บทที่ 5 ใต้หล้าคือบ้าน
ขีดจำกัดของชีวิตนั้นแสนสั้น ไม่ว่าคนหรือเทพไม่จีรัง มีชะตาได้พบพาน หมดวาสนาได้พรากจาก
เกาซีคั่วใบชาด้วยแววตาเศร้าหม่น เ้าโสมรากทองซื่อบื้อรอกระทั่งแน่ใจว่าซางเหล่าจากไปแล้ว ค่อยกล้าแหงนหน้ามองฟ้า คงไม่เคยชินกระมังถึงได้ปฏิบัติตัวเช่นเดิม อันใดเคยทำก็ยังทำ อันใดเคยระวังก็ยังระวัง
ยามนี้อี้อันฟางเยว่หลับใหลภายใต้ม่านอาคมจากผู้เป็อาจารย์ ไม่ว่าสิ่งใดล้วนคิดเผื่อศิษย์ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะไม่ทำให้นางนั้นเศร้าโศกจนเกินไป
ชายชราเพียงหลับตาลงครู่เดียว ภาพความทรงจำในอดีตแล่นเข้ามากอบกุมหัวใจ ซือฝูซางเหล่าทำหน้าที่อาจารย์และทำหน้าที่พ่อบุญธรรม เขาถ่ายทอดพลังวิเศษทั้งหมดไปที่ตัวนางซึ่งกำลังหลับใหลไม่รู้สึกรู้สา พริบตาเดียวเกศาเงินขาวโพลนแห้งกรัง ผู้เฒ่ายกมือกุมปราณที่กำลังเสื่อมโทรม ปากกระอักเืทีหนึ่ง ท่านผู้าุโมองฟางเยว่ด้วยแววตาอบอุ่นอ่อนโยนไม่ผิดไปจากเมื่อก่อนแม้แต่จุดเดียว
เกาซีซึมซับความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ แม้เป็แค่โสมวิเศษที่เพิ่งกลายร่างเซียนได้ไม่นาน เขากลับเข้าใจสรรพชีวิตในโลกนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ความเศร้าโศกเกิดขึ้นในใจฉับพลัน เกาซีกลับคืนร่างเดิม เป็เพียงโสมรากทองนอนพาดบนธรณีประตู ก่อนก้าวเท้าออกไปซางเหล่ากล่าวกับเขาอย่างใส่ใจว่า
“หลังจากนั้นสองชั่วยาม อาเยว่จะฟื้นกลับมา เ้าติดตามนาง ดูแลนาง อันตัวข้าเห็นูเาเห็นทะเลมากเกินไป อาเยว่เป็ดั่งลูกข้า ต่อให้วันหน้าพเนจรสุดหล้าฟ้าเขียว ใต้ผืนฟ้า บนแผ่นดินเดียว ทุกหนทุกแห่งคือบ้านของนาง”
ทวยเทพผู้สงบดั่งธารน้ำนิ่ง ความอัดอั้นไม่อาจซุกซ่อน ในตาแดงก่ำกลับมีหยาดน้ำตาเอ่อ ภายภาคหน้าเป็อย่างไรฟ้าดินกำหนด อันตัวข้าซือฝูซางเหล่าไม่เคยผิดต่ออี้อันมิ่งสักครั้งเดียว ท่านผู้เฒ่ามองดูท้องฟ้าที่มืดครึ้มกว่าทุกวัน แล้วยิ้มกว้างให้กับบั้นปลายชีวิตอย่างปล่อยวาง อาทิตย์โดดเด่นบนน่านฟ้าสว่างสุกใส บัดนี้มองแล้วกลับทำให้เศร้าหม่น ซางเหล่าถอนหายใจผ่อนปรน ดวงจิตและร่างกายก็ล่องลอยไปยังสถานที่สงบสักแห่ง
หลังจากครบสองชั่วยาม ฟางเยว่ตื่นจากฝันด้วยความเบิกบาน นางบ่นพึมพำกับตนเอง เหตุใดวันนี้รู้สึกสดชื่นเป็พิเศษคล้ายพลังวิเศษเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว คิดมาถึงตรงนี้ก็ลองออกกำลังส่วนหนึ่ง พบว่ากระบวนท่าบุปผารวมวารีอยู่ในระดับสูงสุด กระบวนท่าที่สอง… สาม… ตามมาล้วนเกินคาดทั้งสิ้น พยายามนึกอยู่ครู่หนึ่ง นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ว่าได้พละกำลังมหาศาลเหล่านี้มาจากที่ใด วูบหนึ่งนึกได้ว่าท่านอาจารย์ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถไขข้อสงสัยได้
ฟางเยว่วิ่งตัวปลิวราวโบยบินไปที่ห้องตำรา
ด้านในเงียบสงบไม่พบคน
นางลัดไปที่ลานบ้าน
ไม่พบคน
นานๆ ครั้งจะมีโอกาสเข้าไปในห้องนอนของท่านอาจารย์ ฟางเยว่รวบรวมความกล้า อย่างไรเื่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ ต้องให้ท่านอาจารย์ร่วมยินดีไปด้วย ทว่าก้าวเท้าผ่านธรณีประตู ฟางเยว่กลับรับรู้ได้ถึงรัศมีแห่งความเศร้าหม่น จู่ ๆ หัวใจนางปวดเสียดสั่นสะท้าน บัดนี้ฟางเยว่รับรู้ได้ว่าลางร้ายบังเกิดขึ้นแล้ว ใบหน้าสดใสหุบลงอย่างสงบ ถัดไปอีกสามก้าวบนโต๊ะกลม เป็จดหมายที่ท่านอาจารย์จงใจทิ้งไว้ให้ ฟางเยว่ไม่รอช้าเปิดผนึกด้วยพลังวิเศษที่ไหลวนในกายนางอย่างแกร่งกล้าในขณะนี้
เราเหล่าเทพชะตายืนยงแต่ร่วงหล่นเหมือนดาวตก
อันตัวข้าดับขันธ์แล้ว ปรารถนามิให้เ้าเศร้าโศกอาวรณ์
เยว่เอ๋ย ลูกเยว่ จงตามลำนำไป สู่เจี้ยนหยวนเมืองใหญ่
ตัวเ้าไม่ต้องขวนขวายสัตว์พาหนะ ก็โบยบินได้อย่างเสรี
ชาติกำเนิดไม่ธรรมดาโลหิตปักษาไหลเวียน วิหควารีคือร่างเทพ
บิดาคือผู้ใดมิกล่าวถึง หากจะนับข้าเป็บิดาเท่ากับผู้เฒ่าหมื่นปีสมหวัง
หากลูกข้า้าสัตว์พาหนะสักตัว จงมองไปที่ปลายฟ้า ถวิลหาบุรุษ
ครองคู่เ้าของเกล็ด วาสนายาวยวดดั่งเขาทักษิณ ชัยภูมิภพสี่ทวีปคือบ้านเ้า
ฟางเยว่กอดกระดาษมนตราพลางร่ำไห้ ด้านหนึ่งพลันรู้ได้เองทันทีว่าพลังวิเศษมากมายเหล่านี้มาจากที่ใด หญิงสาวที่เข้าใจว่าตนเองคือเทพบุปผชาติวารีมาโดยตลอด ไม่อยากเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์ด้วยตัวเอง นางทะยานสู่เวหา หยาดน้ำตาร่วงหล่นปนธุลี ฟางเยว่ยืนนิ่งงัน มองป่าปรกด้วยแววตาโศกเศร้าอย่างมาก กางแขนอิสระ เรียกกระแสวายุไหลผ่าน แผดเสียงคำรามบ้าคลั่ง เรือนผมปลิวสยายไม่สามัคคี นางทิ้งตัวอย่างสง่า จู่ ๆ โคนปีกงอกสมบูรณ์กระพือต้านลมน่าอัศจรรย์
แม้ฟางเยว่ไม่รู้แน่ชัด ว่าเ้าของเกล็ดสีน้ำตาลเหลือบทองอันนั้นคือของผู้ใด และแม้ไม่รู้อีกว่าบุรุษที่ซางเหล่าหมายถึงคือผู้ใด แต่นางยินดีมุ่งหน้าสู่แผ่นดินเจี้ยนหยวนตามคำสั่งสุดท้าย โดยมีลำนำสายหนึ่งเป็ตัวนำทาง
ก่อนบอกลาบ้านหลังเก่าสู่ใต้หล้าอันกว้างใหญ่ ฟางเยว่เดินโคลงเคลงไปถึงคงคาซูซานก็หยุดมอง จู่ ๆ ทิ้งร่างกายดำดิ่งลงสู่ก้นคงคา แหวกว่ายทวนกระแสน้ำวน ส่วนที่ลึกไม่อาจชะล้างความเศร้าหม่นในใจ หญิงสาวนั่งสงบนิ่งอย่างพากเพียร ทั้งที่กระแสน้ำไหลเวียนรอบกายไม่เบา วารีหล่อเลี้ยงไม่จู่โจม นางต่อสู้กับคลื่นอารมณ์ในจิตใจกระทั่งสงบลงโดยธรรมชาติ
วันคืนที่ผันผ่านหล่อหลอมให้เซียนน้อยเติบใหญ่ บ้านหลังเก่าเป็เพียงสถานที่ให้นึกถึง ฟางเยว่เดินบนเส้นทางสายใหม่ บนถนนต้าเป่า (ถนนสายหลักเชื่อมต่อสี่หัวเมือง ปลายทางคือดินแดนเจี้ยนหยวน)
สตรีอ่อนโยนงดงามกลายเป็ผีสุราั้แ่เมื่อใดกัน?
ฟางเยว่ท่องไปในยุทธภพอันกว้างขวาง มีเกาซีติดตามรับใช้ หนึ่งนายหนึ่งบ่าว เดินทางไกลไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นางเดินเหินไปพร้อมขวดสุราคู่ใจ ความเมามายมีฤทธิ์ลืมเลือน เ็ปอันใดมาย่อมมลายสิ้นชั่วข้ามคืน หม่อนไหม ท้อแดง หรือแม้แต่สุราแรงแห่งต้าเหนิงล้วนผ่านปากมาแล้ว เดินไปพลางยกสุราไปพลาง
ภายนอกดูเลอะเลือน ไร้สติ ไร้วรยุทธ ล่วงเกินได้ง่าย อันที่จริงใต้หล้ากว้างใหญ่ ผืนฟ้าเสรี สตรีเช่นนางท่องยุทธภพไม่ใช่เื่น่ากระทำ เช่นนั้นจึงเลือกเป็ผีสุราคร่ำครึ แม้วิธีการเหล่านี้ พิลึกกึกกือ แต่ได้ผลมากทีเดียว บุรุษ สตรี หรือแม้แต่ปีศาจพเนจร ตลอดเส้นทางไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
บัดนี้ก้าวเท้าลงธรณีสู่เขตเจี้ยนหยวน เมืองหลวงคึกคัก ประชาชนผาสุก สมคำร่ำลือ อันชื่อเสียงขจรไกล ดั่งบันทึกในบทกวีที่ว่า “ องค์จักรพรรดิดูแลบ้านเมืองอย่างจริงจัง ประชาชนรู้สถานะปฏิบัติตนอย่างสำรวม แผ่นดินเจริญรุ่งเรืองเป็ลำดับ ไม่ถือศีลก็ควรสำนึกตน ระลึกบุญคุณผู้วายชนม์เพื่อชาติ กราบไหว้บรรพชนเป็นิจ หมอบแด่องค์ปฐมกษัตริย์ ์เมตตาพวกเราทั้งแผ่นดินให้ผาสุกถ้วนหน้า”
รอนแรมมาไกลหลายวัน ถึงโรงน้ำชาเล็ก ๆ ฟางเยว่โบกมือขอนั่งพัก ในมือยังคงถือสุรา นางถอดหมวกบังลมออก ผืนผ้าที่ปกคลุมโฉมตลอดทางก็พลันถอดออกด้วย ไม่มีผู้ใดกล้าวิจารณ์รูปลักษณ์ ต่างจากครั้งที่เป็ไป๋เฉ่าเจา ผู้ใดได้เห็นต่างพูดเป็เดียวกันว่าผีสาง สายตาที่มองส่อแววดูถูกและเหยียดหยาม โดยเฉพาะสายตาเย็นเยียบจากเสิ่นจ้งเหว่ย แม่ทัพกิเลนเทพผู้นั้น ที่นางจะไม่มีวันลืมเลือน
ขณะกลืนสุราไหลลงท้องอย่างกลัดกลุ้ม ในใจตรึกตรองว่าจะไปตามหาเ้าของเกล็ดอันนี้ได้อย่างไร อันกระแสลำนำส่งนางไว้ที่นี่ แล้วหายลับไป คนที่รอคอยไม่มาถึง แต่์กลับส่งคนที่นางเกลียดชังที่สุดมาให้ นี่มันโชคชะตาอันใดกัน?
ชายหนุ่มยืนไพล่หลังมองนางหัวจรดเท้า วางมาดเย่อหยิ่งและโอหัง สายตาที่ถ่ายทอดมางี่เง่าเ็า นิสัยนับว่าไม่ดี แต่หน้าตาดีใช้ได้ ส่วนสูงราวแปดฉื่อ ร่างโปร่งกำยำ ภายนอกภูมิฐานและองอาจ แม้โดดเด่นเป็สง่า จะนับว่าต้องตาอะไรกัน คนผู้นี้ใช่ว่าเพิ่งเคยประสบพบเจอ หากแต่กริยาห่างเหินเช่นนี้ เกรงว่าเขาคงจำนางไม่ได้กระมัง
ชายหนุ่มกล่าวอย่างใจเย็นว่า "บนตัวแม่นางมีสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวข้า ขอตรวจค้นได้หรือไม่? "
ฟางเยว่ได้ยินเช่นนั้น สำลักสุราหัวเราะร่วนตบหน้าขาพอใจ แต่ไม่พูดสิ่งใด
ชายหนุ่มนิ่งงันครุ่นคิด ประมาณการจากชุดคลุมน่าจะไม่ใช่ชาวเมืองนี้ ชายหนุ่มไม่กล้าเสียมารยาทกับแขก ยินดีค้อมตัวคารวะพลางกล่าวว่า
“แม่นางหัวเราะอันใด?”
“หัวเราะสุนัขขี้เรื้อนจอมสอพลอ เลือกปฏิบัติ” ฟางเยว่ลั่นวาจาโอหัง
“จับนาง!” ชายหนุ่มไม่ได้ใจเย็นเพียงนั้น ตวาดเสียงห้วนสั่งผู้ติดตาม
“เ้ากล้าหรือ?” ทันใดนั้นเอง เสียงกังวานเสนาะหูแว่วมาตัดหน้า
*****
มีเล่มอีบุ๊คแล้ว แบ่งออกเป็เล่ม 1 (อ่านฟรี) ที่ MEB / Ookbee / naiin
อีบุ๊ค เล่ม 2 (เล่มจบ) สนับสนุนได้ที่แอพ ที่ MEB / Ookbee / naiin