หลังจากที่ ฉินหลิวซี และ จ้าวอี้หมิง ได้ร่วมกันกำจัด ปีศาจราคะ ที่รวมร่างกับ ฟารุค ลงได้อย่างเด็ดขาด ความสงบสุขก็กลับคืนสู่แผ่นดินอีกครั้ง แต่สิ่งที่ยังคงอยู่และแพร่สะพัดไปทั่วทุกหัวระแหงราวกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำในฤดูแล้ง คือชื่อเสียงอันเลื่องลือของทั้งสองผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสาว พลังปราณที่แข็งแกร่งและบริสุทธิ์ของพวกเขาเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชาวยุทธ์และชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉินหลิวซี ผู้เป็นเจ้าของ กายหยินสวรรค์หยางล้อม ซึ่งเป็นกายที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี
การต่อสู้ครั้งนั้นมิใช่เพียงการปราบปีศาจ แต่เป็นบทพิสูจน์ถึง วิถีแห่งสายกลาง ที่ฉินหลิวซีเลือกเดิน นางไม่ได้หลีกหนีโลกีย์หรือปฏิเสธกิเลส แต่ใช้พลังอันบริสุทธิ์ของตนเองเพื่อปกป้องและช่วยเหลือผู้คนอย่างแท้จริง พลังหยินสวรรค์ของนางที่ได้รับการหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างจากพลังหยางบริสุทธิ์ของจ้าวอี้หมิงได้เปล่งประกายเจิดจ้าเหนือกว่าพลังชั่วร้ายใดๆ ข่าวคราวของนางถูกเล่าขานจากปากต่อปาก จากเมืองสู่เมือง จนกระทั่งกลายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต
เมื่ออาจารย์ของพวกเขาฟื้นคืนพลังอย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งสองก็ตัดสินใจแยกทางกันชั่วคราวตามที่ได้ตกลงไว้ก่อนหน้านี้ จ้าวอี้หมิง ผู้มี กายเต๋า ที่บริสุทธิ์ ยังคงต้องมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรเพื่อยกระดับตบะของตนเองต่อไปในสถานที่อันสงบเงียบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงผ่านขีดจำกัดที่สูงขึ้น ในขณะที่ ฉินหลิวซี มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของราชวงศ์ฮั่น ด้วยภารกิจที่นางตั้งใจไว้ นั่นคือการใช้ความรู้และพลังปราณของตนช่วยเหลือผู้ยากไร้และผู้ที่ถูกรังแกตามหลักการของเต๋าที่ว่าด้วยการ ช่วยเหลือสรรพสัตว์
การแยกจากกันเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความผูกพันที่ลึกซึ้งจากการ หลอมรวมแห่งหยินหยาง ที่ผ่านมา ทั้งสองไม่จำเป็นต้องกล่าวคำอำลามากมาย เพราะพวกเขารู้ดีว่า พลังปราณ ของพวกเขาได้เชื่อมโยงกันอย่างไม่มีวันแยกจากกันได้แล้ว ความรู้สึกที่ผูกพันกันนั้นลึกซึ้งกว่าคำพูดใดๆ เป็นความเข้าใจในแก่นแท้ของกันและกันที่เกิดจากการรวมเป็นหนึ่งเดียวทั้งกายและจิตวิ
สอง
การเดินทางสู่เมืองหลวงของฉินหลิวซีเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ทว่ากลับดึงดูดสายตาของผู้คนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นางยังคงสวม อาภรณ์นักพรตหญิงสีขาวบริสุทธิ์ ที่ดูเรียบง่าย แต่ภายใต้ชุดคลุมนั้น นางไม่ได้สวมใส่ชุดชั้นในใดๆ ตามธรรมเนียมของสำนักเต๋า การแต่งกายเช่นนี้ประกอบกับ กายหยินสวรรค์ ที่ได้รับการหล่อหลอมใหม่จากการ หลอมรวมหยินหยาง และการชำระล้างพลังหยินนรก ทำให้รูปร่างของนางเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ ส่วนสัดที่เคยเรียวบางกลับอวบอิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหน้าอกที่เต่งตึงและสะโพกที่ผายกว้างขึ้นจนชุดคลุมนักพรตที่หลวมโคร่งยังไม่อาจปกปิดเค้าโครงที่เย้ายวนได้หมดสิ้น ทุกย่างก้าวของนางจึงเต็มไปด้วยเสน่ห์ทางกามารมณ์ที่รุนแรงและบริสุทธิ์ในเวลาเดียวกัน ดวงตาของนางยังคงเปล่งประกายด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ แต่แฝงไว้ด้วยพลังปราณที่ไม่อาจปกปิดได้
เมื่อนางก้าวเข้าสู่เมืองหลวง นครที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความโอ่อ่าของราชวงศ์ฮั่น ผู้คนในตลาดและตามท้องถนนต่างหยุดชะงักและจ้องมองนางด้วยสายตาที่หลากหลาย ทั้งความตะลึงงัน ความปรารถนา และความเคารพในพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง การปรากฏตัวของนางเป็นจุดเด่นที่สว่างวาบท่ามกลางฝูงชน ราวกับ ดอกบัวที่ผุดขึ้นจากโคลนตม ที่งดงามและเย้ายวนจนผู้คนต้องเหลียวหลังมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระหว่างทาง นางได้ใช้พลังของตนเองช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยแล้ง รักษาผู้ป่วยที่หมอหลวงหมดหนทาง และชี้แนะแนวทางแห่งเต๋าให้กับผู้ที่หลงทาง ความเมตตาและพลังอันน่าอัศจรรย์ของนางทำให้ผู้คนต่างก้มกราบด้วยความเคารพ
เมื่อเดินทางถึง เมืองหลวง นครที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความโอ่อ่าของราชวงศ์ฮั่น ฉินหลิวซีก็เริ่มภารกิจช่วยเหลือผู้คนทันที นางไม่ได้มุ่งหน้าไปยังวัดวาอารามหรือสำนักเต๋าใหญ่ แต่เลือกที่จะเข้าไปในย่านชุมชนแออัด ที่ซึ่งความทุกข์ยากและความอยุติธรรมซ่อนตัวอยู่ นางใช้พลังปราณในการชำระล้างพลังชั่วร้ายที่สะสมอยู่ในตรอกซอกซอย และใช้ความรู้ด้านสมุนไพรและวิชาแพทย์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับคนยากจน ข่าวคราวความสามารถของนางไปถึงหูของ ฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์ฮั่นในเวลาอันรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง นักบวชจากชมพูทวีปกลุ่มหนึ่งที่ฉินหลิวซีเคยพบระหว่างการเดินทาง ก็ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงเพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธ นักบวชเหล่านี้เป็นผู้มีตบะสูงส่งและมีความรู้ลึกซึ้งในหลักธรรม พวกเขาได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้และทูลเสนอต่อพระองค์ว่า ฉินหลิวซี คือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดในการ ชำระล้าง และ หล่อเลี้ยง พลังปราณของเชื้อพระวงศ์
“ฝ่าบาท” นักบวชอาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สงบ “พลังหยินของสตรีผู้นี้บริสุทธิ์ยิ่งนัก นางคือภาชนะแห่งเต๋าที่สมบูรณ์แบบที่สุด พลังของนางสามารถปรับสมดุลพลังหยางที่ล้นเกินในวังหลวง และช่วยให้เชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจที่สงบสุขได้”
ฮ่องเต้ทรงรับฟังด้วยความสนพระทัยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงตระหนักดีว่าวังหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายและพลังชั่วร้ายที่มองไม่เห็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอำนาจของราชวงศ์ พระองค์จึงมีรับสั่งให้ฉินหลิวซีเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมกับให้นาง สนทนาธรรม กับนักบวชอินเดียต่อหน้าเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ เพื่อพิสูจน์ความสามารถของนาง
สาม
ท้องพระโรงเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างจับจ้องมาที่ฉินหลิวซีด้วยสายตาที่หลากหลาย ทั้งความสงสัย ความอิจฉา และความอยากรู้อยากเห็น ฉินหลิวซี ปรากฏตัวในชุดนักพรตหญิงสีขาวบริสุทธิ์ นางดูอ่อนเยาว์และอ่อนต่อโลก แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความสงบและพลังปราณที่ไม่อาจประเมินค่าได้
“ราชครูฉิน พลังปราณของเจ้าบริสุทธิ์ยิ่งนัก” ฮ่องเต้ ตรัสด้วยพระสุรเสียงที่ทรงอำนาจและก้องกังวาน “เราต้องการให้เจ้าแสดง ปัญญาแห่งเต๋า ของเจ้าในการสนทนากับนักบวชจากแดนไกลเหล่านี้ เพื่อให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงความสามารถที่แท้จริงของเจ้า”
ฉินหลิวซีค้อมกายลงด้วยความเคารพ “น้อมรับพระบัญชาเพคะฝ่าบาท”
การสนทนาธรรมเริ่มต้นขึ้น นักบวชอินเดียได้กล่าวถึงหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับ ความว่างเปล่า (สุญญตา) และ การหลุดพ้น (นิพพาน) ซึ่งเป็นหลักการที่ลึกซึ้งและยากจะเข้าใจสำหรับคนทั่วไป แต่ฉินหลิวซีผู้มี จิตวิญญาณ ที่บริสุทธิ์และ ตบะ ที่สูงส่ง กลับสามารถ เชื่อมโยง หลักการของ เต๋า (道) เข้ากับ พุทธธรรม ได้อย่างกลมกลืนและเป็นธรรมชาติ
“หลักการของเต๋าคือการ ไหลเวียน และ สมดุล” ฉินหลิวซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อแต่หนักแน่น “เฉกเช่นเดียวกับพุทธธรรมที่สอนให้เราปล่อยวางและไม่ยึดติด ความว่างเปล่าของพุทธคือการกลับคืนสู่ เต๋า ที่ไร้รูปแบบ การหลุดพ้นคือการยอมรับการไหลเวียนของ หยินและหยาง ในธรรมชาติอย่างแท้จริง พลังปราณของข้าพเจ้ามิได้มีไว้เพื่อการต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อ ปรับสมดุล และ ชำระล้าง สรรพสิ่ง”
นางสามารถอธิบายหลักการที่ซับซ้อนที่สุดด้วยภาษาที่เรียบง่ายและเข้าถึงได้ การสนทนาของนางเต็มไปด้วย ความเข้าใจ ใน แก่นแท้ของสรรพสิ่ง ทำให้นักบวชอินเดียถึงกับ น้อมรับ ในความรู้และพลังปราณของนาง พวกเขากล่าวว่านางคือ ดอกบัวที่ผุดขึ้นจากโคลนตม ที่แท้จริง
สี่
การสนทนาธรรมครั้งนี้สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้กับฮ่องเต้และเหล่าขุนนาง ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรฉินหลิวซีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและเสน่หา พระองค์ทรงตระหนักว่า พลังหยิน ที่บริสุทธิ์ของฉินหลิวซีคือ สมบัติ ที่ล้ำค่าสำหรับราชสำนักที่กำลังเผชิญหน้ากับความวุ่นวายภายในและภายนอก
“ราชครูฉิน เจ้าคือ ปัญญา และ พลัง ที่แผ่นดินนี้ต้องการ” ฮ่องเต้ตรัสด้วยความชื่นชมอย่างสูงสุด “พลังหยินสวรรค์ของเจ้าสามารถ หล่อเลี้ยง พลังมังกรของเรา และ ชำระล้าง พลังชั่วร้ายที่สะสมอยู่ในวังหลวงได้”
พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกร และประกาศด้วยพระสุรเสียงที่ทรงอำนาจว่า:
“เรามี ราชโองการ ให้เจ้าพักอยู่ใน เขตพระราชฐานชั้นใน และเตรียมตัวสำหรับ บททดสอบ ที่สำคัญที่สุดของเจ้า ซึ่งจะเป็นการ หลอมรวม พลังหยินของเจ้าเข้ากับ พลังมังกร ของราชวงศ์อย่างแท้จริง เจ้าจะได้รับตำแหน่ง ราชครู และ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ โดยมีอำนาจในการเข้าถึงและถวายคำแนะนำในทุกเรื่องของราชสำนัก”
ราชโองการนี้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในท้องพระโรง แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านอำนาจของฮ่องเต้ ฉินหลิวซีรับราชโองการด้วยความเคารพ นางรู้ดีว่า บททดสอบ ที่แท้จริงของ วิถีแห่งเต๋า กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว การเข้าสู่ วังวน แห่งอำนาจ กิเลส และ พลังมังกร ที่ซับซ้อนที่สุดในโลกนี้ คือการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าการปราบปีศาจใดๆ ที่นางเคยพบมา
นางหวนนึกถึง จ้าวอี้หมิง สหายผู้ร่วมบำเพ็ญเพียร พลังปราณของพวกเขาที่เชื่อมโยงกันทำให้ฉินหลิวซีรู้สึกอบอุ่นและมั่นคง นางเชื่อว่าด้วยความบริสุทธิ์ของจิตใจและพลังปราณที่แข็งแกร่ง นางจะสามารถผ่านพ้นบททดสอบนี้ไปได้ และใช้พลังของตนเองเพื่อนำความสงบสุขที่แท้จริงมาสู่แผ่นดิน