บทที่ 55
แสงแดดร้อนแรงยามเที่ยง ส่งผลใช้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับเกวียนรถม้า ต้องยกหลังมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาตามไรผม อีกมือกุมบังเหียนบังคับเกวียนมุ่งตรงไปยังประตูเมือง “หยุดก่อน จะเข้าเมืองไปด้วยเหตุอันใด” นายทหารเฝ้าประตูเมืองคนหนึ่งที่ภามจำได้ว่าพบกันเมื่อวานกล่าวขึ้น พร้อมกับยื่นทวนในมือออกมาขวางทางรถม้าไว้เช่นเดิม“ข้า เอาผลผลิตมาขายในเมืองขอรับ” ภามชี้แจง พร้อมกับยื่นเงิน 50 เหรียญทองแดง ให้ทหารนายนั้นอย่างรู้หน้าที่“ไม่มีของน่าสงสัย หรือของต้องห้าม ให้ผ่านได้” นายทหารที่เดินไปสำรวจรอบๆ เกวียนของเขาตะโกนบอกนายทหารที่ใช้ทวนขวางรถม้าอยู่นายทหารคนนั้นจึงยื่นมือมารับเงิน และลดทวนในมือลง ให้ภามขับเกวียนรถม้าผ่านประตูเข้าไปภายในเมืองได้ ภามเบนหัวเกวียนรถม้าของเขามุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางโรงแรมของไซมอนก่อน ตั้งใจจะแวะเข้าไปทานอาหารกลางวัน แล้วค่อยเดินทางไปสมาคมการค้า เหมือนเช่นเมื่อวาน “อ้าว ภาม มาได้ซะที ข้าก็กำลังรออยู่ว่าเจ้าจะมาเมื่อไหร่ มา นั่งลงๆ” ไซมอนโบกมือพร้อมส่งเสียงทักทายทันทีที่เห็นภามก้าวเข้าไปในตัวโรงแรม“น้าไซมอนร่าเริงเหมือนเดิมเลยนะขอรับ” ภามทักทายกลับ“เจ้าก็ยังยิ้มยากเหมือนเดิมเลยนะ เอ้า! สั่งอาหารก่อน” ไซมอนแซวกลับ พร้อมกับยื่นเมนูอาหารให้ภาม ภามสั่งอาหารมาสองสามอย่าง ไซมอนจึงเดินหายเข้าไปในครัว และใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถือถาดที่ใส่อาหารกลับออกมาเสิร์ฟ ทั้งสองนั่งกินข้าวด้วยกัน พร้อมกับพูดคุยเรื่องต่างๆ ไปเรื่อยๆ และเช่นเดิม ส่วนใหญ่นั้นไซมอนเป็นคนพูด และภามเป็นคนฟัง... “ว่าแต่ สองวันที่ข้าแวะมานี้ ข้าไม่เห็นโซอี้เลย นางไปไหนหรือ” ภามถามถึงสิ่งที่สังเกตเห็นมาในสองวันนี้“อ้อ ยัยตัวป่วนน่ะหรอ ไปโรงเรียนน่ะ ปีนี้ไปโรงเรียนเป็นปีแรก ตื่นเต้นใหญ่เลย ไม่รู้จะไปป่วนอะไรให้ครูที่โรงเรียนต้องปวดหัวบ้าง” ไซมอนตอบพร้อมกับยิ้มเมื่อนึกถึงลูกสาวที่กล่าวถึง“เอ๋ ที่นี่มีโรงเรียนด้วยหรือ”“มีสิ เมืองเราออกจะใหญ่โต มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าผู้คนเล่าเรียนมาจากที่ใดกันเล่า” ไซมอนย้อนถาม“อ้อ” ภามตอบรับสั้นๆ พร้อมกับตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก หลังจากภามทานอาหารจนหมด ก็จ่ายค่าอาหาร บอกลาไซมอน และนาเดีย ก่อนจะเดินออกจากโรงแรม ตรงไปขึ้นเกวียน กุมบังเหียนบังคับทิศทางตรงไปยังทิศตะวันตกของตัวเมือง ภามบังคับเกวียนรถม้าไปจอดไว้มุมหนึ่งของลานกว้างหน้าตัวอาคารของสมาคมการค้าตามความเคยชิน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังตัวอาคารสมาคม ภายในห้องโถงด้านล่างของสมาคมเต็มไปด้วยผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่เหมือนเช่นทุกวัน ภามก้าวตรงไปยังโต๊ะของฮาคิมทันที แต่ดูเหมือนพ่อค้าคนกลางผู้นี้จะงานยุ่งเสียจริง เมื่อวานเขามาก็ไม่พบฮาคิมที่โต๊ะ ต้องรออยู่สักพักกว่าฮาคิมจะกลับมา วันนี้มาถึงก็ไม่พบฮาคิมอีก เขาจึงตัดสินใจยืนรออยู่อีกสักครู่ โดยกวาดตามองบรรยากาศรอบๆห้องโถงดูอย่างเพลิดเพลิน “ภาม มาแล้วหรอ งั้นไปดูผลผลิตกันเลยมั้ย” เสียงฮาคิมทักขึ้น ยังไม่ทันได้กลับไปนั่งที่โต๊ะ ก็ชวนภามเดินกลับออกไปนอกอาคารอีกครั้ง ภามเดินตามฮาคิมออกไป แต่เมื่อออกไปนอกอาคารก็เปลี่ยนไปเดินนำฮาคิมตรงไปยังบริเวณที่เขาจอดเกวียนรถม้าทิ้งไว้ “วันนี้ข้าเอามันฝรั่งมา 1,000 หัว กับข้าวโพด 500 ฝัก” ภามบอกฮาคิม ขณะที่กำลังค่อยๆ แบกผลผลิตที่กล่าวมาออกมาตั้งที่หน้าเกวียน“รอบนี้มีแค่นี้เองหรือ” ฮาคิมถาม พร้อมกับยื่นมือไปช่วยแกะปากกระสอบ“ใช่แล้ว ตอนนี้มีผลผลิตแค่นี้ แต่อีกไม่กี่วันนี้จะเก็บเกี่ยวได้อีก ว่าแต่ ข้าวโพดนี่เจ้ารับซื้อราคาเท่าไหร่”“ปกติข้ารับฝักละ 2 เหรียญทองแดง แต่ของเจ้าฝักใหญ่ดี ให้ 3 เหรียญทองแดงละกัน” ฮาคิมตอบขณะมองข้าวโพดที่ถืออยู่ในมือ“ตกลง” ภามตอบรับข้อเสนอ หลังจากฮาคิมตรวจผลผลิตทั้งหมดเรียบร้อยแล้วก็ยื่นกุญแจห้องในโกดังให้ภาม รวมทั้งบอกให้เอาของไปไว้ในโกดัง และเข้าไปรับเงินได้เลย ภามบังคับเกวียนอ้อมข้างตัวอาคารไปยังโกดังด้านหลัง นำผลผลิตทั้งหมดเก็บใส่ห้องโกดังของฮาคิม จากนั้นล็อคกุญแจจนเรียบร้อย ก็นำเกวียนกลับมาจอดที่ลานด้านหน้าเช่นเดิม เมื่อเกวียนจอดสนิท ภามก็กระโดดลงไปยืนอยู่หน้าเกวียน ขณะกำลังจะยื่นมือไปลูบแผงคอเจ้าดำกับเจ้าขาว อยู่ๆเขาก็รู้สึกถึงพลังกดดันอย่างประหลาดลอยตรงมาทางที่เขายืนอยู่ ภามจึงยกมือขึ้นปัดมันไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ โดยที่ยังไม่ทันได้มองว่าสิ่งนั้นคืออะไร ตู้มม!!ก้อนหินขนาดกลางที่ตั้งประดับสวนหย่อมหน้าอาคารสมาคมการค้าแตกกระจาย ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่หันไปมองตามทิศทางของเสียงเป็นสายตาเดียว รวมถึงภามด้วย จากนั้นเขาจึงยกแขนที่ปัดอะไรบางอย่างออกไปเมื่อครู่ขึ้นมาดู ไม่พบบาดแผลใดๆ แต่แรงนั้นกลับกระทบจนก้อนหินแตกกระจายได้ “อืม.. จัดว่าไม่เลวทีเดียว ไม่เลวๆ” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นด้านหน้า ทำให้ภามเงยหน้าขึ้นมองทันที“เมื่อครู่นี้อะไรกัน เป็นท่านหรือ ที่ซัดอะไรใส่ข้า?” ภามเอ่ยถาม เนื่องจากเสียงก้อนหินระเบิดแตก ทุกคนต่างหันไปสนใจต้นตอของเสียงกันหมด กลับมีเพียงชายวัยกลางคนที่แต่งตัวประหลาดตรงหน้านี้เท่านั้น ที่ไม่สนใจเสียงระเบิดนั้น แต่กลับเดินตรงเข้ามาหาเขา ทำให้ภามอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าคนตรงหน้านี้คือตัวต้นเหตุ “เป็นข้าเอง” ชายวัยกลางคนตรงหน้าตอบกลับมาด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน“ท่านซัดอะไรมาใส่ข้า” ภามถามต่อ“นั่นสินะ.. มันคืออะไรกันนะ.. แต่เจ้านี่ไม่เลวจริงๆ ข้าไปละ” คนตรงหน้าพูดจาวกวน จนภามจับใจความไม่ได้ ก่อนจะหันหลังเดินหนีจากไปเสียดื้อๆ ภามมองตามอย่างงงๆ ก่อนจะส่ายหัวช้าๆ และเดินเข้าไปในตัวอาคารสมาคมการค้า เพื่อเข้าไปรับเงินจากฮาคิม “ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น” ฮาคิมถาม เมื่อเห็นภามเดินเข้ามา“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนจะมีคนก่อเรื่อง”“แปลก! มีคนกล้ามาก่อเรื่องกลางลานสมาคมการค้าได้ยังไงกัน” ฮาคิมกล่าวต่อ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย“...”“เอาเถอะ นี่เงินเจ้า 85 เหรียญเงิน” ฮาคิมบอกพร้อมกับยื่นเงิน และกระดาษจดรายการมาให้ภาม“ขอบใจเจ้ามาก งั้นวันนี้ข้ากลับก่อนละ” ภามรับเงินมาเก็บใส่ถุงเหรียญ จากนั้นเอ่ยลาฮาคิม และเดินกลับออกไปที่ลานด้านนอก ตอนนี้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติแล้ว ผู้คนต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่ และธุระของตน มีเพียงเศษหินที่แตกกระจายที่ยังอยู่ในสวนหย่อมเช่นเดิม ภามเดินกลับไปขึ้นเกวียนรถม้าของเขา กระตุกบังเหียนเพื่อออกเดินทาง ก่อนออกจากเมืองเขาแวะกลับไปที่โรงแรมของไซมอนอีกครั้ง เพื่อกล่าวลาไซมอนกับนาเดีย เนื่องจากคงอีกหลายวันกว่าเขาจะกลับมาที่เมืองอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายยังเจิดจ้า ขณะที่ภามบังคับเกวียนขับผ่านประตูเมืองออกไป เพื่อมุ่งหน้าตรงกลับบ้าน จากที่คาดการณ์วันนี้เขาน่าจะถึงบ้านเร็วกว่าเมื่อวานเล็กน้อย