ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่113 สำนักโกลาหล

            คลื่นเสียงคำรามของจ้าวหอสงครามกินเวลาอยู่ช่วงหนึ่งกว่าจะเงียบสงบลงศิษย์หลายคนที่หนีไม่รอดก็สลบไป บางคนก็ถึงกับตาย บางคนก็พิการ

             

            จ้าวหอสงครามคงหาทางเลี่ยงความผิดนี้ได้ยากแล้วความโมโหเพียงชั่วครู่กลับทำให้สำนักเละเทะไม่เป็นท่า ทั้งหอโชติช่วงและแท่นสูงยังถูกทำลายความเสียหายนี้มากนักยากจะปัดความรับผิดชอบได้

             

            แต่ที่ทำให้มันตกใจกว่านั้นคือทหารกว่าห้าพันนายได้บุกเข้ามาทันทีหลังการโจมตีสิ้นสุดแม่ทัพทหารได้แจ้งว่าคนที่จ้าวหอสงครามโจมตีเป็นขุนนางขั้นสี่ จงเฉิงป๋อผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬ ความยุ่งยากมาถึงมันแล้ว

             

            สีหน้าของจางซีตกใจยิ่งกว่าก่อนเสียอีกมันกุลีกุจรรีบบึ่งไปที่อยู่ของชายหนุ่ม ทว่า...

             

            ชายหนุ่มหายไปแล้ว !!!!! แย่แล้ว !! ทำอย่างไรดี ?!!!

             

            หรือว่ามันจะถูกคลื่นเสียงนั่นทำลายแม้แต่ร่างก็สูญสลายไป นี่มันแย่แน่ ๆรองเจ้าสำนักจวี่เองก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียด ภายในสำนักตกอยู่ในความโกลาหลไม่มีคำสั่งใด ๆ จากชนชั้นนำออกมาเลย ชัดแล้วว่าพวกชนชั้นนำก็วุ่นวายเช่นกัน

             

            ทว่าระหว่างนั้นก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้น ใคร ? เกิดอะไรขึ้น ?ผู้อาวุโสไม่รีรอรีบตรงเข้าไปดู เมื่อไปถึงก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก “นี่มัน......รองเจ้าสำนักกงซุน......ตายแล้ว!!!!”

             

            นี่มันเรื่องใหญ่มาก รองเจ้าสำนักผู้หนึ่งกลับถูกฆ่าตายภายในสำนัก !!!!!

             

            “เร็วรีบไปแจ้งรองเจ้าสำนักจวี่” คนที่มาดูหนึ่งในนั้นคือ จ้าวหอโอสถเดิมทีตั้งใจมาดูเผื่อว่าเป็นแค่การบาดเจ็บของศิษย์เท่านั้น แต่ใครจะรู้เมื่อมาถึงก็พบเข้ากับสภาพศพไร้หัวของรองเจ้าสำนักกงซุน คนลงมือช่างโหดเหี้ยมนักทั้งยังไม่ทิ้งร่องรอยการต่อสู้ไว้

             

            ...

             

            อีกฝั่งหนึ่งก็มีเสียงดังเอะอะขึ้น “เจอแล้ว ๆ เจอเขาแล้ว !” ผู้อาวุโสรีบเข้าไปช่วยพยุงคน ๆนั้นขึ้นมา มันไม่ใช่ใครอื่น มันคือหนิงเฟยหลง ที่แสร้งนอนแผ่อยู่สถานที่ที่ไกลออกไปเกือบร้อยจั้ง!

             

            มันกลายเป็นว่าหนิงเฟยหลงถอยหนีออกมาได้ทัน ความเร็วของชายหนุ่มน่าทึ่งมากถึงกับหนีออกมาได้ภายในเสี้ยวลมหายใจก็ไปไกลกว่าร้อยจั้งแต่ที่พวกมันไม่มีรู้ก็ยังมีอีกเช่นกัน

             

            “เป็นอย่างไรบ้าง ?” จวี่เซิงกล่าวถามอย่างเป็นกังวลสีหน้าบ่งบอกถึงความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

             

            หนิงเฟยหลงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ปัดเสื้อผ้าอาภรณ์ แล้วเอ่ยตอบ“ไม่เป็นไรขอรับ แค่นี้สบายมาก เพียงแต่สรุปว่าศิษย์ชนะหรือไม่ ?”

             

            “หืม ?” เจ้าเด็กคนนี้ในสำนักเกิดเรื่องมากมาย ตัวมันเองก็เกือบต้องตาย แต่กลับห่วงเรื่องผลแพ้ชนะนี่ถ้าไม่ได้ยินกับหูคงจะไม่เชื่อเป็นแน่ ให้ตายสิเด็กคนนี้จวี่เซิงแทบอยากจะบรรจงกำปั้นเขกกะโหลกศิษย์ผู้นี้สักที แต่ก็คร้านที่จะทำ

             

            “อือ เจ้าชนะ จ้าวหอสงครามทำผิดกฎจึงถูกปรับแพ้ ทั้งยังต้องโทษอีกงานนี้เขาคงไม่ได้อยู่ในสำนักอีกนาน” จวี่เซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือปนความโกรธมันไม่พอใจจ้าวหอสงครามเป็นอย่างมาก ไม่คิดเลยว่าคนที่แสดงท่าทีมีคุณธรรมอย่างมันสุดท้ายแล้วจะเผยนิสัยที่ชั่วร้ายออกมาได้ น่าผิดหวังเกินไป...

             

            จวี่เซิงที่กำลังจะจากไปก็มีผู้อาวุโสคนหนึ่งทะยานร่างเข้ามาหา“ท่านรองเจ้าสำนัก ! รองเจ้าสำนักแย่แล้วขอรับรองเจ้าสำนักกงซุนถูกลอบสังหาร !”

             

            “!!!!!!” จวี่เซิงเบิกตาโพลง“เกิดอะไรขึ้นจงแจ้งมาให้ชัดเจน”

             

            ผู้อาวุโสคนนั้นก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรตัวมันเองก็พึ่งจะค้นพบเหตุการณ์เพียงมาแจ้งข่าวให้ก็เท่านั้น

             

            “ช่างเถอะ ข้าไปดูเอง ส่วนเจ้าวันนี้ก็ไปพักผ่อนเถอะ”จวี่เซิงกล่าวกับหนิงเฟยหลงแล้วก็ทำท่าจะจากไปแต่คล้ายว่าจะนึกบางอย่างออกจึงหมุนตัวกลับมา“อ้อจริงสิเจ้าจะต้องเป็นตัวแทนไปงานนทีทีปสวรรค์”กล่าวจบก็ไม่รีรอทะยานร่างออกไปทันที ปล่อยให้หนิงเฟยหลงแย้มยิ้มอยู่เช่นนั้น

             

            ที่มันยิ้มแย้มมีเหตุผลด้วยกันถึงสองประการหนึ่งการได้เป็นตัวแทนสำนักไปยังงานนทีทีปสวรรค์ สองกงซุนอู๋สิ้นชีพแผนการขั้นถัดไปดำเนินต่อได้ ชายหนุ่มทอดสายตามองไปทางจ้าวหอสงครามด้วยความว่างเปล่ามันไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับคนผู้นี้ดี

             

            การประลองรอบสุดท้ายสิ้นสุดลง จ้าวหอสงครามถูกนำไปไต่สวนที่กรมราชทัณฑ์กรมราชทัณฑ์ส่งเจ้าหน้าที่หลายคนมาตรวจสอบ จ้าวหอขุนนางเองก็ถูกนำตัวไปไต่สวนรองเจ้าสำนักจวี่ถูกเรียกตัวเข้าวัง ส่วนผู้ที่รักษาการณ์แทนคือจ้าวหอโอสถ

             

            เหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นภายในวันเดียว สร้างความสับสนวุ่นวายภายในสำนักศิษย์และผู้อาวุโสต่างอยู่ด้วยความหวาดหวั่นเกรงว่ายอดฝีมือที่ลอบสังหารกงซุนอู๋จะสร้างความวุ่นวายสังหารคนเพิ่มและพวกมันก็ไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้น

             

            เย็นวันนั้นทางสำนักประกาศมาตรการใหม่ ห้ามทุกคนออกจากที่พักตั้งแต่หลังอาหารมื้อค่ำจนถึงช่วงเวลาอาหารเช้าและการเคลื่อนไหวทุกผู้คนต้องจดบันทึกไว้ ความเข้มงวดมีมากขึ้นจนรัดกุมศิษย์บางคนก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อย

             

            วันรุ่งขึ้นยามเว่ย ( 13.00 - 14.59 น. ) มีการประกาศเรื่องตัวแทนงานนทีทีปสวรรค์คัดตัวแทนอีกสองคนให้คนที่เข้ารอบที่เหลือมารวมตัวที่หอสงครามเขตฝ่ายในจะจัดประลองคัดออกแบบเดิมเป็นการภายในที่นั่นแทน

             

            พอถึงยามโหย่ว ( 17.00 - 18.59 น.)ผลประกาศก็ออกมาผู้ได้เป็นตัวแทนอีกสองคนคือ ถูเหวินเจี้ยนและหลี่ฮุ่ยหลัน

             

            อันที่จริงนี่ค่อนข้างเหนือความคาดหมายของหนิงเฟยหลงเป็นอย่างมาก ความจริงแล้วคนที่สมควรจะได้เป็นตัวแทนคือจูต้าหย่งแทนที่จะเป็นคนอื่น แต่เป็นเพราะเรื่องของอาจารย์ของมันจูต้าหย่งจึงถอนตัว

             

            จริง ๆ เรื่องที่จ้าวหอสงครามจู่ ๆ ก็บ้าคลั่งนั้นเป็นที่น่าสงสัยอย่างมากแม้ว่าจะหาเหตุจูงใจอย่างไรก็แทบจะไม่มีต่อให้มีก็แทบจะเป็นไปไม่ได้คำพูดที่เสียดแทงของรองเจ้าสำนักกงซุนกับจ้าวหอขุนนางก็ไม่น่าจะทำให้ถึงขนาดนั้นได้ เรื่องนี้แปลกมากทำให้กรมราชทัณฑ์ต้องวุ่นวายเป็นการใหญ่นี่ถือเป็นคดีใหญ่เพราะเกี่ยวเนื่องกับสำนักและบุคลสำคัญหลายคนยิ่ง

             

            ต่อมาจ้าวสงครามสิ้นใจภายในคุก ไม่มีการลอบสังหาร วางยาพิษใด ๆตรวจสอบแล้วรู้เพียงว่า เส้นลมปราณฉีกขาดไปเสียหมด คล้ายเจ้าตัวเป็นผู้ทำเองแต่ว่านั่นไม่สมควรจะเป็นไปได้เสนาบดีกรมราชทัณฑ์เหรินจูหงเป็นผู้ลงมือสกัดจุดเองจะผิดพลาดได้อย่างไร ?

             

            วันถัดมาหนิงเฟยหลงถูกเชิญไปที่กรมราชทัณฑ์

             

            เมื่อมาถึงก็เห็นชายชราหนวดเครายาวขาวยาวลงมาถึงอก คิ้วเองก็หงอกปัดขึ้นราวคิ้วของพญาเหยี่ยวเส้นผมขาวโพลน ใบหน้าแดงก่ำคล้ายคนร่ำสุราอย่างเมามาย แต่เมื่อมองดูดี ๆแล้วกลับพบว่าคนผู้นี้มีความภูมิฐาน ดูสมเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แววตาก็ลุ่มลึกรอยยิ้มหาได้ปรากฏบนใบหน้า

             

            “ข้าน้อยหนิงเฟยหลงขอคารวะท่าเสนาบดีกรมราชทัณฑ์”หนิงเฟยหลงประสานมือโค้งคารวะอย่างสุภาพ

             

            “ฮ่าฮ่า หลานชายอย่าได้สุภาพเลย ปู่ของเจ้ากับตัวของข้านับว่าเป็นสหายกันที่ข้าเชิญเจ้ามาในวันนี้ก็เพื่อสอบถามบางอย่างก็เท่านั้น”เจ้าหน้าที่นำเก้าอี้มาให้หนิงเฟยหลงนั่ง

             

            “ผู้อาวุโสอย่าได้เกรงใจผู้เยาว์เลย” ในเมื่อเหรินจูหงเรียกมันว่าหลานมันก็ไม่รังเกียจที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าผู้อาวุโสกล่าวจบชายหนุ่มก็นั่งลงบนเก้าอี้ทันที แต่เดิมคิดว่าหัวหน้าตระกูลเหรินจะทำให้มันยุ่งยากเสียแล้ว

             

            เหรินจูหงกระแอมไอคราหนึ่ง แล้วเอ่ยถามต่อ“หลานชายเมื่อวานก่อนข้าได้ข่าวมาว่า เจ้ามีการประลองที่ยอดเยี่ยมชื่อเสียงของเจ้าไม่ธรรมดาแล้ว”

             

            “ผู้อาวุโสท่านกล่าวเกินไปแล้ว ผู้เยาว์เพียงแต่โชคดีก็เท่านั้นคำชมนี้มิกล้ารับหรอก”

             

            “ฮ่าฮ่า เจ้าเฒ่าหนิงเทียนสอนหลานชายได้ดีนัก เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่าข้าเพียงอยากรู้รายละเอียดของวันนั้น” สีหน้าของชายชรากลับมาจริงจัง

             

            “ขอรับ เรื่องมันมีอยู่ว่า........และ..........จน...............สุดท้ายก็.....................นั่นแหละขอรับ”หนิงเฟยหลงอธิบายรายละเอียดในวันนั้นเกือบทั้งหมดอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ไร้รอยสะดุดรับรองว่าเหรินจูหงจะไม่สามารถหาสิ่งผิดปกติได้

             

            “ขอบใจเจ้ามากหลานชาย วันนี้พอเท่านี้เถอะข้อมูลนี้นับว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากต่อไปหากเจ้ามีเวลาก็แวะไปที่จวนขุนนางตระกูลเหรินบ้าง”

             

            เหรินจูหงถึงจะพูดด้วยดี แต่รอยยิ้มกลับหายากนัก หากไม่หัวเราะขึ้นมาหนิงเฟยหลงก็แทบไม่เห็นรอยยิ้มนั้นเลย แววตาของชายชราลุ่มลึกเกินไปสีหน้าที่ไร้อารมณ์นั่นคาดเดาได้ยากนัก สมแล้วที่เป็นผู้นำตระกูลที่ยิ่งใหญ่

             

            “ขอรับ หากผู้เยาว์มีเวลาจะไปคารวะผู้อาวุโสที่จวน”หนิงเฟยหลงรับคำตามมารยาท และคล้ายรับรู้ได้ว่าตระกูลเหรินก็ต้องการผูกมิตรด้วยเช่นกัน ไหนเลยชายหนุ่มจะไม่รับมิตรภาพนั้นไว้หากไม่ใช่ตระกูลถูแล้วมันย่อมรับไว้ทั้งหมด

             

            “ดี เจ้ากลับไปเถอะ” เหรินจูหงหัวเราะด้วยความพอใจแล้วให้คนไปส่งหนิงเฟยหลงกชลับสำนัก

             

            การสืบคดียังคงดำเนินต่อไป การตายของยอดฝีมือสำนักยุทธ์หลวงยังคงเป็นปริศนา

             


    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน