ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 154 ป่ามืด

      “พี่เซ่าฝู่พี่ว่าพวกเราจะเข้าสำนักยุทธสวรรค์ได้หรือไม่?”

      บนหลังของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน ดวงตาสุกใสของไต้ซิงอวี่มองไปที่ตู้เซ่าฝู่เรื่องที่จะได้เข้าร่วมสำนักยุทธสวรรค์ในใจของนางเองก็ตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน

      “น่าจะได้นะ” ตู้เซ่าฝู่ค่อนข้างมั่นใจ ดูจากพรสวรรค์ของไต้ซิงอวี่อยากเข้าร่วมสำนักยุทธสวรรค์น่าจะไม่มีปัญหาอะไรส่วนตัวเขาเองก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

          “อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้เลย อยากเข้าร่วมสำนักยุทธสวรรค์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ” โอวหยังส่วงเหลือบมองตู้เซ่าฝู่ขณะพูด

      “น่าจะไม่ยากมากหรอกมั้งพี่ยังเข้าได้เลย ข้าก็น่าจะไม่มีปัญหา” ตู้เซ่าฝู่มองหน้าโอวหยังส่วงพูดน้ำเสียงเบา

      “เจ้า……” โอวหยังส่วงโมโหพร้อมกับจ้องตู้เซ่าฝู่ตาเขม็ง “ข้าบอกเจ้าไว้เลยออกจากจวนหลันหลิงแล้วไม่มีมารดาของข้าคอยช่วยเจ้าแล้ว”

          ตู้เซ่าฝู่ได้ยิน มองโอวหยังส่วงยิ้มเจื่อนๆ กล่าวว่า “พี่ต้องลืมไปแล้วแน่ๆตอนนี้ลอยอยู่กลางอากาศ และยังอยู่บนหลังของเสียวหู่ของข้าอีก”

          “โฮก!”

          อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนราวเข้าใจในสิ่งที่ตู้เซ่าฝู่คิดมันคำรามขานรับ จากนั้นมันก็สยายปีกเหินอีกตัวอยู่กลางอากาศเดี๋ยวก็พุ่งลงเดี๋ยวก็พุ่งขึ้น ทำให้ร่างของโอวหยังส่วงกับไต้ซิงอวี่เอนไปเอนมาพวกนางตกใจจนสีหน้าเปลี่ยน

      “เจ้าหนอนยักษ์เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

          “เสี่ยวเชวียนเชวียนเจ้าช้าหน่อยสิ”

          “ตู้เซ่าฝู่เดี๋ยวเจ้าโดนดีแน่!”……

          โอวหยังส่วงร้องเสียงหลงเสียงดังกังวานสนั่นท้องฟ้า ตู้เซ่าฝู่คว้าไต้ซิงอวี่ไว้ มองดูท่าทางของโอวหยังส่วงที่โมโหไฟลุกควันออกหูพร้อมกับร่างเรียวบางเว้าโค้งน่าหลงใหลส่ายเซไปมา ก็รู้สึกว่าทำแบบนี้ได้ผลมาก

      สุดท้ายโอวหยังส่วงเลยจำใจต้องประนีประนอมโอนอ่อนผ่อนตามตกลงที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับสำนักยุทธสวรรค์ให้ตู้เซ่าฝู่ฟังเพื่อจะได้ภายหลังเพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องสำนักยุทธสวรรค์อะไรสักอย่างจนทำอะไรพลาดไปอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเองก็ทำตัวสงบไม่เกเรแกล้งนางแล้ว

      เมื่อได้ยินจากที่โอวหยังส่วงเล่าตู้เซ่าฝู่จึงทราบว่าสำนักยุทธสวรรค์ไม่ธรรมดาจริงๆ บอกได้เลยว่าสำนักยุทธสวรรค์คือดินแดนสุดวิเศษสำหรับผู้ฝึกฌานในจักรวรรดิสือหลงมียอดฝีมือระดับพระกาฬที่ออกมาจากสำนักยุทธสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

      สามนตราชและเจ้าขุนมุลนายทั้งหลายในจักรวรรดิสือหลงในขณะนี้มีมากกว่าครึ่งที่เป็นศิษย์ที่มาจากสำนักยุทธสวรรค์สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดถึงตำแหน่งความสำหรับของสำนักยุทธสวรรค์ในจักรวรรดิสือหลง

      ผู้ฝึกฌานของทั้งแคว้นไม่มีใครที่ไม่อยากเข้าร่วมสำนักยุทธสวรรค์ เพียงแต่สำนักยุทธสวรรค์ก็ไม่ได้รับใครเข้ามาในสำนักง่ายๆ

      จำเป็นต้องผ่านด่านทดสอบสุดหฤโหดมีเพียงผู้ที่มีพรสวรรค์โดยรวมเพียบพร้อมจึงสามารถเข้าศึกษาในสำนักยุทธสวรรค์พรสวรรค์นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงระดับขั้นชีพจรลมปราณซึ่งหลักเกณฑ์นี้ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปจะมีถึงกัน

          ทุกครั้งที่สำนักยุทธสวรรค์รับสมัครศิษย์จะมีคนเข้าสมัครจำนวนนับไม่ถ้วนทว่าสุดท้ายคนที่ได้เข้าศึกษาในสำนักยุทธสวรรค์ กลับมีจำนวนน้อยมากคนที่สุดท้ายแล้วได้รับเลือกให้เข้าเรียนในสำนักยุทธสวรรค์ ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา

          ทายาทวงศานุวงศ์และทายาทของเจ้าขุนมุลนายทั้งหลายในจักรวรรดิสือหลงต่างถูกส่งไปฝึกวิชาที่สำนักยุทธสวรรค์กันทั้งสิ้น ทว่าแม้สำนักยุทธสวรรค์จะตั้งอยู่ในจักรวรรดิสือหลงแต่จักรพรรรดิ์หรือชนชั้นสูงชนชั้นปกครองก็ไม่อาจเข้าไปควบคุมกิจการในนั้นได้

          ดังนั้นจากบางมุมมองแล้วสำนักยุทธสวรรค์สำนักแห่งนี้ไม่ได้มีอิทธิพลอำนาจต่ำไปกว่าบรรดาราชนิกุลเลยทีเดียว

      ว่ากันว่ายอดฝีมือในสำนักยุทธสวรรค์มีจำนวนมากจนมิอาจคาดเดาได้ทั้งแคว้นไม่มีใครกล้าเข้าไปมีเรื่องกับสำนักยุทธสวรรค์

          “ไม่รู้ว่ายอดฝีมือในสำนักยุทธสวรรค์มีระดับกำลังฌานถึงขั้นไหนกัน?”

          ตู้เซ่าฝู่ได้ยินที่โอวหยังส่วงแนะนำแอบลองเดาอยู่เองในใจ

          ไม่รู้ว่าพละกำลังของยอดฝีมือของสำนักยุทธสวรรค์เมื่อเปรียบกับผู้มีอิทธิพลที่พรากมารดาของตนไปแล้วจะเป็นอย่างไรแตกต่างกันแค่ไหน

      โอวหยังส่วงตอบ “สำนักยุทธสวรรค์มียอดฝีมือจำนวนมากแค่ไหนไม่มีใครรู้หรอกทว่าอาจารย์ที่สอนในสำนักหลายคนมีฌานถึงขั้นจ้าวแห่งยุทธกันแล้วเหล่าผู้อาวุโสในนั้นยิ่งแข็งแกร่งเข้าไปอีก”

          “สมกับเป็นสำนักยุทธสวรรค์” ตู้เซ่าฝู่อุทานออกมาอย่างตื่นเต้นทำให้เขายิ่งรู้สึกตั้งตารอคอยที่จะไปถึงสำนักยุทธสวรรค์ขึ้นไปอีก

      เดินทางจากเมืองหลันหลิงไปสำนักยุทธสวรรค์ที่เป็นเป้าหมายระยะทางถือว่าไกลโพ้น ความเร็วในการเหาะของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนรวดเร็วมากทว่าก็ไม่สามารถบินเหินไปเช่นนั้นได้ทั้งวันทั้งคืน มันเองก็จำเป็นต้องพักผ่อนบ้าง

      ในช่วงหนึ่งวัน กลางวันอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนจะพักหนึ่งครั้งและเมื่อถึงยามโพล้เพล้อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนจะแวะลงมาพักที่ยอดเขายอดหนึ่งเพื่อทำการพักผ่อนอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่สอง

      บนยอดเขา ตู้เซ่าฝู่มองไปบริเวณรอบๆจากนั้นบอกกับโอวหยังส่วงและไต้ซิงอวี่สองคนนั้นว่า “วันนี้พวกเราพักผ่อนกันที่นี่เถิด พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางใหม่”

          โอวหยังส่วงยืดแขนบิดขี้เกียจนางเอนตัวยืดเห็นทรวดทรงโค้งนูนที่น่าหลงใหล จากนั้นกล่าวว่า “นึกไม่ถึงว่าความเร็วของอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนจะเร็วขนาดนี้ หากไปด้วยความเร็วเช่นนี้เรื่อยๆพวกเราพักกันคืนนี้ พรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้า พอถึงช่วงเย็นก็น่าจะถึงป่ามืดแล้ว”

          “ข้าเริ่มหิวนิดหน่อยแล้ว”

          ไต้ซิงอวี่ลูบท้อง แม้นางจะเป็นนักเวทยันต์ทว่าไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน ก็รู้สึกในท้องน้ำย่อยเริ่มร้องโครกๆ และหิวบ้างแล้ว

      “วางใจเถิดเดี๋ยวก็มีของกินแล้ว”

          ตู้เซ่าฝู่ตบบ่าไต้ซิงอวี่ จากนั้นบอกกับอสูรราชาพยัคฆ์กิเลน“เสียวหู่ ข้ารบกวนเจ้าอีกหน่อย ช่วยข้าหาของกินหน่อยสิ”

          “โฮก!”

          อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนร้องขานตอบรับเบาๆจากนั้นกระโดดและบินเหินลงไปจากยอดเขา

      จากนั้นตู้เซ่าฝู่ก็เริ่มยุ่งของเขาเองอยู่บนยอดเขาโอวหยังส่วงกับไต้ซิงอวี่มองด้วยแววตาประหลาดใจเขาเดินเข้าไปในป่าและแบกของฟืนแห้งมากองใหญ่ จากนั้นก็ใช้ก้อนหินมาสุมวางในลักษณะคล้ายเตาเพลิงจากนั้นสุดท้ายก็นำสมุนไพรเครื่องหอมเครื่องปรุงหยิบออกมาจากถุงหยินหยาง

      “โฮก!”

          ขณะนี้เองอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนก็กลับมาอีกครั้งในปากที่มีเขี้ยวคมคาบซากของสิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อย มีกระต่ายป่าหนึ่งตัวไก่ป่าสองตัว แม้จะไม่ใช่สัตว์อสูร ทว่าขนาดของกระต่ายป่ากับไก่ป่าก็ใหญ่มาก

      “โถ กระต่ายน้อยน่ารัก เสี่ยวเชวียนเชวียนเจ้าใจร้ายที่สุดเลย”

          เมื่อเห็นว่าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนฆ่ากระต่ายป่า ไต้ซิงอวี่ก็อดกลั้นไม่ไหวที่จะโวยวายเพียงแต่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนไม่สนใจไต้ซิงอวี่ รีบหมอบพักข้างๆ ทันที

      ตู้เซ่าฝู่เริ่มทำการนำไก่ป่าและกระต่ายป่ามาปรุงให้สุกพร้อมรับประทานเริ่มจากการถอนขน นำเครื่องหอมมาห่อจากนั้นก็นำร่างไร้วิญญาณของพวกมันมาวางบนกองเพลิงที่ก่อ

      ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ตู้เซ่าฝู่ก็ปิ้งกระต่ายป่าหนึ่งตัวและไก่ป่าอวบเนื้อแน่นสองตัวจนเนื้อกรอบนอกนุ่มใจกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว

      “หอมจังเลย”

          ไต้ซิงอวี่เสียใจแทนกระต่ายป่าตัวนั้นเพียงครึ่งชั่วยามแรกขณะนี้แววตาจับจ้องไปที่เนื้อกระต่ายตาไม่กะพริบ น้ำลายเริ่มสออยากที่จะลิ้มรสชาติของมัน

      ดวงตากลมโตของโอวหยังส่วงมองอย่างประหลาดใจนางคิดไม่ถึงว่าตู้เซ่าฝู่จะมีฝีมือทำอาหารที่ดีถึงเพียงนี้

      ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสมบูรณ์หลายวันมานี้นางไม่ได้กินก็ไม่มีผลอะไรทว่าเมื่อได้กลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายหกที่ฟุ้งอยู่ในตอนนี้ท้องของนางดันเริ่มร้องโครกๆ ขึ้นมา

          “เริ่มกินได้”

          ขณะที่กลิ่นหอมของเนื้อย่างฟุ้งจนอดไม่ไหว ตู้เซ่าฝู่ก็เก็บแขนเสื้อและเริ่มรับประทานอย่างไม่เกรงใจ

      “อร่อยจังเป็นเนื้อที่อร่อยที่สุดที่ข้าเคยกินเลย”

          ไต้ซิงอวี่ก็ไม่เกรงใจราวกับว่ายังรู้สึกผิดกับกระต่ายอยู่เล็กน้อย จึงเลือกหยิบน่องไก่มาทานก่อนเมื่อกัดได้รสสัมผัสในปาก ก็กินไปชมไปไม่หยุด

      โอวหยังส่วงลังเลสักครู่สุดท้ายก็ทนกลิ่นหอมฟุ้งนั่นไม่ไหว เริ่มหยิบขากระต่ายมากัดกิน

      อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนไม่ได้หิวอะไรและเนื้อเล็กน้อยแค่นี้ไม่พอให้มันกินอยู่แล้ว ทว่ากลิ่นหอมน่าทานขนาดนี้ มันเองก็อดใจไม่ไหวได้ลิ้มรสบ้างก็ดีต่อใจ

      เพียงแต่พอกินจนตอนท้าย ตู้เซ่าฝู่กับอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนต่างก็มองภาพที่เห็นอย่างตะลึงตาค้างพวกเขาเห็นว่าโอวหยังส่วงกับไต้ซิงอวี่สองคนนี้ ทำท่าราวกับกลัวจะมีคนมาแย่งกินต่างเลือกเนื้อก้อนโตมากำไว้ในมือกินอย่างเอร็ดอร่อย

      ไต้ซิงอวี่ก็เริ่มสนแล้วว่าที่กินจะเป็นเนื้อไก่ป่าหรือกระต่ายป่าเนื้อกระต่ายก็อร่อยรสชาติดีกลมกล่อมเช่นกัน

          กระต่ายป่าหนึ่งตัว ไก่ป่าสองตัวสุดท้ายก็เหลือแค่เพียงซากกระดูก ตู้เซ่าฝู่กับอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนรวมกันยังกินได้ไม่ถึงหนึ่งในสาม

          ผู้ชายหนึ่งคนอสูรเสือหนึ่งตัวยังแย่งสู้ผู้หญิงตัวเล็กๆสองคนไม่ได้ ทำได้เพียงมองดูสองสาวเขมือบกินเนื้ออย่างเอร็ดอร่อยตาปริบๆสุดท้ายกินเสร็จต่างก็แย่งย้ายไปนั่งคุกเข่าทำสมาธิบำเพ็ญเพียร

      “ผู้หญิงร้ายดั่งเสือจริงๆ” ตู้เซ่าฝู่อุทาน อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเองก็รู้สึกเซ็ง สุดท้ายก็ไปหมอบหลับอยู่บริเวณข้างๆ

          ท้องฟ้าเริ่มเขาสู่ห้วงความมืดมิดแล้วห้วงนภามีจันทราลอยเปล่งแสงส่องแสงขาวนวลบางๆ ให้แก่เทือกเขา

      ตู้เซ่าฝู่หาแท่นหินที่เหมาะสมมานั่งทำสมาธิเขาจ้องมองไปที่ดวงจันทร์บนฟ้า จากนั้นตาสองข้างก็เริ่มปิดลงจากนั้นเริ่มทำการทบทวนและฝึกกระบวนวิชาลับวิชาแรก

      ไม่ว่าจะเป็นการฝึกพลังจิตหรือว่าพลังปราณในการสกัดยาก็ต้องยืนหยัดขอเพียงตู้เซ่าฝู่มีเวลา เขาก็จะฝึกกระบวนวิชาลับวิชาแรกไปเรือยๆ เช่นกัน

          ต้องเข้าใจและบรรลุเนื้อหากระบวนวิชาลับวิชาแรกเสร็จก่อนจึงจะใช้ได้อย่างสมบูรณ์ดังนั้นตู้เซ่าฝู่ให้ความสำคัญกับกระบวนวิชาลับวิชาแรกเป็นพิเศษ

      กระบวนวิชาลับวิชาแรกมีเนื้อหาที่หลากหลายพลิกแพลงได้มากทั้งยังมีพลังที่น่าอัศจรรย์ แต่มาถึงขนาดนี้แล้วตู้เซ่าฝู่ก็ยังห่างจากคำว่าบรรลุและเข้าใจได้อย่างถ่องแท้มาก

      เช้าวันต่อมาท้องฟ้ายามเช้าเริ่มสาดแสงอ่อนๆ น่าหลงใหลพระอาทิตย์ขึ้นส่องรัศมีแสงที่สดใสสาดลงมายังยอดเขาในหมู่เทือกเขา

      ตู้เซ่าฝู่หยุดฝึกวิชาสองตาเปิดออก ดวงตาเป็นประกายจ้องมองไปยังท้องฟ้าสีเหลืองอ่อนจากแสงแรกเมื่อตะวันขึ้นสู่ห้องนภา แสงตะวันทำให้สรรพสิ่งเกิดเงามันมีพลังแสงยิ่งใหญ่เหมือนกับสร้างลำแสงเป็นร้อยๆ เส้นสาดลงมาจากฟ้า

      “ฟู่!”

          ตู้เซ่าฝู่ยืดแขนบิดขี้เกียจสูดลมหายใจอย่างสดชื่นยามเช้าตรู่ เขารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าทั้งตัวรู้สึกมีพลังเต็มเปี่ยม

      ไต้ซิงอวี่และโอวหยังส่วงสองคนเริ่มหยุดทำสมาธิบำเพ็ญเพียรพวกนางสองคนเองก็รู้สึกสดชื่นมีแรงมากขึ้น

      “โฮก!”

          หลังจากนั้นอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเริ่มกระพือปีกออกเดินทางบินไปทิศทางสำนักยุทธสวรรค์

          ในเวลาหนึ่งวัน อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนจะหยุดพักระหว่างทางหนึ่งครั้งเช่นเคยพอถึงยามโพล้เพล้ ก็มองเห็นป่าทึบที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาอยู่ด้านหน้า

      โอวหยังส่วงเมื่อมองเห็นป่าอันกว้างใหญ่ด้านหน้าก็แสดงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นคิ้วขมวดเล็กน้อย กล่าวว่า “ด้านหน้าก็คือป่ามืดแล้วพวกเรานั่งอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเดินทางไม่ได้แล้ว ต้องเดินทางด้วยการเดินเท้า”