บรรยากาศชั้นล่างของ 'โรงเตี๊ยมเหรียญทอง' ยังคงขวักไขว่ไปด้วยเหล่านักเดินทางและนักล่าอสูร
ที่พากันมาดื่มกินเพื่อลืมความโหดร้ายของโลกภายนอก
กลิ่นอาหารรสจัดจ้านโชยมาจากครัวทำให้อคินรู้สึก ‘หิว’ ขึ้นมาอย่างประหลาด
ทั้งที่ร่างกายวิญญาณของเขาไม่จำเป็นต้องรับสารอาหารเหมือนคนทั่วไป
“อ้าว... พ่ออัศวินชุดขาว ตื่นแล้วเรอะ!”
เสียงทุ้มแหบแต่เปี่ยมด้วยอำนาจของ ป้าเม้ย เจ้าของโรงเตี๊ยมดังขึ้นขณะที่นางกำลังเช็ดแก้วอยู่ที่เคาน์เตอร์ไม้
อคินเดินเข้าไปหาพร้อมโบ้ที่เดินตามหลังมาติดๆ
“ป้าครับ... เมื่อคืนผมเจอดีเข้าให้แล้ว พวกนักฆ่ากลุ่มใหญ่ดักโจมตีผมที่โกดังร้าง แถมยังมีกับดักเวทมนตร์แปลกๆ ด้วย”
ป้าเม้ยหยุดมือที่กำลังเช็ดแก้ว แววตาของนางไหววูบไปชั่วครู่หนึ่ง
“พวกหมาหมู่ล่ะสิ... สันติบาลเขาก็ออกประกาศว่าดึกอย่าออกไปข้างนอก เพราะกำลังตรวจตราในเมืองมีน้อย”
ป้าเม้ยโน้มตัวลงมาหาอคินพลางลดเสียงต่ำ
“ฟังนะพ่ออคิน... ข้างนอกนั่นป้าคุ้มครองเอ็งไม่ได้ แต่ในเขตกำแพงไม้ของโรงเตี๊ยมเหรียญทองเนี่ย ป้ามีสกิล [กรรมสิทธิ์ที่ดิน] ตราบใดที่ข้าไม่เปิดประตูให้ ใครหน้าไหนก็เข้ามาทำอันตรายแขกของข้าไม่ได้ โดยเฉพาะชั้นสอง... ถ้าข้าไม่อนุญาต ต่อให้เป็นเลเวล 100 ก็ก้าวขึ้นบันไดไม่ได้แม้แต่ขั้นเดียว”
อคินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความทึ่ง
“สกิลสายปกป้องบ้านงั้นเหรอครับ? มิน่าล่ะ พวกนักฆ่าถึงไม่กล้าตามมาถึงที่นี่”
“เออ! เพราะงั้นคืนนี้เอ็งก็นอนตีพุงไปเถอะ พักให้พอก่อนจะไปลุยต่อ”
ป้าเม้ยตัดบท
“จะกินอะไรล่ะวันนี้? เห็นหน้าตาซีดๆ เหมือนคนขาดเลือด”
“ขอเป็น ปลานึ่งสมุนไพร ครับป้า... ขอแบบที่ก้างน้อยๆ เนื้อนุ่มๆ นะครับ ผมจะเอาขึ้นไปฝากบัวลอยด้วย ยายนั่นปรุงยาจนหมดแรงสลบไปแล้ว อ้อแล้วก็ขอเนื้ออร์คย่างสำหรับโบ้ด้วยครับ”
ป้าเม้ยหัวเราะร่วน
“ห่วงหมาแมวมากกว่าตัวเองอีกนะเอ็ง รอประเดี๋ยว!”
...
ไม่นานนัก อคินก็นั่งจัดการปลานึ่งในส่วนของเขาจนหมด แม้เขาจะรู้สึกว่ารสชาติมันจางๆ ไปบ้าง
เขาถือจานปลานึ่งที่คัดสรรเนื้อส่วนที่นุ่มที่สุด และเนื้ออรืคย่างชิ้นโตเดินกลับขึ้นไปยังชั้นสอง
เมื่อก้าวพ้นบันได เขาเห็นประกายแสงสีทองจางๆ เคลือบอยู่ที่พื้นไม้... สกิลของป้าเม้ยทำงานอยู่จริงๆ
อคินเปิดประตูห้องพักเบาๆ บัวลอยยังคงนอนขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ท่ามกลางขวดยา
อคินวางจานปลานึ่งลงข้างๆ จมูกสีชมพูของแมวสามสีเริ่มกระดิกยิกๆ ก่อนที่มันจะปรือตาขึ้นมองปลาเนื้อขาวส่งกลิ่นหอมฉุย
และวางจานเนื้ออร์คให้กับโบ้
“กินซะบัวลอย... คืนนี้ฉันจะอยู่เฝ้าห้องเอง”
อคินยิ้มพลางนั่งลงข้างๆ กองอาวุธขยะที่เขาคัดแยกไว้
มือหนึ่งหยิบหินลับมีดขึ้นมาขัดถูดาบเหล็กในความมืด
โดยมีเสียง ‘เมี๊ยว’ ขอบคุณแผ่วเบาและเสียงเคี้ยวปลาของบัวลอยเป็นเพื่อนร่วมราตรี
ตลอดทั้งคืนนั้น ห้องพักที่เคยเงียบเหงาถูกเปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตอาวุธขนาดย่อม อ
คินในชุดเชิ้ตออฟฟิศสีขาวนั่งขัดคมดาบที่ขอบร้าวอย่างใจเย็น
ในขณะที่โบ้ช่วยคาบถุงสมุนไพรส่งให้บัวลอยที่ละเมอขึ้นมาปรุงยาเป็นพักๆ
แสงตะเกียงในห้องวูบไหวสะท้อนกับคมอาวุธที่กำลังถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่
คืนนี้ไม่มีการนองเลือด... มีเพียงความพยายามของหนึ่งคนและสองสัตว์
ที่จะดิ้นรนให้รอดพ้นจากเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาในโลกที่ดับสลายใบนี้
[21 มิถุนายน | 19:15 น.]
ณ ตรอกด้านหลังโกดังร้าง เมืองปราจีนบุรี
ท่ามกลางความมืดมิดที่ดำดิ่งราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร
เสียง ‘ติ๊ง’ ที่กังวานลึกเข้าไปในโสตประสาทของอคินไม่ใช่เพียงเสียงแจ้งเตือน
แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่ปลุกวิญญาณให้กระชากกลับคืนสู่เปลือกนอก
อคินสะดุ้งเฮือก เปลือกตาเปิดโพลง ร่างกายดีดตัวขึ้นตามสัญชาตญาณอัศวินที่ถูกปลูกฝัง
ทว่าสิ่งแรกที่ปะทะกับความรู้สึกไม่ใช่เพดานไม้โอ๊คอันอบอุ่นของโรงเตี๊ยมเหรียญทอง
หรือกลิ่นอายสมุนไพรจากครัวของป้าเม้ย
แต่มันคือสัมผัสหยาบกระด้างและเย็นเยียบของพื้นคอนกรีตที่ชื้นแฉะ
กลิ่นสนิมเข้มข้นผสมกับกลิ่นขยะเน่าเหม็นรุมล้อมประสาทสัมผัสของเขาในทันที
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]
[ขณะนี้เวลา 19:15 น. ของวันที่ 21 มิถุนายน]
เขาพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่โลกตรงหน้ากลับหมุนคว้าง สายตาพร่าเลือนกวาดมองไปรอบๆ
ผนังโกดังเก่าที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและคราบตะไคร่น้ำยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ที่นี่ไม่ใช่ห้องพักที่เขาลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา แต่มันคือซอกตึกอับชื้นที่ห่างไกลจากความปลอดภัยหลายกิโลเมตร
“ที่นี่... มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
อคินพึมพำ เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ เขาสำรวจตัวเองแล้วต้องชะงัก
เมื่อพบว่าเกราะคู่กายหายไป เหลือเพียงชุดพนักงานออฟฟิศสีขาวที่ยับย่นและเปื้อนคราบน้ำครำ
เขานึกย้อนไปถึงความทรงจำสุดท้าย
เตียงนุ่มๆ และป้าเม้ยที่ยืนยันหนักแน่นด้วยความภูมิใจว่า
‘ระบบป้องกันของที่นี่ดีที่สุดในปราจีนบุรี ถ้าไม่มีตราอนุญาต ต่อให้เป็นแมลงสาบก็มุดเข้าห้องแขกไม่ได้ แล้วฉันออกมานอนท่ามกลางกองขยะนี่ได้ยังไง?'
ความสับสนถาโถมเข้าใส่จนเขารู้สึกปวดหนึบที่ขมับ แต่ที่ประหลาดกว่านั้นคือความรู้สึก ‘ล้า’ ที่แผ่ซ่านไปทั่วกล้ามเนื้อ
ราวกับว่าในช่วงเวลาที่เขาคิดว่าตนเองกำลังหลับลึก ร่างกายนี้กลับไปตรากตรำทำงานหนักมาทั้งวัน
[...อ่า... ยินดีต้อนรับกลับมา อคิน...]
หน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่มันกลับสั่นไหวระริกดูไม่มั่นคงเหมือนทุกครั้ง
ตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นดูเหมือนจะลังเลและพิมพ์ผิดๆ ถูกๆ ก่อนจะถูกลบและแสดงผลใหม่
[ขอโทษที... คือ... พอดีข้าตั้งค่าพิกัดจุดวาร์ป... ผิดพลาดนิดหน่อยน่ะ ใช่! มันเป็นบั๊กของระบบน่ะ อย่าไปใส่ใจเลย!]
อคินขมวดคิ้วจ้องมองข้อความนั้น “ตั้งค่าผิด? นายวาร์ปฉันออกมาจากห้องตอนที่ฉันหลับเนี่ยนะ?
แล้วทำไมฉันถึงรู้สึกเพลียเหมือนไปวิ่งมาราธอนมาทั้งวันแบบนี้ล่ะระบบ”
[...นั่นเป็นผลข้างเคียงของ... ของการอัปเดตซอฟต์แวร์น่ะ! เจ้าอย่าถามมากเลย รีบเช็กอาวุธเถอะ คืนนี้ดูเหมือนจะมีงานหนักรออยู่นะ]
คำตอบที่ดูอ้ำอึ้งและปัดสอยนั้นทำให้อคินยิ่งสงสัยลึกเข้าไปในใจ
แต่ในโลกที่ล่มสลายและถูกปกครองด้วยกฎของ ‘ระบบ’ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากถอนหายใจและยอมรับมัน
“ขอบใจนะที่ช่วยดึงสติฉันกลับมา... ถ้าไม่มีนาย ฉันคงหลับยาวจนมอนสเตอร์คาบไปกินแน่ๆ”
ทันใดนั้น แสงไฟฉายพลังเวทสีขาวจ้าก็สาดเข้ามาที่ใบหน้าของเขาอย่างกะทันหัน
อคินยกหลังมือขึ้นป้องตา
แสงนั้นสว่างจัดจนเขาเห็นเงาของตัวเองทอดเหยียดไปบนผนังคอนกรีต...
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง อคินเห็นเงาของอัศวินร่างสูงกลับบิดเบี้ยว
มันโก้งโค้งและขยายกรงเล็บแหลมคมออกมาดูคล้ายกับร่างของสัตว์สี่เท้าที่กำลังขู่ฟ่อ
ก่อนจะกระตุกกลับมาเป็นเงาร่างมนุษย์ปกติในพริบตาเดียวจนเขาคิดว่าตาฝาดไปเอง
“มาดูผลงานของตัวเองงั้นเหรอ? อคิน”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าคอมแบทดังกระทบพื้นคอนกรีตที่เปียกชื้น
สัตยา หัวหน้าแคลนนักล่าแห่งพงไพร ก้าวออกมาจากเงามืด
แสงไฟฉายในมือเขาสั่นระริกสะท้อนถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ด้านหลังของเขามีนักรบในชุดเกราะครบมือยืนคุมเชิงอยู่
บรรยากาศรอบกายพลันตึงเครียดจนพลังเวทในอากาศบิดเบี้ยวเป็นม่านจางๆ
สัตยาชี้แสงไฟไปที่กำแพงด้านหลังอคิน
รอยกรงเล็บห้าแฉกขนาดยักษ์ฝังลึกเข้าไปในคอนกรีตจนเห็นเหล็กเส้นบิดงอราวกับถูกฉีกด้วยเครื่องจักรสังหาร
“รอยนี่... มันไม่ใช่พลังของมนุษย์คนไหนในเมืองนี้ อคิน ข้ารู้ว่าเจ้าปะทะกับพวกมืออสรพิษเมื่อคืน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนกลางวัน... มันคือการสังหารหมู่”
อคินหันไปมองตามแสงไฟฉาย และภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
ซากศพของเหล่านักฆ่าในชุดคลุมสีดำกองรวมกันเป็นพะเนิน บาดแผลบนร่างเหล่านั้นดูสยดสยอง
ราวกับถูกสัตว์ยักษ์ที่เปี่ยมไปด้วยโทสะฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนเขาต้องยกมือปิดจมูก
“ผม... ผมไม่รู้เรื่อง”
อคินตอบเสียงแผ่ว ความงุนงงเริ่มเกาะกุมจิตใจ
“ผมเพิ่งตื่น... ระบบเพิ่งเชื่อมต่อสติผมเมื่อครู่นี้เอง”
“โกหก!”
สัตยาตะคอก เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความผิดหวังปนความกลัว
“ร่องรอยพลังเวทในที่เกิดเหตุมีกลิ่นอาย 'ธาตุมืด' ผสมกับกลิ่นอายพลังเวทของเจ้า... เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? เป็นศาลเตี้ยที่ตัดสินความตายของใครก็ได้โดยไม่ต้องผ่านกฎระเบียบของสภาเมืองงั้นหรือ?”
แต่จู่ๆ เสียงนิ่งสงบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“เขาไม่ผิด”
อคินหันไปมองต้นเสียง และพบกับ 'มามาเลด' ในชุดเกราะอ่อนสีทองที่สะท้อนแสงไฟฉายวาววับ
แมวส้มตัวนั้นยืนอยู่บนคานไม้เก่าๆ เหนือหัว แววตาของมันดูเคร่งเครียดและแสดงท่าทีปกป้องอย่างชัดเจน
ข้างๆ กันนั้นคือ 'บัวลอย' และ 'โบ้' ที่สภาพดูเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด ขนของพวกมันมีคราบเลือดและเศษดินติดอยู่
สัตยาก้าวเข้ามาประชิดตัวอคิน มือหนากระชากคอเสื้อชุดพนักงานออฟฟิศของเขาเข้าหาตัว
อคินมองเห็นเส้นเลือดที่ขมับของสัตยาเต้นตุบตามแรงโกรธ มองเห็นหยดเหงื่อที่ไหลผ่านหัวคิ้วของอีกฝ่าย...
“การกระทำของเจ้ามันคือการตัดตอนข้อมูล!”
สัตยาแผดเสียงใส่หน้าเขา
“เรากำลังสืบหาต้นตอใหญ่ของเครือข่ายค้าทาส ข้อมูลที่มันควรจะคายออกมาหายไปพร้อมกับความสะใจของพวกเจ้า! เจ้ารู้ไหมว่าการทำตัวเป็นเพชฌฆาตแบบนี้มันทำให้รอยร้าวระหว่างมนุษย์และพวกสัตว์มันลึกขึ้นแค่ไหน!”
อคินมองมือที่สั่นเทาของสัตยา แล้วมองลึกลงไปในดวงตาของหัวหน้านักล่า
เขาไม่ได้เห็นแค่ความโกรธ...
แต่เห็น ‘ความกลัว’ มนุษย์กำลังหวาดกลัวในสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ และตอนนี้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนั้นไปเสียแล้ว
“ผมไม่ได้ทำ...”
อคินพูดซ้ำ ประโยคเดิมแต่ความรู้สึกเริ่มสั่นคลอน
‘หรือว่า... ในตอนที่ฉันหลับ พวกแมวจะจัดการแทนฉัน? แต่ระบบบอกว่ามันคือบั๊ก...’
ความสงสัยเริ่มก่อตัวเป็นพายุในใจ
[อย่าหวั่นไหวอคิน... เจ้าคืออัศวินผู้พิทักษ์ ความยุติธรรมบางครั้งก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความโหดร้าย...]
หน้าต่างระบบแจ้งเตือนราวกับพยายามปลอบประโลม
สัตยาปล่อยมือและถอยออกมาพลางลดไฟฉายลงอย่างหมดแรง
“เจ้าคืออัศวิน อคิน อัศวินต้องมีเกียรติและเคารพกฎเกณฑ์ ไม่ใช่ทำตัวเป็นเพชฌฆาตในคราบฮีโร่”
อคินยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางคำตราหน้า จิตวิญญาณอัศวินในตัวบีบให้เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อพิสูจน์ความจริง
เขาเดินตรงไปที่ซากศพเหล่านั้น ก้มลงสำรวจบาดแผลอย่างละเอียด
บาดแผลที่คอถูกฉีกขาดด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร มันดูคล้ายกรงเล็บ
แต่กลับเปี่ยมด้วยพลังเวทธาตุมืดที่คุ้นเคยอย่างประหลาด...
มันเหมือนสกิล [กรงเล็บฉีกกระชาก] ของพวกแมวที่ถูกดัดแปลงไปผสานกับการเคลือบธาตุมืด
เขาลองเอามือทาบรอยเล็บยักษ์บนกำแพง จังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสคอนกรีตที่บิดเบี้ยว
พลังเวทในร่างของอคินพลันสั่นสะพัดตอบรับร่องรอยนั้นทันที ราวกับมันคือรอยเท้าของเขาเองที่ทิ้งไว้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“เลิกหาหลักฐานที่ไม่มีอยู่จริงเถอะ อคิน”
เสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากเงามืดด้านหลังโกดัง
ศรีนิล แมวดำผู้สง่างามเดินออกมาจากประตูมิติเงา ท่วงท่าของมันเปี่ยมไปด้วยอำนาจ
ตามมาด้วยปลาเผาที่กระโดดลงจากคานไม้ ทั้งคู่ไม่ได้มาในฐานะสัตว์เลี้ยงที่น่าเอ็นดู
แต่มาในฐานะ 'ขุนพล' ที่แผ่ไอสังหารออกมาจนเหล่านักล่าต้องกระชับอาวุธด้วยความลนลาน