รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    การทดสอบแยกแยะวัตถุดิบหรือ?

            การดำเนินการเพื่อลงทะเบียนและรับหมายเลขในการแข่งขันดูจะน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ จำนวนคนที่มาลงทะเบียนแทนที่จะลดลงมันกลับมากขึ้น  สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนผ่านอินเตอร์เน็ตมาแล้วก็จะได้อยู่ในแถวที่ขยับไวหน่อย  แต่เพราะความจริงที่ว่ามีนักปรุงโอสถอีกหลายคนโดยเฉพาะพวกที่ไม่ค่อยจะถนัดใช้อุปกรณ์สมัยใหม่  ทำให้หลังจากตกลงกันแล้วสมาคมตัดสินใจเปิดจุดลงทะเบียนเฉพาะเพิ่มขึ้นมาให้อีกหลายจุด

             

            “หนูกลับมาแล้ว!”

             

            ที่กลางแถวหนึ่งที่ค่อนข้างจะขยับเร็วหน่อยมีร่างเล็กๆของเด็กน้อยวิ่งกอดตุ๊กตาสีแดงเข้ามา  ในปากของเธอกำลังเคี้ยวขนมจนแก้มบวม ด้านหลังของเธอมีชายหนุ่มที่ร่างกายผอมบางหิ้วเอาถุงขนมหลากหลายชนิดเข้ามาด้วยรอยยิ้มแห้งๆที่มุมปาก

             

            “เย่เย่!  ไปไหนมาเนี่ย?”

             

            ฮุ่ยเอ๋อดึงมือของน้องสาวมาจับเอาไว้ไม่ยอมปล่อยทั้งสองคนนั้นเหมือนกับหยินและหยางชุดของฮุ่ยเอ๋อนั้นเหมือนกับถังเย่เย่ทุกอย่างเพียงแต่ว่ามันเป็นสีแดงอ่อนๆเท่านั้น  ทำให้เวลาที่ทั้งคู่ยืนอยู่ด้วยกันมันจะดูเข้ากันอย่างยิ่ง

             

            ราชินีมังกรที่โดนไป่ฟานเซียนสั่งห้ามไม่ให้เปิดเผยตัวตนอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อถังเย่เย่เผลอปล่อยมือจึงร่วงแผละลงไปกองกับพื้น  ต้องลำบากให้เหม่ยอิงที่อยู่ข้างๆต้องรีบอุ้มขึ้นมาก่อนที่จะโดนใครเหยียบเข้า

             

            “แดงน้อยอยากกินขนม  หนูเลยพาแดงน้อยไปซื้อขนมมา”

             

            ถังเย่เย่โบ้ยความผิดไปให้ราชินีมังกรที่พูดออกมาไม่ได้แต่นางก็ยังส่งเสียงออกมาผ่านทางลมปราณดดยไม่ขยับปาก

             

            “ฮึ่ม! นั่นเจ้าเป็นคนลากข้าไปไม่ใช่หรือไร?”

             

            “อ๊ะ! หนูซื้อขนมมาฝากด้วยนะ” เด็กน้อยลากฮุ่ยเอ๋อขณะที่ชี้ไปยังทั้งสองมือของท่านพลเอกที่ตอนนี้มันเต็มไปด้วยถุงใส่ขนมจำนวนมาก ซึ่งหลิวเยี่ยนเฟยก็หยิบเอาขนมมาแจกให้เด็กๆอย่างยินดี

             

            ในตอนแรกกลุ่มคนที่ต่อแถวอยู่กำลังจะทำท่าไม่พอใจเพราะนึกว่าทั้งสองคนนี้มาแทรกแถว แต่เพราะทั้งสองคนนั้นเป็นแค่เด็กกับผู้ชายที่มาดูแลที่ดูทรงแล้วไม่มีทางที่จะมาลงทะเบียนแข่งขันจึงยอมปล่อยไปเงียบๆ

             

            มันก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป ที่เวลามีการแข่งขันแบบนี้จะมีครอบครัวหรือเพื่อนๆมาคอยเชียร์ให้กำลังใจ  จากกลุ่มคนพวกนั้นคนที่ดูทรงแล้วน่าจะลงแข่งก็คงจะมีแค่ชายชราที่ใส่แว่นดำและเสื้อลายดอกไม้ราวกับกำลังมาเที่ยวคนนั้นคนเดียวเท่านั้น

             

            ใช่แล้ว ท่านจอมดาบเจิ้งเหรินอี้เพื่อป้องกันไม่ให้วันนี้มีใครมาวุ่นวายเพราะเขาแค่อยากจะมาเชียร์หลานสาวของตัวเอง  จึงลงทุนไปขอร้องให้หวงจื่อหานช่วยหาอุปกรณ์ปลอมตัวเพื่อการนี้สักหน่อย

             

            และใช่ว่าที่เขามาอยู่ในสภาพนี้จะเป็นเพราะถูกพ่อบ้านชรากลั่นแกล้งแต่อย่างใด  แต่เป็นเพราะหลานสาวของเขาชอบชุดนี้ต่างหาก

             

            ทำให้ท่านจอมดาบผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งปัจจุบันมีพลังฝึกตนเทียบเท่ากับจอมพลของกองทัพคนนี้อยู่ในชุดเสื้อฮาวายลายดอกไม้สีชมพูกับกางเกงขาสั้น นอกจากนี้เขายังสวมรองเท้าแตะสีน้ำตาลและแว่นกันแดดสีดำอีกต่างหาก

             

            ต่อให้เป็นคนที่รู้จักกันมาก่อนก็คงจะลังเลใจไม่กล้าทัก  ชายชราเชื่อมั่นว่าวันนี้เขาจะไม่ถูกรบกวนแน่ๆ

             

            “คิวต่อไปด้วยค่า~”

             

            เสียงหวานใสของพนักงานที่จุดลงทะเบียนดังขึ้นเรียกสติให้ทุกคนขยับตัว  เป็นเจิ้งเหรินอี้ที่รีบเดินเข้าไปก่อน การแต่งตัวของชายชราสามารถทำให้พนักงานผงะได้ตามคาด  แต่ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน เธอสามารถส่งรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติแล้วพูดตามปกติได้สบาย

             

            “คุณตาจะลงแข่งใช่ไหมคะ?  ขอใบสมัครจากอินเตอร์เน็ตด้วยค่ะ” พนักงานหญิงชี้ไปยังป้ายซึ่งบอกเอกสารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน  แต่มันไม่ใช่อย่างที่คาดเจิ้งเหรินอี้รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธแล้วดันเด็กน้อยสามคนมาข้างหน้าแทน

             

            “ข้ามาเป็นผู้ปกครองน่ะ  คนที่จะลงสมัครคือเด็กสามคนนี้” 

             

            ทันทีที่เขาพูดจบ ทั้งพนักงานสาวและผู้สมัครที่กำลังต่อแถวอยู่ล้วนชะงักค้างแล้วหันมามองกันทุกคน พวกเขาก้มลงมองเด็กสามคนที่พึ่งจะมีส่วนสูงพ้นขอบโต๊ะมาแค่นิดหน่อยอย่างประหลาดใจ

             

            “เอ่อ...จะสมัครลงแข่งในรุ่นมือสมัครเล่นใช่ไหมคะ?”

             

            หญิงสาวพอจะเข้าใจได้ ปีนี้การแข่งขันถูกแบ่งเป็นระดับมือสมัครเล่น  ระดับไม่เกินขั้นสอง  และสุดท้ายคือไม่กำหนดระดับ

             

            สำหรับระดับมือสมัครเล่นนั้นส่วนใหญ่จะเป็นนักปรุงมือใหม่มาก บ้างก็ยังเป็นคนทั่วไปที่พึ่งจะเริ่มฝึกตนได้ไม่นาน  เป็นระดับที่มีไว้ให้คนที่กำลังสนใจในเส้นทางนี้ได้ลองเข้ามาร่วมสนุกกับการแข่งขันกันเฉยๆ

             

            “ไม่ใช่ค่ะ...พวกหนูจะสมัครรุ่นไม่เกินขั้นสอง”

             

            ฮุ่ยเอ๋อเป็นตัวแทนของทั้งสามคนพูดขึ้นมา นี่เป็นสิ่งที่นายหญิงตัดสินใจเอาไว้ตั้งแต่แรก  ไป่ฟานเซียนมองว่าการแข่งขันกับคนที่ยังมีข้อผิดพลาดในการปรุงโอสถขั้นที่หนึ่งด้วยซ้ำนั้นมันไม่ได้ช่วยอะไร

             

            ทำให้ช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานางทำการอัดแน่นเอาวัตถุดิบและความรู้มหาศาลที่จำเป็นสำหรับนักปรุงขั้นที่สองใส่หัวเด็กทั้งสามคนมาเรียบร้อยแล้ว  ส่วนเรื่องวรยุทธ์ก็ไม่มีปัญหา  ฮุ่ยเอ๋อกับถังเย่เย่บรรลุระดับผู้ฝึกยุทธ์ไปสักพักแล้ว ส่วนเหม่ยอิงนั้นก็บรรลุตามมาติดๆเมื่อสามวันก่อนด้วยการดูดกลืนโอสถปริมาณมหาศาล

             

            ต่อให้จะแพ้ก็ไม่เป็นไร ไป่ฟานอยากให้ทั้งสามคนได้เรียนรู้ประสบการณ์พวกนี้เอาไว้

             

            “...เข้าใจแล้วค่ะ  หมายเลขของพวกหนูคือ 1,211, 1,212 และ 1,213  เก็บป้ายชื่อนี้ให้ดีอย่าทำหายนะคะ”

             

            พนักงานสาวยื่นเอาป้ายสติกเกอร์ขนาดประมาณสองฝ่ามือมาให้  มันมีชื่อของผู้สมัครอยู่ที่มุม  รวมถึงหมายเลขที่เป็นตัวเลขขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง

             

            หลิวเยี่ยนเฟยที่ตอนนี้นอกจากถุงขนมเต็มสองมือแล้วยังต้องหนีบราชินีมังกรเอาไว้ด้วยแขนเดียวกำลังประหลาดใจกับจำนวนคนที่มาลงสมัครในรุ่นนี้ที่ดูจะมากมายกว่าที่เขาคิดเสียอีก

             

            เจิ้งเหรินอี้เดินออกมาอยู่ข้างๆ  เขาลูบเคราแล้วพลันครุ่นคิด

             

            “ข้าไปตรวจสอบกับสหายเก่าหลายๆคนมาแล้วหนึ่งเดือนมานี้จำนวนผู้ฝึกตนที่บรรลุระดับต่อไปได้เพิ่มขึ้นอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ”

             

            และนั่นทำให้ผู้ที่ค้างเติ่งอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับรวมปราณหลายคนสามารถก้าวเข้าสู่ระดับผู้ฝึกยุทธ์ได้ นั่นรวมไปถึงถังซื่อหยวนที่เป็นบิดาของถังเย่เย่เองก็ด้วย  ชายวัยกลางคนตื่นเช้ามาอย่างตกใจเมื่อพบว่าตนเองสามารถเลื่อนไปสู่ระดับถัดไปได้เสียอย่างนั้น

             

            ความจริงวันนี้หลังจากที่รู้ข่าวทั้งตระกูลถังนั้นอยากจะมาเชียร์ลูกสาวและหลานสาวคนเล็กของพวกเขาใจจะขาด แต่ด้วยภาระงานและถูกไป่ฟานเซียนเบรกเอาไว้จึงไม่สามารถมาได้

             

             

             

             

            เวลาช่วงเช้าถูกใช้ไปจนหมดแค่การรับสมัคร สมาคมและตระกูลหยางวางแผนไว้แล้วว่าสำหรับการแข่งขันในครั้งนี้จะลากยาวไปจนถึงสามวัน ดังนั้นพอมาถึงช่วงบ่ายพวกเขาจึงถูกย้ายเข้าไปในหอประชุมใหญ่แบ่งตามรุ่นที่ตนลงสมัคร

             

            ในนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาแล้ว  เด็กน้อยทั้งสามคนจึงต้องบอกลากับหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้ที่หน้าประตู ยังดีที่ราชินีมังกรนั้นดูเหมือนตุ๊กตาและอยู่ในอ้อมกอดของถังเย่เย่ตลอดเวลา  เจ้าหน้าที่ผ่านประตูจึงไม่คิดอะไรและยอมปล่อยให้นางเข้าไปด้วย

             

            อย่างน้อยก็มั่นใจได้แล้วว่าไม่มีใครสามารถรังแกพวกเธอได้ในยามที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่

             

            ด้านในหอประชุมนั้นจุแน่นไปด้วยผู้คนหลายพันคน ที่เยอะสุดก็คือผู้สมัครในรุ่นมือสมัครเล่น  และไล่เรียงลงมาตามลำดับในรุ่นไม่จำกัดนั้นคนมาสมัครน้อยที่สุด นับรวมกันแล้วน่าจะได้ราวร้อยกว่าคนเท่านั้น

             

            แต่ที่นี่ก็สมกับเป็นสถานีอัดรายการขนาดใหญ่ ทันทีที่ทุกคนเข้ามาพร้อมพิธีกรชายหญิงคู่หนึ่งก็รีบดำเนินรายการ กล้องหลายตัวในห้องเคลื่อนไหวเก็บบรรยากาศโดยรอบอย่างเป็นระบบ  ผู้ชมที่ถูกคัดแยกไปที่อีกมุมหนึ่งก็กำลังมองฉากนี้อย่างน่าสนใจ

             

            “สำหรับการทดสอบในรอบแรกนั้น   เราจะทำการทดสอบพร้อมกันกันทั้งหมดทุกรุ่น...”

             

            ทันทีที่พิธีกรพูดแบบนี้ออกมาก็เกิดเสียงเซ็งแซ่ขึ้นทั้งทางฝั่งผู้ชมและผู้แข่งขัน  สำหรับผู้ที่อยู่ในรุ่นไม่จำกัดนั้นเผยรอยยิ้มออกมา  ตรงข้ามกับรุ่นมือสมัครเล่นที่เริ่มมีสีหน้ากังวลปรากฏออกมาให้เห็น

             

            “หมายความว่ายังไง?“

             

            “แบบนี้มันจะยุติธรรมเหรอ?”

             

            เมื่อเห็นฝูงชนเริ่มสับสนพิธีกรชายก็พยักหน้าพอใจที่สถานการณ์กำลังเป็นไปตามที่วางไว้ พวกเขาอยากจะเก็บภาพนี้เอาไว้ใช้เพิ่มความน่าสนใจตอนออกอากาศ

             

            “ไม่ต้องกังวล!  เพราะการทดสอบรอบแรกก็คือ...การแยกแยะวัตถุดิบครับ!” 

             

            ทันทีที่เขาพูดจบ  ประตูใหญ่ที่อยู่ด้านข้างเวทีก็เปิดออก ก่อนที่จะมีพนักงานชายหญิงหลายสิบคนกำลังดันรถเข็นที่บรรจุเต็มล้นไปด้วยวัตถุดิบปรุงโอสถมากมาย  ทั้งสมุนไพร ก้อนแร่  หรือแม้แต่วัตถุดิบจากสิ่งมีชีวิตก็มีให้เห็น  ที่รวมๆแล้วนั้นมากกว่าหลายร้อยชนิด!

             

            เรียกได้ว่าสมาคมโอสถยอมเปิดคลังของตนเองออกมาให้หลายคนเห็นในครั้งนี้จริงๆ

             

            “สำหรับนักปรุงโอสถทุกคน สิ่งที่เป็นพื้นฐานก็คือการรู้จักวัตถุดิบแต่ละชนิดเป็นอย่างดี  สำหรับรุ่นสมัครเล่นขอบเขตของวัตถุดิบจะอยู่ที่ขั้นหนึ่ง  รุ่นไม่เกินขั้นสองจะเป็นขั้นสองครับ!”

             

            “ทางเราจะเริ่มทำการทดสอบห้องละร้อยคน พวกคุณหนึ่งร้อยคนจะถูกแยกไปยังห้องที่มีวัตถุดิบหนึ่งร้อยชนิดไม่จำกัดประเภทจัดแสดงไว้อยู่ พวกคุณมีเวลาแค่ห้าวินาทีในการตอบชื่อของวัตถุดิบที่อยู่บนโต๊ะให้ถูก  ก่อนที่วัตถุดิบนั้นจะถูกเปลี่ยนชนิดไป!”

             

            พิธีกรชายอธิบายกติกาให้ฟัง นอกจากนี้บนจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ยังมีแสดงภาพของห้องจัดแสดงข้างๆที่ถูกแบ่งเป็นล็อคๆเรียบร้อย และแต่ละล็อคนั้นจะมีวัตถุดิบแต่ละชนิดและคนดูแลที่จะคอยให้คะแนนในตอนที่คุณตอบถูกยืนอยู่

             

            ครั้งนี้พนักงานของสถานีถูกคำสั่งฉุกเฉินให้มาช่วยรายการ  แล้วยังมีคนของสมาคมอีกมากมาย  ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องคนจะไม่พอ

             

            “เพื่อความรวดเร็ว  ทางเราจึงจัดเตรียมห้องแบบนี้เอาไว้ถึงสามห้อง! ส่วนที่หอประชุมใหญ่แห่งนี้จะมีการจัดแสดงผลคะแนนแบบเรียลไทม์  สำหรับให้ผู้ชมและผู้แข่งขันคนอื่นได้ร่วมสนุกไปพร้อมกันด้วย!”

             

            เมื่อเขาพูดจบหน้าจอรอบๆก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง มันกลายเป็นตารางคะแนนที่ละเอียดยิบไล่เรียงลงมา  แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครเริ่ม  ทุกอย่างจึงอยู่ที่ศูนย์ทั้งหมด

             

            “เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา!  เราจะเริ่มการทดสอบแรก ณ บัดนี้!”

             

            เมื่อสิ้นเสียงพิธีกร กลุ่มผู้แข่งขันก็ถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มโดยไม่เรียงตามหมายเลข ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเด็กน้อยทั้งสาม  เพราะพวกเธอทั้งสามคนได้อยู่ด้วยกันในกลุ่มที่สิบซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะได้เข้าไปทดสอบ!

             

            “น่าเบื่อจังเลย...” ถังเย่เย่บ่นเบาๆขณะที่กำลังนั่งรออยู่ที่มุมห้อง  ตอนนี้การทดสอบไปถึงกลุ่  แต่ละกลุ่มจะใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที ผลคะแนนและภาพบรรยากาศที่ไม่มีเสียงกำลังถ่ายทอดออกมาผ่านทางหน้าจอหลายจอในหอประชุมให้ผู้ชมได้รับชม

             

            เพราะถึงมันจะเป็นการแข่งขัน  แต่มันก็เป็นรายการโทรทัศน์เช่นกัน  ในมุมมองนักแข่งตอนนี้อาจจะเบื่อ  แต่ถ้ามองในมุมของผู้ชมในตอนนี้สิ่งที่พวกเขากำลังได้ดูคือการไล่บี้คะแนนกันของตัวเต็งในการแข่งหลายๆคนที่กำลังทดสอบอยู่

             

            “โอ้ว!  เราได้สติใหม่อีกแล้วครับท่านผู้ชม!” พิธีกรชายเองก็กำลังทำหน้าที่ตนเองอย่างแข็งขัน เขาชี้ไปยังหน้าจอที่ตอนนี้มีชื่อหนึ่งที่คะแนนกำลังพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

             

            “ดีใจกับคุณฟู่หรงด้วยครับ!  ตอนนี้คุณคืออันดับหนึ่งในรุ่นไม่เกินขั้นสอง  คะแนนของคุณฟู่หรงอยู่ที่ 121 คะแนนครับผม!”

             

            ไม่นานหลังจากที่พิธีกรพูดจบ ประตูก็ถูกเปิดและผู้ที่ไปทดสอบทั้งสามร้อยคนของรอบนี้ก็กลับออกมา สำหรับรุ่นไม่เกินขั้นที่หนึ่งหนั้นจะมีคะแนนเต็มที่ 50 คะแนน  ไม่เกินขั้นที่สองนั้นจะอยู่ที่ 150 คะแนน

             

            เพราะปริมาณชนิดของวัตถุดิบในขั้นที่สองนั้นเริ่มจะมีเยอะกว่าขั้นแรกมากๆ  การแบ่งคะแนนจึงเป็นแบบนี้

             

            ฟู่หรงที่เดินออกมานั้นกำลังหันไปโบกมือให้กล้องอยู่ สำหรับรุ่นนี้เขาคิดว่าตนเองค่อนข้างจะแข็งแกร่งที่สุดเลยด้วยซ้ำ  เขาสามารถปรุงโอสถระดับสองขั้นสูงสุดได้ ดังนั้นมันจึงจะเป็นรุ่นที่ทำให้เขาเจิดจรัสที่สุด

             

            แต่ชายหนุ่มก็ยังแอบแปลกใจ ขนาดตัวเขาที่มั่นใจในตัวเองขนาดนั้นพอเข้าไปทดสอบจริงๆกลับมีวัตถุดิบยี่สิบกว่าชนิดทั้งระดับหนึ่งและสองที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน  พนักงานที่ดูแลวัตถุดิบพวกนั้นก็เป็นผู้ฝึกตนจากสมาคมที่ปกป้องพวกมันราวกับของล้ำค่า

             

            ไม่รู้ว่าสมาคมไปหาวัตถุดิบพวกนั้นมาจากที่ใด

             

            แต่เมื่อคิดว่าขนาดตัวเองยังไม่รู้ก็ไม่ต้องกังวลว่านักปรุงโอสถทั่วไปจะรู้เช่นกัน ดูได้จากคะแนนที่บอร์ดนั่นก็พอจะเดาได้

             

            ฟู่หรงหัวเราะอย่างสบายใจ  พิธีกรชายถึงขนาดดึงเขาขึ้นไปสัมภาษณ์บนเวทีอย่างใกล้ชิด แต่ว่าขณะที่เขากำลังเล่าถึงความลำบากในวัยเด็กของเขานั้นเอง  ผู้ชมที่กำลังเฝ้ามองกระดานคะแนนอยู่ก็เริ่มส่งเสียงฮือฮา!

             

            มันมีรายชื่อสามรายชื่อที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นมาเรื่อยๆด้วยเวลาที่น่าตกใจ!

             

            ในตอนแรกคนส่วนมากจะดูไม่ค่อยออก แต่เมื่อทั้งสามคนผ่านพ้นช่วงคะแนนที่คนส่วนใหญ่มักจะกองกันอยู่แถวนั้นออกมาได้แล้วมันก็เริ่มโดดเด่นขึ้นมา!

             

            หนึ่งร้อย 

             

            หนึ่งร้อยหนึ่งคะแนน

             

            หนึ่งร้อยสองคะแนน

             

            มันเพิ่มขึ้นโดยไม่หยุดพัก  แม้แต่นักปรุงโอสถขั้นสามบางคนก็ยังสนใจ 

             

            การที่มันสามารถเพิ่มขึ้นมาถึงร้อยคะแนนได้แปลว่าอย่างน้อยทั้งสามคนนั้นจะต้องเป็นรุ่นไม่เกินขั้นที่สอง เพราะส่วนมากนักปรุงระดับมาตรฐานของขั้นนี้ก็จะมีคะแนนเท่านี้กันทั้งนั้น

             

            แต่ว่าทั้งสามก็ยังไม่หยุด  คะแนนนั้นยังคงพุ่งขึ้นต่อ  ลำดับใต้ชื่อนั้นกำลังลดลงไม่หยุด  ขณะเดียวกันทั้งสามคนก็พุ่งไปแตะ 120 คะแนน!

             

            ฟู่หรงเองก็ปาดเหงื่อที่หน้าผากออกอย่างโล่งใจ แต่ยังไม่ทันให้เข้าได้พูดอะไรต่อจำนวนคะแนนทั้งสามมันก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง!

             

            หนึ่งร้อยยี่สิบสาม

             

            หนึ่งร้อยยี่สิบสี่  แซงฟู่หรงไปแล้ว!

             

            หนึ่งร้อยยี่สิบหก

             

            หนี่งร้อยสามสิบ!

             

            ตัวเลขนั้นยังพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ กราฟของทั้งสามคนโดดเด่นอยู่ด้านบนสุดของตารางด้วยคะแนนเท่ากัน  ขึ้นอยู่กับว่าใครจะตอบก่อนเท่านั้น  คะแนนนั้นยังไม่หยุด

             

            หนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ด

             

            หนึ่งร้อยสี่สิบแปด

             

            หนึ่งร้อยสี่สิบเก้า

             

            หนึ่งร้อยห้าสิบคะแนนเต็ม!

             

             

            ทั่วทั่งหอประชุมกลายเป็นตื่นตะลึง รายชื่อสามคนกำลังโชว์เด่นหราทิ้งห่างที่สี่อย่างฟู่หรงไปอย่างไม่เห็นฝุ่น!  พวกเขากลืนน้ำลายเนื่องจากการทดสอบในครั้งนี้ถูกยืนยันโดยผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ออกมาแล้วว่ามันค่อนข้างยากมากๆ!

             

            แล้วทั้งสามคนนี้เป็นใครกัน?  ผู้ชมและผู้แข่งขันกำลังสงสัย  ก็เป็นวินาทีเดียวกับที่ผู้กำกับจัดการสั่งให้แสดงรายชื่อทั้งสามนั้นออกไปยังหน้าจอทุกจอในห้อง

             

            ลำดับที่ 1.ฮุ่ยเอ๋อ           150      คะแนน!

             

            ลำดับที่ 2.เหม่ยอิง         150      คะแนน!

             

            ลำดับที่ 3.ถังเย่เย่          150      คะแนน!

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน