บทที่ 43 ตระกูลลั่ว (100%)
คืนวันที่สงบสุขผ่านพ้นไปเพียงสามวัน ช่วงสายของวันที่สี่แขกไม่ได้รับเชิญสองคนย่างเท้าเข้ามาในจวนพร้อมกับเยว์ฉี สีหน้าหญิงงามผู้นำทางดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ คล้ายถูกบังคับให้พามาโดยไม่เต็มใจ เมื่อซู่เซียวเห็นหน้าแขกทั้งสองความเย็นชาปรากฏขึ้นบนใบหน้าชราทันที สองพี่น้องที่นั่งกินขนมอยู่ด้านข้างสัมผัสถึงความผิดปกติของผู้เป็นตาได้อย่างชัดเจน จึงมองแขกผู้มาเยือนด้วยสายตาเย็นชาเช่นกัน“ขออภัยท่านผู้เฒ่าเซียว ข้ามิอาจขัดขวางมิให้สองท่านนี้เข้ามาพบท่านได้เจ้าค่ะ”เยว์ฉีเอ่ยขอโทษซู่เซียวด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร ชายสองคนนี้ถือป้ายทองของตระกูลลั่ว หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่จากแคว้นฉี เขาอ้างว่าเป็นพี่ชายของซู่เซียวและขอให้นางนำทางมาพบคน อำนาจของตระกูลใหญ่จากแคว้นอันดับหนึ่ง หอบัวสวรรค์มิกล้าล่วงเกิน จึงจำใจพาคนมา“ข้ารู้นิสัยการใช้อำนาจบารมีใหญ่คับฟ้าข่มเห่งผู้อื่นของพวกเขาดี คุณหนูเยว์ฉีมิต้องคิดมาก”น้ำเสียงของซู่เซียวที่เอ่ยกับเยว์ฉีแม้จะอ่อนโยน แต่ถ้อยคำร้ายกาจที่เอ่ยออกมา ทำสีหน้าแขกผู้มาเยือนทั้งสองเขียวคล้ำลงทันที“เจ้าสาม แม้เจ้าจะเปลี่ยนแซ่ตัวเองแล้ว แต่เลือดในกายเจ้า ก็ยังเป็นเลือดของตระกูลลั่ว”หนึ่งในแขกผู้มาเยือน มีหน้าตาคล้ายซู่เซียวถึงแปดส่วน พูดโต้กลับอย่างขุ่นเคือง“ท่านพี่ เข้าไปคุยกันในจวนเถอะเจ้าค่ะ” ซู่หลิ่วเอ่ยเตือนสามีเสียงเบาแม้ไม่อยากต้อนรับแขกผู้มาใหม่ทั้งสอง แต่ปัญหาภายในครอบครัว ไม่สมควรให้คนภายนอกรับรู้ ซู่เซียวแค่นเสียง “ฮึ” ทีหนึ่ง แล้วจูงมือหลาน ๆ เดินนำผู้มาเยือนไปที่ห้องโถงใหญ่เยว์ฉีขอตัวกลับหอบัวสวรรค์อย่างรู้ความ และได้สั่งทหารอารักขาให้คอยเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวในจวนอย่างใกล้ชิด หากเกิดการต่อสู้กัน ให้รีบเข้าไปช่วยสองผู้เฒ่ากับเด็ก ๆ ทันที บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่จวนซู่เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก ซู่เซียวนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ในตำแหน่งประมุขของจวน ซู่หลิ่วและสองพี่น้องนั่งอยู่ทางด้านซ้าย แขกผู้มาเยือนนั่งอยู่ทางด้านขวาเมื่อบ่าวรับใช้นำน้ำชาเข้ามาให้แขกเสร็จเรียบร้อย ก็ถอยออกไปรอด้านนอก ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ลั่วเชียงซึ่งมีฐานะเป็นพี่ชายคนรองของซู่เซียวรีบเอ่ยจุดประสงค์การมาเยือนอย่างไม่อ้อมค้อม“ท่านประมุขสั่งให้ข้ามารับพวกเจ้ากลับตระกูลลั่ว เจ้าจะมีตำแหน่งเป็นรองผู้อาวุโสฝ่ายซ้ายของบ้านสายหลัก เด็กคู่นี้ก็มีฐานะเป็นคุณหนูคุณชายของบ้านสายหลักเช่นกัน”“พวกข้าทุกคนแซ่ซู่” ซู่เซียวพูดเสียงเย็น พลางมองหน้าลั่วเชียงอย่างเย็นชา“เจ้าสาม ท่านประมุขและเหล่าผู้อาวุโสทุกคนในตระกูลรักเหม่ยเอ๋อร์เหมือนลูกแท้ ๆ นางโดนคนตระกูลย่งทำร้าย พวกเราทุกคนก็เสียใจ แต่เจ้าเองก็รู้ว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคนที่ทำร้ายนาง มีอำนาจยิ่งใหญ่ล้นฟ้าจนมิอาจล่วงเกิน คนในตระกูลจึงทำได้แค่อดทน เก็บความเจ็บปวดไว้ในใจ ตอนนี้ท่านประมุขสั่งให้ข้ามารับพวกเจ้ากลับเข้าตระกูล เพราะอยากดูแลลูกของเหม่ยเอ๋อร์ให้ดีเพื่อชดเชยเรื่องในอดีต เจ้าปล่อยวางเรื่องที่ผ่านมาซะ แล้วนึกถึงอนาคตของหลานให้มาก ๆ ทรัพยากรในตระกูลจะสนับสนุนพวกเขาให้เป็นอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่” ลั่วเชียงพูดกล่อมน้องชาย“เพิ่งจะคิดมาชดเชยให้ลูกของเหม่ยเอ๋อร์ในตอนนี้ คงเพราะเห็นพรสวรรค์ดุจฟ้าประทานของพวกเขา และอยากดึงเข้าตระกูลไว้ใช้งานสินะ เรื่องทรัพยากรพวกเราหาเองได้ไม่ต้องรบกวนของจากตระกูลลั่วหรอก ซู่มินเป็นจอมเวทระดับจิตเทพ ของที่นางสร้างแต่ละชิ้นมีมูลค่าสูงลิ่ว พวกท่านกลับไปเถอะ พวกเราแซ่ซู่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลลั่ว”ซู่เซียวพูดตัดขาดอย่างไม่ไยดี วันที่เขาพาซู่เหม่ยกับซู่หลันอายุห้าขวบเดินออกจากตระกูลลั่ว ไม่มีใครไยดีสองแม่ลูกเลยสักคน เมื่อถูกตระกูลทอดทิ้งก็ไม่สามารถอยู่ในแคว้นฉีต่อไปได้ บุตรสาวท้องแก่ที่บาดเจ็บทั้งกายและใจต้องนั่งรถม้าเดินทางข้ามแคว้นด้วยความยากลำบาก ความใจดำของตระกูลลั่วมีส่วนทำให้ลูกสาวเขาตาย แม้มิได้แค้นเคืองถึงขั้นมิอาจอยู่ร่วมโลก แต่ก็ไม่มีวันยอมให้อภัย“ไอ้วัวแก่ดื้อด้าน เจ้ามันเห็นแก่ตัวยึด ติดแต่ความแค้นที่ไม่อาจทำอะไรได้ แทนที่จะส่งเสริมให้หลานมีอำนาจบารมีตระกูลหนุนหลัง เจ้ากลับพาพวกเขามาลำบาก ให้คนอื่นดูถูกว่าเป็นพวกบ้านนอกชั้นต่ำ ถึงจะมีฝีมือเก่งกาจ แต่ถ้าไร้อำนาจเกื้อหนุน ก็ไม่มีวันเจริญก้าวหน้าอย่างเต็มที่”ลั่วเชียงหน้านิ่วคิ้วขมวดต่อว่าซู่เซียวเสียงดังลั่นด้วยความโมโห หากเขานำคนกลับไปตามคำสั่งประมุขตระกูลไม่ได้ ตำแหน่งหัวหน้าผู้อาวุโสฝ่ายซ้ายก็จะตกเป็นของคนอื่น“เป็นพวกบ้านนอกชั้นต่ำ แต่สามารถทำทุกอย่างได้แบบอิสระโดยไม่มีกฎตระกูลมาคอยกดหัว โดนใครรังแกก็ตอบโต้ได้ทันที ไม่ต้องคอยประจบสอพลอคนใหญ่คนโต แบ่งพรรคแบ่งพวก ชีวิตที่ไม่ต้องชิงดีชิงเด่นกับใคร คือชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง หลานข้าจะมีชีวิตที่ดีกว่ามารดาที่เติบโตมาในตระกูลใหญ่เป็นพันเท่า ส่วนเรื่องอำนาจหนุนหลัง..ท่านผู้นั้นมีอำนาจเหนือกว่าตระกูลลั่วหลายเท่านัก”ซู่เซียวโต้กลับเสียงเรียบ พลางชี้นิ้วไปที่พู่หยกห้อยประดับเอวของซู่มิน“เจ้า!” ลั่วเชียงถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นพู่หยกห้อยลักษณะคล้ายตราประทับของฮ่องเต้แคว้นซิง ชายชราลุกขึ้นยืนแล้วสะบัดแขนเสื้อแรง ๆ ด้วยความไม่พอใจ ก่อนเดินออกจากห้องโถงด้วยความเร็วราวกับพายุพ่อบ้านจ้าวที่ติดตามลั่วเชียงมาด้วย ยกมือคารวะสองผู้เฒ่าซู่ แล้วหมุนกายกำลังจะก้าวเดินตามเจ้านายไป แต่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันหลังกลับมาพูดกับคนครอบครัวซู่“คุณชายใหญ่ตระกูลย่ง ได้เป็นตัวแทนแคว้นฉีในการประลองศึกชิงอันดับแคว้น เขามีวรยุทธ์ระดับเทพยุทธ์ช่วงปลาย ในศึกรอบคัดเลือกตัวแทนแคว้น คู่ต่อสู้ของเขาล้วนกลายเป็นคนพิการ”ซู่เซียวมองเห็นความห่วงใยในดวงตาพ่อบ้านจ้าวแวบหนึ่ง เพลิงแค้นในใจจึงลดระดับลง ความจริงแล้วตัวเขาเองก็เคยเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูล จึงเข้าใจเหตุผลของส่วนรวมดี ตระกูลลั่วไม่อาจมีปัญหากับตระกูลย่ง เพราะคนเพียงคนเดียว“ขอบใจมากพ่อบ้านจ้าว คำเตือนของเจ้ามีประโยชน์ต่อหลานข้ามาก ฝากเจ้านำคำพูดข้าไปเรียนท่านประมุขด้วยว่า การที่ข้าตัดสินใจตัดขาดกับตระกูลลั่ว แค้นของบุตรสาวจึงกลายแค้นส่วนตัว และพวกตระกูลย่งต้องชดใช้แค้นนี้ด้วยชีวิต ถ้าไม่อยากนำพาปัญหาไปสู่ตระกูลลั่ว..อย่ามาข้องเกี่ยวกับพวกข้าอีก”พ่อบ้านจ้าวพยักหน้ารับทราบ แล้วหมุนกายเดินออกไปห้องโถง“คุณชายใหญ่ตระกูลย่ง..วรยุทธ์ระดับเทพยุทธ์ช่วงปลาย”ซู่หลันยืนบ่นพึมพำกับตัวเอง ภาพเด็กชายเกเรคนหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว เด็กชายที่คอยหาเรื่องทุบตีเขาทุกวัน เด็กชายปากสุนัขที่ชอบพูดจาดูถูกเหยียดหยามคน จนมารดาเขาทุกข์ใจและแอบร้องไห้เป็นประจำ บุตรชายคนโปรดของนางหญิงชั่วผู้สูงศักดิ์ผู้นั้น“พี่หลัน” ซู่มินส่งเสียงเรียกพี่ชาย เมื่อสัมผัสถึงไอสังหารที่ซู่หลันแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว“พี่ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง” ซู่หลันลูบหัวน้องสาวเบา ๆ“ยังมีเวลาเหลืออีกหกเดือน เจ้าทั้งคู่จงตั้งใจฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่ง เรื่องตระกูลลั่วไม่ต้องเก็บเอามาใส่ใจ พวกเราแซ่ซู่ จะแข็งแกร่งด้วยพละกำลังของตัวเอง” ซู่เซียวเอ่ยสั่งสอนหลาน“ขอรับ / เจ้าค่ะ” สองพี่น้องขานรับอย่างเชื่อฟัง