[16] การกระทำ
เกือบหนึ่งเดือนต่อมา 15 พฤษภาคม วันเปิดปีการศึกษาใหม่{อยู่ๆ ก็ข้ามคงสงสัยใช่มั้ย ช่วยไม่ได้ ถ้างั้นย้อนความไปช่วงก่อนไทม์สคริปกันก่อนละกัน} ...นับจากวันเกิดอายุสิบหกปีของเซ็ทชีวิตของเขาค่อนข้างวนเวียนอยู่แค่ที่ตึกบริษัท JNr กับที่บ้าน ทุกๆ วันเซ็ทจะถูกลุงโชคมากดออดเรียกเพื่อเข้าบริษัทไปฝึกพร้อมกันแทบทุกวัน และในการฝึกของเซ็ทจะมีสุดยอดครูฝึกชั้นอ๋องทั้งสามคนที่เป็นที่รู้จักกันดีคอยสอนให้ตัวต่อตัวเสมอ นั่นทำให้ความเกลียดชังในตัวเซ็ทของบรรดาเด็กฝึกเพิ่มชึ้นสูงปรี๊ดกลายเป็นว่าโชคชัยต้องออกมาตรการรับมือคือระบบท้าแข่ง ใครก็ตามที่ชนะเซ็ทจะมีสิทธิ์ได้เรียนกับสามครูชั้นอ๋องแบบตัวต่อตัวเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แทนเซ็ท แต่หากแพ้จะต้องเจอการฝึกหนักกว่าเดิมสามเท่า ซึ่งเด็กฝึกหนึ่งคนมีสิทธิท้าแค่หนึ่งครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์ระบบนั้นทำให้วันแรกๆ เซ็ทต้องแข่งกับเหล่าเด็กฝึกคนแล้วคนเล่า จวบจนกระทั่งเซ็ทได้แสดงระดับความสามารถอันสุดหยั่งให้คนมากมายได้เห็น ความกล้าเสี่ยงวัดดวงของหลายๆ คนในตอนแรกจึงกลายมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองยิ่งพยายามจะก้าวข้าม ...ทว่ามีผลดีก็ต้องมีผลเสีย มีเด็กฝึกหลายคนที่ท้อแท้จนขอลาพักไม่มีกำหนดก็มีเช่นกัน ถึงอย่างนั้นด้วยการที่มีสิทธิพิเศษกับตัวมากมาย ต้องนำหน้าคนอื่นตลอดเวลา ก็ทำให้เซ็ทต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดด เพื่อที่ว่าจะไม่ถูกเหล่าคนที่ต้องการเหยียบย่ำฉุดให้ตกลงไปยังเบื้องล่างอย่างไรก็ตามอีกหนึ่งคอร์สที่เซ็ทได้รับการฝึกสอนเป็นพิเศษก็คือภาษา “ไอ้หนู เอ็งพอพูดเกาหลีได้รึเปล่า?”สายตาของลุงโชคเต็มไปด้วยความคาดหวังจนเซ็ทอยากจะแกล้ง แต่ก็ยอมละเว้นไว้เพราะกลัวลุงแกจะโกรธจนเส้นเลือดสมองแตก“난 한국어 조금 할수 있어요. (ฉันพูดเกาหลีได้นิดหน่อย)”ลุงโชคตาวาว ดูจากสำเนียงและท่าทางมั่นใจของเซ็ทแล้วแพลนที่วางไว้ให้นับว่าไม่เสียเปล่า “ฉันจะทำให้เอ็งใช้เกาหลีเป็นภาษาที่สามให้ได้!”“ฉันใช้ได้อยู่แล้วเหอะลุง”ถึงจะพูดไปอย่างนั้นคอร์สนรกภาษาเกาหลีก็ได้เพิ่มมาในช่วงเวลาพักของแต่ละคอร์ส จนวันๆ หนึ่งเซ็ทได้นอนไม่ถึงหกชั่วโมง แต่นั่นก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นตะลึงในความรู้สึกของอาจารย์ทุกท่านที่สอนเซ็ทมาเพราะแค่เดือนเดียว แค่เดือนเดียวเท่านั้น ความสามารถของเซ็ทในสายตาของทุกๆ คนที่คอยดูพัฒนาการในตัวเซ็ทต่างก็ยอมรับว่า เซ็ทมีความเร็วในการเรียนรู้เหนือมนุษย์ และทุกๆ อย่างที่เขาได้แสดงให้เห็นนั่นก็เพียงพอที่จะก้าวขึ้นไปอยู่บนแถวหน้าของศิลปินชาวเอเชียแล้ว...แผนของลุงโชคได้ใช้แน่นอนแล้ว นั่นทำให้ลุงแกยิ้มหน้าบานตาหยีเลยล่ะ...ในช่วงเวลาที่ยุ่งตัวเป็นเกลียว เซ็ทยังคงเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของอดัม งานพาร์ทไทม์ในสถาบันสอนพิเศษดูท่าจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้อดัมต้องคงสติของตัวเองไว้อย่างยิ่งยวดทุกคืนอดัมจะนั่งกินเหล้าอยู่ในห้องนั่งเล่นเหมือนกับกำลังย้อมใจ ปริมาณในการกินไม่มากพอจะทำให้เมาและไม่ถึงกับเหมือนคนติดเหล้าตามที่สัญญาไว้ แต่ถึงกระนั้นอดัมก็ยังคงนั่งเพ้อและบางคราก็ร้องไห้“...ทำไมล่ะ...ทำไมล่ะอร...ทำไม?”เซ็ทยืนมองอดัมที่ก้มหน้าก้มตากอดตุ๊กตาหมูสีชมพูบนตัก ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเหมือนคนบ้า เขายืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้นโดยไม่ให้คนเพ้อได้ทันสังเกตว่าเขาอยู่ตรงนั้นมานานแค่ไหนแล้ว{ไม่เข้าไปปลอบหน่อยเหรอ?}“เขาไม่ใช่เด็กแล้วโร ในเมื่อมันเป็นปัญหาของเขา เขาก็ควรจะสะสางความรู้สึกของตัวเองเอาเอง”เซ็ทตัดแล้ว ตัดผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าแม่ของเจ้าของร่าง เซ็ทไม่ได้รู้สึกผูกพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันเด็กผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าน้องสาว...คนละพ่อ ก็เป็นแค่ความผิดพลาดในความทรงจำของเซ็ทคนเดิมแม่และน้องสาวตัวน้อย เป็นได้แค่ต้นเหตุของความแตกแยกของครอบครัว เมื่อไม่มีความรู้สึกเก่าอันดีงามหลงเหลือ ก็ทำให้สองคนนั้นในความรู้สึกของเซ็ทไม่ว่าจะเป็นเซ็ทเด็กโง่คนเดิม หรือเซ็ทเจ้าหน้าที่พิเศษคนใหม่ ก็เป็นได้เพียงแค่คนไม่มีตัวตน ไร้ความสำคัญ หากจะมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ในความทรงจำอันเลือนลางของเซ็ทคนเก่า ก็คงมีแต่คำถามและความเกลียดชังเท่านั้นที่จะมอบให้ได้แม้ว่าความจริงอาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่คิดเสมอไปก็เถอะ เซ็ทคนใหม่ที่เป็นคนนอกสามารถมองเห็นได้แต่สำหรับคนที่ถูกความมืดบดบังดวงตาแห่งความจริงมาตลอด จะสามารถมองเห็นแสงสว่างได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไปล่ะนะ...อดัมมองเหล้าในมือที่พร่องไปมากแล้วก็เหล่มองขวดเหล้า อดทนตัดใจไม่หยิบเหล้าขึ้นกระดก จากนั้นจึงมองเลยไปยังภาพที่ถูกวางตั้งไว้มุมหนึ่งของห้อง...ภาพของครอบครัวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นครอบครัวแสนสุข...หญิงสาวในรูปคือหญิงไทยแท้ ภรรยาของเขา ‘อรอนงค์ เทวาเลิศศิลป์’ เธอเป็นคนร่าเริงฉลาดเฉลียวแล้วก็น่ารัก รอยยิ้มของเธอทำให้อดัมตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น อดัมจึงตัดสินใจตามตื้อเด็กผู้หญิงที่อายุห่างกับเขานับสิบปี แล้วก็ด้วยความคึกคะนองจึงทำให้เธอต้องพลาดมีลูกตั้งแต่อายุสิบเจ็ด อดัมยินดีรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด แต่เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของอรไม่ได้ดีเด่ออะไรนัก ทำให้ครอบครัวของเขาไม่ยอมรับและเลือกที่จะตัดเขาออกจากตระกูล ดังนั้นอดัมวัยยี่สิบจ็ดจึงได้ย้ายสัมมโนครัวมาอยู่ร่วมกับอรอนงค์ที่ประเทศไทย‘ไปทำงานก่อนล่ะนะ อยู่บ้านอย่าหักโหม ระวังล้มล่ะ’‘รู้แล้วน่า คุณรีบๆ ไปเถอะเดี๋ยวก็สายหรอก’ ชีวิตในตอนแรกลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้สุขสบายนักแต่ก็ไม่ถึงกับลำบากเนื่องจากเขามีเงินติดตัวมาไม่น้อย และตัวเขาก็นับว่าเป็นคนฉลาดจึงหาลู่ทางให้ตัวเองได้ไม่ยาก ‘ลูกชายล่ะอดัม...ฉันตั้งชื่อเขาว่า...อคิราห์...อคิราห์ แอชลีย์’‘เรียกยากนะ งั้นชื่อเล่นของเขาคือเซ็ทละกันนะ’‘ไหนว่าจะใช้ชื่อให้เป็นครอบครัวตัว อ. คุณไม่ได้คิดไว้ใช้มั้ย?’อดัมจูบลงบนเส้นผมที่เปียกชื้นจากไรเหงื่อของภรรยาอย่างไม่รังเกียจ ก้มมองแล้วยิ้มให้เด็กน้อยที่ยังตัวแดงๆ มีใบหน้ายับย่นด้วยความรัก‘ใครว่าคิดนานแล้วต่างหาก เพราะมีเขาถึงได้เป็นเซ็ทยังไงล่ะ ไม่ใช่ อ. ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่’...อดัมกับอรใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังเล็กๆ อดัมทำงานในบริษัทเงินเดือนไม่มากไม่น้อย ส่วนอรก็เป็นแม่บ้านรับจ้างทำงานแปลทั่วไปพร้อมกับเลี้ยงลูกคอยดูแลตอนอดัมกลับจากทำงาน ‘กลับมาแล้วอร คิดถึงผมมั้ย ไงเซ็ทลูกพ่อเป็นเด็กดีรึเปล่าครับ?’‘ดี...แอ๊’‘เซ็ทเป็นเด็กดีไม่งอแงครับ ลูกว่างั้นแน่ะ ฮ่าๆ’...ชีวิตตอนนั้นถือว่ามีความสุขแบบเรียบง่าย สามคนพ่อแม่ลูก ญาติฝั่งอรนานๆ ครั้งก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยอะไรเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แม้ว่าพอยื่นมือมาช่วยแล้วจะชอบทวงบุญคุณทีหลัง แต่อดัมกับอรก็ยังยอมรับไว้เพื่อตัวลูกชาย ต้องยอมรับว่าการจะอยู่รอดในสังคมเส้นสายถือเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งอดัมเป็นฝรั่งที่ไร้คนหนุนหลังด้วยแล้ว การจะทำอะไรสักอย่างนับว่ายากเย็นพอควรเมื่อเซ็ทอายุได้หกปี อรก็ตั้งท้องอีกครั้ง ‘อลิสสา แอชลีย์’ หรือที่อดัมชอบเรียกว่า ‘อลิซ’ ลูกสาวที่ไม่มีส่วนไหนในร่างกายที่เหมือนอดัมแม้แต่นิดเดียว แรกๆ อดัมก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร แต่ทว่ายิ่งอลิซโตขึ้นเท่าไหร่ ความสงสัยก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว อดัมได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเขาคิดไปเอง เพราะอรเองก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกไป เธอยังคงเป็นแม่และภรรยาที่ดีเสมอ ‘...หมอ...หมายความว่ายังไง?’จวบจนกระทั่งอลิซอายุได้เจ็ดขวบ เวลานั้นเซ็ทอายุสิบสาม อลิซประสบอุบัติเหตุรถชน เธอเสียเลือดไปมากอาการอยู่ปากเหวของความตาย และอดัมก็ได้รู้ในตอนนั้นว่าอลิซไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา หากแต่เป็นลูกสาวของอรกับผู้ชายที่เขาไม่รู้จัก ‘...ทำไมล่ะอร?’‘คุณคะ อดัม ...ได้โปรด ฟังฉันก่อน’ อรในตอนนั้นพูดด้วยน้ำตานองหน้า หากแต่อดัมกลับไม่คิดจะฟังอะไรทั้งนั้น...ทำไมอรถึงมีชู้...เขาทำอะไรไม่ดีตรงไหน?อดัมผิดหวังในตัวภรรยาอย่างถึงที่สุด เขาจำไม่ได้ว่าวันนั้นตัวเองด่าทอต่อว่าภรรยาต่อหน้าลูกชายไปมากเท่าไหร่ จำไม่ได้ว่าตอนนั้นอรร้องไห้ขอโทษเขามากแค่ไหน เขาฟังคำพูดของภรรยาเป็นเพียงลมพัดผ่าน คำแก้ตัวทั้งหลายไม่ใช่สิ่งที่อดัมต้องการจะฟัง...แม้ว่าชีวิตของพวกเราอาจจะไม่สวยหรูแต่ก็มีความสุขไม่ใช่เหรอ?...เธอทำอย่างนี้กับเขาได้ยังไง?‘อดัม ได้โปรด....ฟังฉัน ...ได้โปรด ...ฉันไม่ได้นอกใจคุณนะ ...อดัม’...ไม่ได้นอกใจ แล้วเด็กคนนี้เกิดมาได้ยังไง?...เด็กที่ไม่ได้มีเขาเป็นพ่อ...‘คุณ...อย่าพูดอีกเลยอร...ผมไม่อยากฟัง’อดัมรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในตัวที่พังทลาย เขาไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งสิ้น เขาขอหย่ากับอร โยนของทุกอย่างของอรออกจากบ้าน ไม่ว่าจะในกรณีไหนก็ไม่คิดจะพบหน้า ไม่แม้แต่จะคิดย่างเท้าเข้าไปเยี่ยมเด็กที่คิดว่าเป็นลูกสาวมาตลอดเจ็ดปีและกำลังปางตาย...เขาทิ้งทุกอย่างมาเพื่อเธอ แต่เธอกลับทรยศความรักของเขาอดัมปล่อยปละลูกชายที่เคยรักและถนอมที่สุด เพียงแค่เห็นว่ามีส่วนหนึ่งของเซ็ทที่คล้ายคลึงกับภรรยาที่ทรยศเขาก็ทำให้ไม่อยากมองหน้า ดื่มหนักเพื่อที่จะลืม ทำร้ายร่างกายลูกชายที่พึ่งอายุสิบสามเพราะต้องการหาที่ระบายกว่าสามปีที่จมอยู่กับความมืดและความเจ็บปวดที่ไม่มีทางออก จนกระทั่งเซ็ทที่เติบโตแข็งแรงพอมาช่วยพยุงชีวิตที่พังยับของเขาให้กลับมาลุกขึ้นได้ใหม่อีกครั้ง...กลายเป็นว่าเขาได้กลับมาพบกับเด็กที่เคยคิดว่าเป็นลูกแท้ๆ ของตัวเองอีกหน“...อลิซ”“คุณเป็นใครคะ?”เด็กที่ไม่แม้แต่จะจำได้ว่าเคยเรียกเขาว่าพ่อ เด็กที่มองว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าโดยสมบูรณ์...ถึงแม้จริงๆ แล้วเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่ลูกเขาจริงๆ ก็เถอะนะ“...อาจารย์เป็นอาจารย์ผู้ช่วยคนใหม่ เคยรู้จักคุณแม่ของหนู แล้วก็เคยเจอหนูเมื่อตอนเล็กๆ ด้วย อาจารย์ถามได้มั้ยคะว่าคุณพ่อคุณแม่หนูสบายดีรึเปล่า?”อดัมไม่รู้ว่าตอนที่ถามออกไปแบบนั้นเขากำลังต้องการคำตอบแบบไหน แต่ที่แน่ๆ คำตอบที่ได้ไม่ใช่สิ่งที่อดัมอยากได้ยินอลิซมองเขาอย่างประเมิน ใช้ความรู้สึกของเด็กๆ ตัดสินก่อนจะตอบออกมาอย่างฉะฉานตามประสาเด็กฉลาด“คุณพ่อบอกว่าคุณแม่สบายดีค่ะ ถึงท่านจะนอนอยู่โรงพยาบาลแต่ไว้คุณแม่ก็จะหายดี ส่วนคุณพ่อไม่ค่อยกลับบ้านแต่ก็สบายดี ถ้าอาจารย์อยากไปเยี่ยมคุณแม่หนูจะบอกเลขห้องให้นะคะ”...อดัมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมายืนอยู่ตรงนี้ หน้าห้องพักผู้ป่วยของคนที่ไม่คิดอยากมาเจอเขามองลอดผ่านหน้าต่างเห็นร่างอดีตภรรยาที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง เสียงเครื่องมือแพทย์ดังลอดออกมาแผ่วเบา เธอดูอ่อนแอกว่าเมื่อสามปีก่อนแบบเทียบกันไม่ได้ คล้ายกับว่าแค่เผลอไปนิดเดียวเธอก็คงจะหายไปไม่กลับมา“เป็นญาติผู้ป่วยหรือคะ?”“...ครับ”“คุณอรอนงค์เหลือเวลาไม่มากแล้วล่ะค่ะ แต่อย่างน้อยคุณก็ยังมีเวลาพอที่จะบอกลานะคะ” พยาบาลสาวเอ่ยอย่างปลอบใจ ใบหน้าด้านข้างของผู้เยี่ยมที่เธอมองเห็นนั้นเต็มไปด้วยความเศร้าดวงตาคมที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา แม้จะดูสวยงามแต่หากเป็นไปได้มันก็ไม่ควรมีน้ำตาอยู่ในนั้น“...ครับ”“คุณจะเข้าไปมั้ยคะ ยังไม่หมดเวลาเยี่ยมนะคะ”“ผม...ไม่ควรเข้าไปในนั้นหรอกครับ”อดัมเห็น...ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียงของอดีตคนรัก เขากำมือแน่นแล้วหันหลังเดินออกมาจากตรงนั้น เพื่อที่ว่าหัวใจที่กำลังส่งเสียงร้องไห้ จะได้ร้องไห้ออกมาโดยไม่มีใครได้ยินเขาไม่สมควรกลับมายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ นั่นแหละ ...อรอนงค์...อดัมยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น สวนด้านหลังของโรงพยาบาล จับจ้องหน้าต่างห้องพักผู้ป่วยห้องหนึ่งมาตั้งแต่เที่ยงจรดเย็น เขาถามตัวเองมาเป็นร้อยๆ ครั้งว่าการที่เขานั่งอยู่อย่างนี้มันได้อะไรเขาสมควรจะไม่อยากพบหน้าเธออีกเป็นครั้งที่สอง เขาสมควรเกลียดชังเธอเข้ากระดูกดำ แต่ทำไมเขายังอยู่ตรงนี้ ทำไมถึงอยากจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั้น เพื่อไปพบหน้าคนที่ทำร้ายเขาจนลุกไม่ขึ้นมาตลอดสามปี“คุณป่วยเหรอ?” ผู้ป่วยวัยค่อนข้างชราคนหนึ่งเดินมานั่งข้างๆ เขา หลบแดดยามเย็นใต้เงาต้นไม้ใหญ่ สอบถามเป็นภาษาอังกฤษฉะฉาน“ผม...เปล่า ไม่ได้ป่วยครับ”“ไม่ได้ป่วย จะมานั่งทำหน้าเบื่อโลกตรงนี้ทำไม ชีวิตยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะนะคุณ”อดัมพยักหน้ารับคำฝืนๆ ก้มหน้าลงเป็นสัญญาณร่างกายว่าไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากคุยกับใคร แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจ“คุณยังดูหนุ่มอยู่เลยนะ อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”“...”“ผมคงเสียมารยาท แต่ว่านะคุณ การที่คุณยังแข็งแรงดี นั่นแปลว่าคุณยังมีอนาคตนะ อย่ามัวแต่มานั่งทำหน้าเบื่อโลก เหมือนพรุ่งนี้โลกจะแตกเลย”ผู้ป่วยชายว่าจบก็ลุกขึ้นเดินกลับไปหานางพยาบาลที่วิ่งตามหาตัวเขาอยู่ อดัมมองภาพพยาบาลกับเด็กผู้หญิงอีกคนที่น่าจะเป็นหลานช่วยกันดุชายชราแล้วก็พลันรู้สึกหน่วงในใจ...ถ้าเขายังมีอนาคต...แล้วคนที่นอนอยู่บนเตียงในห้องนั้นตอนนี้ล่ะ......เธอจะยังมีอนาคตรึเปล่า.......สภาพของอดัมเป็นอะไรที่เซ็ททนดูไม่ได้อีกต่อไป เซ็ทคว้าขันน้ำที่เคยได้รับมาตอนวันสงกรานต์มาใส่น้ำเย็นจนเต็ม จากนั้นจึงเดินไปสาดน้ำขันนั้นใส่หน้าอดัม“จะเลิกนั่งบื้อเป็นผีตายซากได้รึยัง?”เซ็ทถามเสียงแข็ง ดวงตาเต็มไปด้วยอารมณ์โมโห คนหัวดื้อแบบอดัมดูท่าแล้วถ้าไม่มีใครมาเคาะสมองให้ก็คงไม่มีวันคิดได้เอง“...เซ็ท อะไรเหรอลูก?” อดัมมีท่าทางสับสน ส่งยิ้มบื้อใบ้กลบเกลื่อน เสมือนตัวเองไม่ได้เป็นอะไร ไม่แม้แต่จะแสดงท่าทางหงุดหงิดโกรธเคือง แต่มันกลับยิ่งทำให้เซ็ทฟิวส์ขาด“เลิกทำเป็นเหมือนตัวเองไม่ได้เป็นอะไรได้แล้ว!?”“...ซะ...เซ็ท”“เคยได้ยินที่คนพูดกันบ่อยๆ มั้ยว่าไม่มีใครไม่เคยทำผิดพลาด อยู่ที่ว่าพอทำพลาดแล้วเราจะทำยังไงกับมัน คุณเคยโกรธหน้ามืดจนทำพลาดไปครั้งนึงแล้วเมื่อสามปีก่อน แล้วคิดจะทำพลาดอะไรอีกรึไง!”“...”“จะอะไรก็ช่าง ลงมือทำมันซะแล้วอย่ามานั่งเสียใจภายหลังว่าทำไมตอนนั้นถึงไม่ทำ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตซะสิ คุณรู้รึไงว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่ผมรู้แน่ๆ ก็คือไม่มีใครเปลี่ยนอดีตได้ คิดจะรอให้สายแล้วก็มานั่งอมทุกข์อีกรึไง”“...”“การที่เห็นคุณมานั่งตายซากอยู่อย่างนี้มันขัดหูขัดตารู้มั้ย” “...”“อย่ามัวแต่กลัวนั่นกลัวนี่เป็นคนขี้ขลาดไปหน่อยเลย”เซ็ทปล่อยคอเสื้อของอดัมที่กระชากขึ้นมาลง หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องปิดประตูดังปังด้วยความหงุดหงิด ปล่อยให้คนที่นั่งเคว้งมาตลอดสองสัปดาห์นั่งกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะได้สติหันไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดน้ำที่เปียกไปทั่วพื้นอดัมปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาช้าๆ รอยยิ้มมุมปากขยับเบาๆ“...ต้องให้ลูกเรียกสติอีกแล้วสินะเซ็ท”เพราะคำพูดของลูกชายทำให้อดัมตัดสินใจได้แล้ว
เซ็ทยังคงต้องวิ่งวุ่นกับหน้าที่ของตัวเองไม่จบไม่สิ้น ดังนั้นคนที่คอยติดตามความคืบหน้าของอดัมจึงเป็นคู่หูคู่ใจอย่างโร ในทุกๆ ที่ที่มีกล้องหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โรสามารถคอยตามความคืบหน้าของอดัมให้ได้แบบเรียลไทม์“อดัมไปที่โรงพยาบาลแล้วรึยัง?”{ไปแล้ว พร้อมกุหลาบขาว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เข้าไปหาอรอนงค์นะ}“เข้าไปคุยกับสามีใหม่ของอดีตภรรยา บางทีก็อยากรู้นะว่าในหัวอดัมนี่คิดอะไรอยู่”เซ็ทส่ายหน้าช้าๆ เมื่อลุงโชคกำลังส่งสายตาเขียวปั๊ดมาให้ เซ็ทจึงต้องหยุดสนใจโรชั่วคราว แล้วหันกลับมาสนใจบทละครในมือ“นั่นเป็นเรื่องย่อของละครที่ฉันจะให้เอ็งไปออดิชั่นคว้ามา”“ซีรีย์เรื่องยาวเรื่องแรกจากผู้กำกับชื่อดังสุดอินดี้ของเกาหลี นี่ลุงจะเล่นงี้จริง?”“ใช่สิ” โชคชัยพยักหน้าหนักแน่น ไม่รอให้เด็กตรงหน้าได้ต่อรองอะไรก็ชิงพูดต่อ “รอบคัดเลือกผ่านไปแล้ว ฉันใช้สิทธิ์ประธาน JNr ส่งเด็กในสังกัดเข้ารอบคัดจริงได้หนึ่งคน นั่นก็คือเอ็ง อีกหนึ่งสัปดาห์เตรียมบินไปออดิชั่นรอบจริงหน้ากล้องได้เลย”“เตรียมไว้ขนาดนี้คงมีพาสปอร์ตให้ใช่มั้ย?”เซ็ทนั่งไขว่ห้างพูดด้วยเสียงเอื่อยเฉื่อย ไม่ได้แสดงท่าทางสนใจโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้ามากเท่าที่ลุงโชคต้องการให้เป็น โชคชัยจึงอดจิ้ปากขัดใจไม่ได้“เออมี เอ็งเตรียมตัวให้พร้อมก็พอ” “มัดมือชกกันจริง แต่ก็เอาเถอะถ้าฝั่งนั้นไม่มีการเล่นเส้นอะไรไว้ก่อน ฉันจะคว้าบทนี้มาไว้ในมือเอง”เซ็ทพูดดักทางคนตรงหน้าไว้ก่อน วงการบันเทิงเส้นสายบางครั้งก็สำคัญมากกว่าฝีมือ ต่อให้เซ็ทแสดงละครได้เฉียบขาดมากขนาดไหน แต่ถ้ามีพวกเล่นเส้นชุบมือเปิบไปมันก็ทำอะไรไม่ได้“เหอะ พรุ่งนี้เอ็งก็เปิดเรียนแล้วสิ ฉันให้นี่เป็นของขวัญละกัน”สิ่งที่ถูกวางโครมบนโต๊ะไม้ตัวสวยคือบรรดาอุปกรณ์การเรียนของเด็กมัธยมปลายทั่วไป แต่แค่ดูผ่านๆ ก็พอรู้ราคาที่มาคู่กับคุณภาพได้ ระดับประธาน JNr ของใช้ทั่วไปพวกนี้จะเป็นแค่ปากกาแท่งห้าบาทสิบบาทได้ยังไง“ให้เยอะขนาดนี้นี่กะจะให้ใช้เรียนซักกี่ปี?”“พอให้เอ็งเรียนจบ”“ให้มาเป็นขนมกินเล่นยังจะปลื้มกว่านะ”เซ็ทว่าพลางหยิบปากกาหมึกซึมสลักชื่อสีเงินขึ้นมาควง ความแหลมของปลายปากกากับน้ำหนักกำลังพอดีมือ เหมาะจะใช้เป็นอาวุธแทงคอคนตอนฉุกเฉินมากกว่าเขียนหนังสืออีก“จะเอาขนมก็มี”ขนมถุงมากมายทั้งมีประโยชน์และไร้ประโยชน์ถูกเอาออกมาจากตู้เซฟ เซ็ทมองเข้าไปด้านในตู้อย่างรวดเร็วก็พบว่าเป็นเซฟลวงที่ไม่ได้เก็บอะไรที่สำคัญไปมากกว่าขนมและของกินเล่น“ลุงนี่เหมือนพวกตาลุงเห่อหลานเข้าโรงเรียนวันแรกเลยนะ”เซ็ทกรอกตาพลางหยิบขนมขึ้นแกะใส่ปาก“พูดมั่วๆ เอ้าไอ้นี่ก็อร่อย ลองดู”“ก็แค่หยอก ไม่ต้องตบมุก”
'คนที่รักกันจะต้องเชื่อใจกัน และไม่นอกใจกันแม้จะมีโอกาสก็ตาม'