วังหลวงในขณะเดียวกัน
สองพี่น้องเพ่ยหานหรงและเพ่ยหานซีนั่งพูดคุยปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดกับเรื่องการรับมือเจ้ากรมคลัง แม้กลุ่มคนที่ร่วมมือกับฉีลู่จื่อจะมีเพียงเจ้ากรมการเกษตรแต่ก็ยังมิอาจวางใจได้ จากคำรายงานของหย่งเกอที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มนักฆ่าทำให้พระองค์รู้ว่ากำลังคนของพวกเขามีเพียงแค่สองร้อยคน ในวันที่ลงมือจะมีการก่อเหตุไฟไหม้ซึ่งหย่งเกอยังบอกมิได้ว่าผู้ใดได้รับหน้าที่วางเพลิงนั้น
“หลังจากนี้ สนมหวางเฟยคงจะถูกปลดเป็นแน่ใช่หรือไม่พี่ใหญ่” เพ่ยหานซีจิบชาพร้อมกับถามขึ้นมา
“เป็นเช่นนั้น”
“แล้วจะแต่งตั้งผู้ใดมาแทนเล่า” ยกยิ้ม “บุตรสาวท่านแม่ทัพใหญ่แคว้นเจ้าดีหรือไม่ข้าเห็นว่านางน่ารักมิใช่น้อย”
“ยังไม่คิดถึงเรื่องนั้น ยามนี้ข้ากำลังคิดถึงฮองเอาอยู่”
“จนป่านนี้แล้วก็ยังมิรู้ว่านางคือผู้ใดเช่นนั้นแล้วหากเวลานั้นมาถึงเล่า”
“เคราะห์กรรมของข้าคงมิร้ายแรงกระมัง แต่ถ้าหากถึงตายแคว้นเพ่ยยังคงมีเจ้า”
“ไม่เด็ดขาด ข้าเกลียดความวุ่นวายเช่นนี้ วันทั้งวันวนเวียนอยู่กับฎีกาน่าเบื่อหน่าย” หานซีทำสีหน้าจริงจัง “ข้าจะมิยอมให้พี่เป็นอะไรแน่ๆเชื่อข้าเถอะ”
ละจากถ้วยชาเอ่ยคำ “ช่วงนี้เจ้ามาดูงานราชการแทนสักสามสี่วันได้หรือไม่หานซี”
“พี่จะไปที่ใด”
“ชายป่าหลังวังห่างจากที่นี่หลายพันลี้”
“ไปทำสิ่งใด”
“ตามหาของบางอย่าง”
“-“ แลมองพี่ชายอย่างสงสัย “ของงั้นรึ”
“อืม..เจ้าอยู่ในวังเตรียมกำลังคนให้ดีอย่าให้มีพิรุธได้เล่า แค่บอกว่าพี่ไม่สบายก็พอและถ้าหากอยากได้กระบี่เล่มใหม่ก็ไปหากุ้ยเฟยได้ทุกเมื่อ”
“โอ้!!!ข้าลืมพี่สะใภ้ฟ่างได้อย่างไรกันเนี่ย..มิได้ประมือกับนางมานาน ขอบคุณพี่ใหญ่มาก” นึกไปถึงกุ้ยเฟยในนามสตรีตัวล่ำและภรรยาอ้วนของนาง
“หึ” ฮ่องเต้ส่ายหัวให้กับน้องชายตนเองที่ชอบประลองกำลังอยู่ตลอดเวลาอยู่ว่างมิเคยได้ สองคนพี่น้องร่วมเล่นหมากด้วยกันต่ออีกราวๆสองชั่วยามจึงพากกันแยกย้ายไปทำภาระกิจส่วนตัว
_-------++++(+±++++---+-
ชายป่านอกเมือง
“หยางหลง” รัชทายาทเจ้าอี้หลิงหันมองญาติผู้น้อง “ข้าว่าเรามากันไกลเกินไปหรือไม่ นี่มันจะเข้าสู่วันที่สี่แล้วหากมิเจอก็ปล่อยมันไปเถิดเหลือไว้เพียงกุหลาบพันปีของท่านแม่ก็เพียงพอ”
“จะดีรึ”
“ย่อมดี ไม่แน่ว่าระหว่างทางกลับไปส่งซิงอีเราอาจจะพบเจอมันก็เป็นได้”
“งั้นรึ?”
“อืม”
“เช่นนั้นเรากลับกันเถิด”
“ขากลับเราจะเลียบแม่น้ำขึ้นไปดีหรือไม่?” รัชทายาทเสนอถึงความเป็นไปได้
“ดียิ่ง ไม่แน่เราอาจจะเจอมันกำลังกินน้ำอยู่ก็เป็นได้” เจ้าหยางหลงเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“เช่นนั้นก็เดินทางเถิด จากที่นี่หากไม่เร่งรีบยังคงมีเวลาเที่ยวเล่นอยู่ต่างแคว้นอีกหนึ่งเดือนก่อนจะถึงวันพระราชสมภพ” สองบุรุษเริ่มมุ่งตรงไปหาแม่น้ำ
“พี่ว่าเฟิ่งเอ๋อร์จะหายทันวันงานหรือไม่?” เจ้าหยางหลงมีสีหน้าหนักใจเมื่อองครักษ์มาบอกข่าวว่าน้องสาวฝาแฝดแพ้เกสรดอกไม้อย่างรุนแรงจนใบหน้าเป็นตุ่มเต็มไปหมด
“อาจจะทันหรือไม่ทัน”
“ข้าสงสารนางยิ่งนักเหตุใดมิเป็นข้าที่เกิดอาการแพ้แทนนางกันนะ” ความสงสารน้องสาวนั้นมีอยู่เต็มอกคนเป็นพี่ สตรีทุกคนถ้าหากรูปโฉมเปลี่ยนแปลงย่อมรู้สึกอับอายแม้เขาจะรู้ว่าน้องสาวของเขา ‘ไม่อายก็เถอะ’ แต่เขาก็สงสารเพราะมิอาจรู้ได้ว่านางจะหายหรือไม่
“อย่าคิดสิ่งใดให้มากเลย พี่รู้จักนางดีเหมือนที่เจ้ารู้นะหยางหลงว่านางเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งกว่าที่ผู้ใดจะคาดคิด”
“อืม”
๑-------------------๑
นอกประตูวังหลวง
ฮ่องเต้เพ่ยหานหรงในคราบคุณชายหานกำลังเดินออกมาจากตรอกข้างๆวังหลวงพร้อมกับขันทีชราคนสนิท แต่ความคิดที่จะเดินทางไปนอกเมืองอย่างสงบกลับพังทลาย
“คุณชายหาน!!!” จางซิงอีที่ยามนี้กำลังเดินเที่ยวเล่นอยู่ข้างวังหลวงตะโกนเรียกบุรุษผู้หล่อเหลาเสียงดังลั่นจนผู้คนทั้งหลายต่างพากันมองตาม
เพ่ยหานหรงและมุ่ยกงกงหยุดชะงักในทันทีพร้อมถอนหายใจ เขาหันกลับมาด้วยใบหน้านิ่งสนิท “มีสิ่งใดรึคุณหนูจาง”
“เหตุใดหลายวันนี้มานี้ข้ามิพบเจอท่านเลยเล่า”
“ข้ามีงานที่ต้องทำ มิมีเวลามาเที่ยวเล่น” สองขาหันหลังก้าวเดินไปไม่ได้พูดให้มากความ “เจ้ามีเรื่องใดสำคัญหรือไม่?”
“ไม่มี ข้าอยู่ว่างๆ เฝ้ากุหหลาบแทนพี่เฟิ่ง อีกทั้งพี่หยางและพี่อี้กำลังออกไปตามหาสิ่งสำคัญก็มิรู้ว่าจะกลับมายามใดแล้วท่านกำลังจะไปที่ใดรึ”
“ชายป่าห่างจากที่นี่หลายพันลี้” เดินห่างออกมานอกเขตวังหลวงเพ่ยหานหรงและขันทีชราก็กระโดดขึ้นสูงทะยานกายออกไปทันทีอย่างมิคิดจะรั้งรอ
ฝ่ายจางซิงอีมีสีหน้าบูดบึ้ง นางรับรู้ได้ว่าเพ่ยหานหรงพยายามจะหนีหน้านางถึงแม้นางจะเป็นเพียงเด็กสาวแต่นางก็รับรู้ได้ด้วยความรู้สึกและการแสดงออกของเขาอย่างแจ่มชัด แต่นางมิสนใจเพราะคิดว่าคบคุณชายท่านนี้เป็นสหายก็คงมิได้ดูแย่ สองขาเพรียวทะยานขึ้นสูงติดตามสองบุรุษต่างวัยในทันที
ระหว่างทางที่ผ่านทั้งสามคนมองเห็นขบวนราชทูตจากแคว้นจินเดินทางด้วยรถม้ามากกว่าสามสิบคัน จางซิงอีมองความฟุ่มเฟือยตรงหน้าก็ให้นึกสนใจ
“ข้าว่าขบวนยาวเช่นนี้คงมิพ้นมีองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ตามมาด้วยเป็นแน่ ข้าทราบมาว่าฮ่องเต้แคว้นเพ่ยยังมิมีฮองเฮาใช่หรือไม่คุณชายหาน” ทั้งสามคนพูดคุยกันระหว่างที่รอให้ขบวนผ่านไป
“เป็นเช่นนั้น” บุรุษผู้หล่อเหลาเคร่งเครียด
“ไม่แน่องค์หญิงคนใดคนหนึ่งคงงดงามถูกตาต้องใจพระองค์เข้าสักคนแต่แน่นอนว่ายกเว้นพี่เฟิ่งของข้า”
ขวับ!! หันกลับมามองอย่างรวดเร็ว “เหตุใดต้องละเว้นนาง”
“อ้าว..ท่านก็เห็นอยู่มิใช่รึคุณชายว่าพี่เฟิ่งกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์ไปแล้ว ท่านหมอหญิงยังมิอาจบอกได้ว่านางจะหายกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไม่..คงเป็นเรื่องของโชคชะตา ข้าเองสงสารนางยิ่งนัก...แต่นางหาได้สนใจตนเองไม่และข้ารู้ว่านางเข้มแข็งมาก” มองคุณชาย “ท่านว่าจะมีฮ่องเต้องค์ใดสมรสกับองค์หญิงหน้าเป็นตุ่มพองอย่างมิกลัวคำครหาได้กัน”
ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ เพ่ยหานหรงครุ่นคิดถึงสิ่งที่จางซิงอีกล่าวออกมา ใจเขาอยากจะปฏิเสธแต่ก็มิสามารถหาเหตุผลใดมาหักล้างคำพูดนี้ได้ ‘ถูกต้องที่จะมีฮ่องเต้องค์ใดกล้าเอาสตรีอัปลักษณ์ขึ้นเป็นฮองเฮา’ สองขาตรึงอยู่กับที่คำถามของจางซิงอีเพิ่มคำถามให้เขามาอีกหนึ่งข้อนั่นก็คือ ‘แล้วเขามาทำสิ่งใดในที่ตรงนี้กัน’ ทั้งๆที่มิใช่เรื่องของตนแม้เพียงนิด ความลังเลผ่านเข้าชั่วแว่บหนึ่ง
“ขบวนรถม้าห่างออกไปแล้วเราจะไปที่ใดกันล่ะคุณชายหาน”
“กลับเมืองหลวง”
“_” ขันทีชรามิได้กล่าวสิ่งใดเพราะมันคือเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เสือขาวตัวนั้นหายไปก็เป็นเพราะแคว้นเจ้ามิดูแลอย่างรัดกุมเอง ยามนี้ฮ่องเต้ของเขาถึงแม้จะมาในรูปแบบคุณชายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปตามจับเสือของแคว้นอื่น ‘รึพระองค์มิได้มาจับเสือ?’ ภาพที่ฮ่องเต้ผู้สุขุมเยือกเย็นยืนทะเลาะกับสตรีหน้าตุ่มยังคงเป็นปริศนาที่ขันทีเช่นมุ่ยกงกงไม่เข้าใจแม้จะอยากถามแต่ก็มิมีสิทธิ์นั้น
สามคนต่างวัยมุ่งหน้ากลับเมืองหลวงทันที จางซิงอีมองทั้งสองคนอย่างโง่งม ‘แล้วเมื่อครู่ออกไปทำไมกันรึ?’