องราวแรกก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าตนเองแล้ว
เสวี่ยหมิงนั้นแตกต่าง แม้ชีวิตในวัยเยาว์มิได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ แต่ก็ยังนับว่ามีหน้ามีตา บวกกับมารดาอบรมสั่งสอน ให้รู้จักบุญคุณผู้คน ยามชีวิตตกต่ำมืดมน หากไม่ได้แม่นางน้อยที่อยู่ด้านข้างตนในยามนี้ ยังมิรู้ว่าชีวิตในวันนั้นจะเดินไปในทิศทางใด แต่ยามนี้เมื่อเส้นทางชีวิตพลิกผันมาไกลจนเกินนึกฝัน แต่ในใจยังรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณหนิงเซียนอย่างล้นพ้น หมายว่าการมายังวิหารเฟิ่งหวงในครานี้ แม้ต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม ตนก็จะช่วยหนิงเซียนให้ฟื้นคืนกลับสู่ความงดงามของนางฟ้าน้อย เฉกเช่นวันวานให้จงได้
สองคนต่างถือครองจุดมุ่งหมายอันแน่วแน่ แต่ที่ด้านหลังประตูงดงามของวิหารแห่งเฟิ่งหวงล้วนมีจุดยุติของสิ่งที่ทั้งสองต้องการ เสวี่ยหมิงฉีกยิ้มมุมปาก หันไปมองยังหนิงเซียนที่หันมาสบสายตาประสานกัน ไม่มีคำเอื้อนเอ่ยใด ๆ ทั้งสองต่างแลกยิ้มกันพลางพยักหน้าให้กันและกัน ก่อนที่ก้าวเดินไปข้างหน้า หนึ่งมือเสวี่ยหมิงผลักประตูฝั่งขวา หนึ่งมือหนิงเซียนยื่นผลักประตูฝั่งซ้าย
ประตูบานใหญ่เปิดอ้าออกตามแรงผลักของทั้งสอง ไอลมปราณอบอุ่นสดชื่นพลันพวยพุ่งโอบกอดร่างของทั้งสอง ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกดึงรั้งไปยังอีกมิติที่แตกต่าง วิหารเป็นเพียงทางเข้า แต่หาได้มีสิ่งนั้นตั้งอยู่จริง ประตูที่เปิดออกต่างหากคือจุดที่เชื่อมต่อโลกของเส้นทางแห่งวิหคเพลิงอมตะ กับสำนึกของโลกแห่งวิหคเพลิงเที่ยงแท้บรรพกาล
"นี่มันที่ไหนกัน"หนิงเซียนที่พบว่าตนเองอยู่ในดินแดนที่เต็มแน่นไปด้วยปราณอัคคีธรรมชาติอันสมบูรณ์พร้อม สายตาของเด็กสาวสอดส่ายไปมาด้วยความตื่นเต้น เพราะหากทำการบ่มเพาะลมปราณในสถานที่แห่งนี้มิใช่ว่าจะว่องไวกว่าที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะนับสิบนับร้อยเท่าหรอกหรือ
เสวี่ยหมิงที่ถูกส่งมายังสถานที่เดียวกันก็แปลกใจไม่ต่างกัน "สถานที่นี้นับว่าเลิศล้ำไปด้วยปราณอัคคีธรรมชาติยิ่งนัก หากว่า...นั่น"เสวี่ยหมิงไม่ทันเอ่ยจบประโยค พลังจิตวิญญาณของเขาก็สัมผัสได้กับมวลอากาศเวิ้งว้างที่กำลังแปรปรวนอยู่เบื้องหน้า
ทันใดนั้นร่างเรืองแสงสีทองขนาดมหึมาก็แหวกมิติเบื้องหน้าคนทั้งสองออกมา
"วิหคเพลิงอมตะ!" หนิงเซียนที่เคยเห็นรูปวาดของวิหคเพลิงอมตะในหอตำราของแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะมาก่อนอุทานขึ้นอย่างลืมตัว
เสวี่ยหมิงเองหาได้แตกตื่นเช่นเดียวกับหนิงเซียน แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าร่างวิหคเพลิงสีทองอล่ามมหึมาที่อยู่ตรงหน้าตนเองนั้นคือวิหคเพลิงอมตะ แต่เสวี่ยหมิงนั้นเคยได้พบกับสิ่งนี้ในก่อนหน้าแล้ว แม้ว่าในตอนนั้นร่างที่ปรากฏขึ้นมาสนทนากับเสวี่ยหมิง จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของร่างวิหคเพลิงอมตะตนนี้ก็ตาม "รูปร่างของวิหคเพลิงอมตะช่างเหมือนกับร่างของวิหคเพลิงนำทางยิ่งนัก"
"ยินดีต้อนรับเชื้อสายแห่งวิหคเพลิงอมตะทั้งสอง ข้าคือสำนึกบรรพกาลของวิหคเพลิงอมตะเที่ยงแท้ นามเฟิ่งหวง" คำกล่าวว่าสำนึกบรรพกาลทำให้เสวี่ยหมิงนึกย้อนไปถึงต้าหลง ซึ่งเป็นสำนึกบรรพกาลของมังกรเหมันต์ "ข้าเฝ้าคอยพวกเจ้ามานับพันปี" สายตาของเฟิ่งหวงจับจ้องไปเพียงร่างของหนิงเซียน "ธิดาแห่งเพลิงอมตะ อืม...แม้จะยังไม่สมบูรณ์พร้อมที่จะได้รับพลังแห่งวิหคเที่ยงแท้ แต่ก็นับว่าสูงล้ำกว่าผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่เข้ามาในเส้นทางทดสอบแห่งนี้ในรอบหลายพันปี ไม่เลว ไม่เลว"
หนิงเซียนย่อกายแสดงความเคารพในคำวิจารณ์ของเฟิ่งหวงอย่างอ่อนช้อย "เรียนบรรพชนเฟิ่งหวง ข้าน้อยหนิงเซียนมีเรื่องจะเรียนถาม ท่านบรรพชนไม่ทราบว่า..."
"เจ้าไม่ต้องเอ่ยหรอก เจตจำนงในความต้องการพลังของวิหคเที่ยงแท้ของเจ้าชัดเจนยิ่งนัก ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ๆ ข้าก็รับรู้ได้อยู่แล้ว"
หนิงเซียนอมยิ้มอย่างขวยเขิน
"เรื่องของเจ้านั้นมีทางเป็นไปได้อยู่" เฟิ่งหวงเอ่ยพร้อมกับหันมาจ้องมองทางเสวี่ยหมิงบ้าง "ส่วนเจ้าคือตัวตนที่น่าสนใจยิ่งกว่า นับตั้งแต่ข้าทำหน้าที่เป็นจิตสำนึกแห่งบรรพชนของวิหคเพลิงอมตะ ล้วนมิเคยเจอผู้ใดที่สามารถถือครองพลังของสายเลือดศักดิ์ที่แตกต่างกันของวิหคอัคคี และมังกรเหมันต์ก่อน" เฟิ่งหวงแผ่พุ่งพลังจิตวิญญาณอันแผ่ไพศาลของตนเองปกคลุมร่างของเสวี่ยหมิง เพื่อเข้าสู่การติดต่อกับจิตสำนึกภายในภวังค์ของเสวี่ยหมิงแทนการสนทนาภายนอก
"เจ้าหนูข้ารับรู้เจตจำนงในการเสียสละของเจ้าแล้ว แต่เจ้ามั่นใจในความต้องการนั้นจึงหรือ"
"แน่นอนข้ามั่นใจขอรับ"
"อืม หากข้าไม่ได้รับรู้เจตจำนงของเจ้า รวมถึงใช้พลังจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ในการตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมด ข้าเองยังไม่เชื่อว่า เจ้าได้รับพลังจากความผิดพลาดของการถ่ายทอดโลหิตจากเด็กสาวนามหนิงเซียนผู้นี้" เฟิ่งหวงเงียบไปครู่หนึ่ง "เพราะว่าพลังของสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงในร่างของเจ้ายังเหนือล้ำกว่านางเสียด้วยซ้ำไป และมันมากเพียงพอจะทำให้เจ้าได้รับพลังของวิหคเพลิงเที่ยงแท้เสียด้วยซ้ำไป"เฟิ่งหวงเงียบไปอีกครั้ง "เพียงแต่พลังของวิหคเพลิงอมตะเที่ยงแท้นั่นเป็นพลังแห่งหยินที่ถ่ายทอดได้เพียงอิสตรีเท่านั้น แม้ว่าพลังแห่งอัคคีจะถ่ายทอดได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่เพลิงไฟอันร้อนแรงหาใช่พลังที่แท้จริงของวิหคอมตะ แต่ข้าเอ่ยไปยืดยาวก็คงไร้ประโยชน์" น้ำเสียงของเฟิ่งหวงแฝงความยินดีอย่างชัดเจน "เพราะยามที่ข้าเอ่ยถึงผลประโยชน์อันยืดยาว ข้าก็ลอบตรวจสอบจิตอันมุ่งมั่นของเจ้า แต่เจ้ากลับไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ดี ในเมื่อเจ้าต้องการทำเพื่อนังหนูนั่น ข้าก็จะไม่ขัดขวาง แต่ข้าจำเป็นต้องบอกผลเสียที่เจ้าจะได้รับ ก่อนที่เจ้าจะตัดสินใจอีกครั้ง"
"เชิญท่านผู้อาวุโสบอกกล่าวมาเถิด ข้าเสวี่ยหมิงมั่นใจว่าอย่างไรข้าก็มิเปลี่ยนใจ"