ต้าหมินตัดสินใจคืนชีพสหายวัยเด็ก
สุนัขพันธุ์บางแก้ว ชื่อไลอ้อน
เขานั่งคุกเข่ากับพื้น ตรงหน้าวางหนังสุนัขป่าและกระทงใบไม้เอาไว้ มือขวาถือไม้ปลายแหลม มือซ้ายกำแบ ๆ อยู่หลายครั้ง แถมมือข้างนี้ยังสั่นไม่หยุด จะไม่ให้สั่นได้อย่างไร นอกจากความตื่นเต้นในอกยังมีความกลัวพลาดกับกลัวเจ็บปะปนอยู่
การทดลองก่อนหน้าเพียงใช้ผงถ่าน ทว่าคราวนี้เพื่อให้ติดทนและเส้นอักษรไม่ขาดกลางคัน จำต้องใช้หมึกที่ติดแน่นทนนาน ไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าโลหิตอีกแล้ว และปริมาณต้องมากพอด้วย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ทบทวนขั้นตอนในใจอีกครั้งหนึ่ง มีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ลำดับขั้นตอนต่างออกไป ไม่ใช่สัมผัสวิญญาณ ปลุกวิญญาณ เชื่อมโยงและสั่งการ แต่เป็นมอบวิญญาณ จินตนาการและให้ความมุ่งหมาย
ลูกสุนัข ขนสีขาวแซมน้ำตาล หน้าเชิด หูป้องไปข้างหน้าเหมือนสุนัขจิ้งจอก ขี้เล่น ซุกซน... รูปลักษณ์ภายนอกอันเป็นจุดเด่นกับลักษณะนิสัยปรากฏเป็นภาพในสมอง
จินตนาการให้เป็นภาพเคลื่อนไหว อาศัยความผูกพันก่อเกิดเป็นอารมณ์ดำดิ่ง ยึดทั้งสองให้มั่นถ่ายทอดสู่มือข้างซ้าย ฉับพลันทันใดรู้สึกร้อนวูบวาบผสมกับคันชาเหมือนมีบางสิ่งกำลังชอนไช ต้าหมินไม่รอช้าใช้ไม้ปลายแหลมที่เตรียมมาแทงเข้าฝ่ามือ ปล่อยโลหิตหยาดหยดลงกระทงใบไม้
ขณะจิตใจอยู่ในสภาวะประหลาด เขารีบใช้นิ้วจุ่มเลือดต่างหมึก เขียนอักษร 犬 ลงบนหนังหมาป่า ลายเส้นเชื่อมโยงไม่มีขาดตอน
อยู่ ๆ แสงสีทองเรืองรองวาบขึ้นที่ตัวอักษร ก่อนจะแผ่ไปยังผืนหนังทั้งผืน ยามนี้หนังสุนัขป่าตรงหน้าเปล่งแสงเจิดจ้าราวกับแสงตะวันทว่านุ่มนวลดั่งแสงจันทร์ ต้าหมินรู้ว่าใกล้แล้ว เหลืออีกนิดเดียวเท่านั้นพิธีนี้จะเสร็จสมบูรณ์ แต่ก้าวสุดท้ายคืออะไรนั้น ดันลืมเสียได้ มันติดอยู่ข้างใน พยายามนึกทบทวน ขณะเวลาค่อย ๆ เลือนลับประกายแสงเริ่มจืดจาง
ชีวิตก่อเกิดแต่ยังขาดบางอย่าง อะไรวะ คิด ๆ ขาดอะไร หรือต้องสวดมนตร์ขอพรพระ หรือจะเป็นคาถา หรือต้องขอเทพยดาฟ้าดินให้สำเร็จ
สมองปั่นเร็วรี่
‘ให้ความมุ่งหมาย’
ภาพผีไร้หน้าผุดขึ้นในใจ สลับกับภาพชาวบ้านในหมู่บ้านชาวประมงที่ถูกกลุ่มโจรสังหาร นำความเจ็บปวด ความโกรธแค้น ความไม่เป็นธรรม ผสมกับภาพน้องจันทร์เจ้าตกใจกลัว อุเอะโนะพุ่งเข้าหาธนู มิซึกิโอบลูกน้อยแนบอก นำความรู้สึกแห่งการปกป้อง ความกล้าหาญ ความรัก และจิตมุ่งมั่น ใส่เข้าไป
“ประหารหมู่มารสังหารปีศาจ คือจุดหมายแห่งชีวิตเจ้า”
“สหายข้า จงตื่น”
เปรี้ยงงงง!
ตูมมมม!
สายฟ้าเป็นสายดิ่งลงจากฟากฟ้าผ่าลงบนผืนสุนัขป่า พลังแห่งธรรมชาติระเบิดพื้นดินเป็นหลุม ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย เศษดินเศษหินกระเด็นกระดอน ต้าหมินถูกกระแทกกระเด็นไปไกล แทบจบชีวิต
ตึกตัก ๆ
โนะฮิเมะมองอยู่ไกล ๆ ใจเต้นไม่เป็นส่ำ เผลออุทานด้วยความตกใจ
“สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์”
นี่มันไม่ใช่การสร้างยันต์อัญเชิญชิกิงามิแบบที่เธอรู้จัก แต่มันคืออะไรนั้นเธอก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน
ฝุ่นควันค่อย ๆ จางหาย ม่านหมอกสีเทาพลันเข้าแทนที่ เงาร่างใหญ่โตปรากฏอยู่ภายใน แฝงพลังแกร่งกร้าว แผ่พลังสยบทุกสิ่ง ขนาดโนะฮิเมะที่ถือดีในตนเองยังรู้สึกชาหนึบไปทั้งศีรษะ
“นี่เจ้าสร้างปีศาจอะไรขึ้นมาเนี่ย”
เด็กหญิงหัวใจเต้นกระหน่ำ เธอกำลังคิดว่าควรพาต้าหมินหนีไปก่อนเมฆหมอกจางหายดี หรือรอดูสถานการณ์ให้แน่ชัดก่อนดี เธอรีบขยับตัวเข้าใกล้เด็กชาย หากเห็นท่าไม่ดีจะได้แปลงร่างแล้วคาบเด็กน้อยเจ้าปัญหาคนนี้ หนีไปให้ไกลแสนไกล
ด้วยความที่โนะฮิเมะมีความรู้จำกัด จึงไม่ทราบข้อห้ามของการสร้างภูตรับใช้
หนึ่งในนั้นคือ ห้ามใช้ชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิต
ไม่ใช่ใช้ไม่ได้เสียทีเดียว เพียงแต่สมัยก่อนเคยใช้หนังสัตว์แล้วเกิดปัญหาหนึ่ง
‘เศษวิญญาณตกค้าง’
หากไม่ระวังให้ดี ภูตรับใช้จะมีจิตวิญญาณเป็นของตน ไม่อาจสั่งการได้ บางครั้งยังดุร้ายเป็นพิเศษถึงขนาดทำร้ายเจ้านาย กาลต่อมาจึงเปลี่ยนไปใช้กระดาษ วัสดุตามธรรมชาติไร้จิตตกค้าง
หลังเมฆหมอกจางหาย เงาร่างใหญ่โตนั้นกลับหายไปพร้อมกัน
หนังสุนัขป่าผืนนั้นวางอยู่บนพื้น สภาพเหมือนก่อนหน้า แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นประกายแห่งชีวิตในนั้น เส้นขนสุนัขกลับเป็นเงางามไม่เหมือนกับซากชิ้นส่วน แลดูเหมือนหนังสุนัขป่าจริง ๆ
ต้าหมินอมยิ้มในหน้า ความรู้สึกบอกกับเขาว่าพิธีการเสร็จสมบูรณ์แล้ว
“จงออกมาไลอ้อน”
เขาทำท่ามุทรา ในใจจินตนาการถึงสหายในวัยเยาว์
ทันใดนั้นผืนหนังพลันแปรสภาพเป็นสุนัขพันธุ์บางแก้วตัวน้อย อายุราวสองเดือน ขนสีขาวแซมน้ำตาล หน้าเชิด วิ่งเข้ามาหาด้วยอาการดีใจ หางแกว่งไปมา
“หา!”
นี่มันลูกสุนัข แล้วเงาร่างใหญ่โตไปไหน ตัวแค่นี้แล้วพวกเราจะขี่มันยังไง… ในใจของโนะฮิเมะมีคำถามร้อยแปด เสียเวลาสามวันได้ลูกสุนัขมาหนึ่งตัว แทบไม่อาจใช้ประโยชน์อะไรได้
ลูกสุนัขวิ่งเข้าหา ย่อตัว วิ่งวน ต้าหมินเข้าไปกอดไปหอม สองนายบ่าวเล่นกันอย่างสนุกสนานประสาคนไม่ได้เจอกันมานาน
อยู่ ๆ สุนัขคู่ใจพลันพลันดิ้นหลุดจากอ้อมกอด ออกวิ่งไปยังดงไม้แถบหนึ่ง ส่งเสียงเห่าหอนตามประสาลูกสุนัข จากนั้นก็วิ่งหายเข้าไปในป่า
ภาพ ๆ นี้ยิ่งสร้างความงุนงงให้โนะฮิเมะอย่างยิ่ง
อะไรยังไม่ทันทำหน้าที่ชิกิงามิ ดันหนีไปแล้วหรือ
แต่ต้าหมินไม่คิดเช่นนั้น เขาสัมผัสการคงอยู่และทิศทางที่มันมุ่งไปได้ ทั้งยังรู้สึกอะไรบางอย่างคล้ายกับเวลาที่สัตว์ออกล่า
เต็มไปด้วยพลังและความเร่าร้อน
เขารู้แล้วว่าไลอ้อนไปไหน และกำลังทำอะไร
กลางป่า ห่างจากแม่น้ำโยโดะไม่ไกล
การเดินทางขึ้นล่องระหว่างเฮอันและนานิวะ*นิยมใช้เรือ ไม่เพียงขนส่งสินค้าบางครั้งยังบรรทุกคนเดินทางด้วย
เรือขนส่งมีทั้งเรือของทางการและเรือของเอกชน
ในส่วนของเอกชนผูกขาดโดยสมาคมการค้า สมาชิกของสมาคมล้วนแต่เป็นร้านค้าใหญ่ พ่อค้าทั่วไปยามขนสินค้ามาลงที่ท่าเรือนานิวะ หากมีจำนวนมาก สมาชิกสมาคมจากหลายร้านจะมาประมูลแข่งขันกัน โชคดีผู้ขายอาจได้กำไรมากหน่อย แต่ส่วนมากมักโชคร้ายเพราะร้านเหล่านี้ล้วนรวมหัวกันกดราคา
เป็นเช่นนี้ต่อไปพ่อค้าเล็ก ๆ คงไม่อาจอยู่ได้
ไม่เป็นเช่นนั้น
พ่อค้าเล็ก ๆ ไม่ได้รวมกลุ่มเป็นสมาคม แต่นัดหมายกันเดือนละสองครั้ง ว่าจ้างผู้คุ้มกันร่วมเดินทางไปด้วย โดยส่วนใหญ่ไปถึงแค่เฮโจ** หากต้องการไปต่อต้องตกลงกับผู้คุ้มกันและคนเรือเอง
ชินโนสุเกะ เด็กหนุ่มร่างผอมบาง ผิวคล้ำ เพิ่งเดินทางค้าขายครั้งแรก ความจริงเขาไม่ใช่พ่อค้าด้วยซ้ำ ปกติเป็นคนหาปลา ไม่นานมานี้เขากับเพื่อนในหมู่บ้านเจอซากเรืออับปาง ท้องเรือถูกเจาะเป็นรูใหญ่ สินค้าที่ขนมาจมหายไปในทะเลแทบหมดสิ้น
เขากับเพื่อนค้นหาอยู่นาน เจอกล่องใส่เข็มเย็บผ้าหลบอยู่มุมหนึ่ง เข็มอย่างดีจากแผ่นดินใหญ่ หากนำไปขายอาจมีรายได้พอใช้ทั้งปี พอนำไปให้สมาคมการค้าตีราคากลับให้แค่ค่าข้าวสารสองถัง นี่มันขูดเลือดกันเกินไปแล้ว
“ขายหรือไม่ขาย หากไม่ก็อย่ามาเกะกะในร้าน”
เสียงพนักงานยังดังก้องในหัว
เขากับเพื่อนรวมเงินกันได้ก้อนหนึ่ง มอบให้ตนเป็นตัวแทนนำไปขายที่เฮโจ ระหว่างเดินทางได้ยินพ่อค้ากลุ่มหนึ่งขอว่าจ้างเรือเดินทางต่อไปเฮอัน แต่ต้องขนถ่ายสินค้าบางส่วนไปขายที่ท่าเรือเฮโจก่อน จากนั้นค่อยขนสินค้าใหม่ขึ้นมาเพิ่ม นี่เป็นเรื่องธรรมดา เขาจึงติดต่อพ่อค้ากลุ่มนี้ขอติดเรือไปเฮอันด้วย
กว่าเรือออกจากท่าก็ยามต้น ความจริงควรแวะพักคืนหนึ่งค่อยเดินทางแต่เช้า ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใดพ่อค้ากลุ่มนี้รีบร้อนต้องเดินทางให้ได้
ชินโนสุเกะไม่เฉลียวใจจึงติดตามมา
เกิดเป็นเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เขาจะไม่ลืมไปจนวันตาย
*นานิวะ ชื่อเดิมของเมืองโอซาก้า
**เฮโจ อีกชื่อหนึ่งของเมืองนารา