วันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 21.38 น.
ธาริณีเดินออกมาจากห้องน้ำ มือเรียวบางถือผ้าขนหนูพื้นน้อยเช็ดผมที่เพิ่งสระไปมา เมื่อเห็นน้องชายและชายผู้เป็นที่รักนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา จึงนึกถึงเสียงเอะอะเมื่อเช้าขึ้นมาได้และเอ่ยถาม
“เมื่อเช้ามีอะไรเหรอที พี่อยู่ในห้องน้ำได้ยินเสียงดังจากหน้าบ้าน” เพื่อนรักทั้งสองต่างหันไปมองต้นเสียงนั้นพร้อมกัน
“ป้าดีสั่งกับข้าวแล้วไม่ออกมาเอาไงพี่ ไอ้ทีก็ใจดีจ่ายเงินให้แล้วก็แขวนไว้หน้าบ้าน” เกียกกายรีบชิงพูดก่อนทีปกรจะง้างปากออกมา
“ถุงแกงที่แขวนอยู่หน้าบ้าน แขวนไว้ตั้งแต่เช้าแล้วเหรอ” ธาริณีขมวดคิ้วและถามขึ้นด้วยความสงสัย
“อย่าบอกนะว่าป้าแกไม่ได้ออกมาเอา ตอนกดออดเรียกก็เห็นเดินอยู่ในบ้านนี่นา” ทีปกรกระเด้งตัวขึ้นจากโซฟาทันที พร้อมทั้งรีบวิ่งออกนอกบ้านเพื่อดูให้แน่ใจว่าใช่ถุงแกงที่ตนแขวนไว้เมื่อเช้าหรือไม่ ภายในระยะเวลาไม่นานนัก เจ้าตัวก็เดินขมวดคิ้วกลับเข้ามาในบ้าน “ยังแขวนอยู่ที่เดิมจริง ๆ ด้วย”
“ฮะ! อะไรของป้าเนี่ย” คำตอบที่ได้รับจากทีปกรทำให้เกียกกายรู้สึกหงุดหงิด ประสมกับไม่ค่อยชอบป้าดีอยู่แล้วเป็นการส่วนตัวจึงพูดออกมาเสียงดังด้วยความไม่พอใจ
“ใจเย็นก่อนไอ้กาย ฉันรู้ว่านายไม่ค่อยชอบป้าดีสักเท่าไร แต่ฉันว่ามันดูแปลก ๆ นะ แกจะเป็นอะไรในบ้านรึเปล่าวะ” ทีปกรลูบหลังเกียกกายให้ใจเย็นลง
“พี่ก็คิดว่ามันดูแปลก ๆ เหมือนกัน เราไปดูกันหน่อยไหม” ทีปกรพยักหน้าและเดินนำออกไป ส่วนสองคู่รักก็เดินตามหลังมาติด ๆ
ทีปกรเดินมาหยุดตรงกำแพงฝั่งที่ติดกับบ้านของป้าดี พร้อมทั้งชะโงกศีรษะมองเข้าไปในบ้านอันมืดสนิท แต่แสงสว่างจากหลอดไฟฝั่งตรงข้ามส่องกระทบเข้าตัวบ้านจึงทำให้เห็นเงาราง ๆ เดินอยู่ในบ้าน
“นั่นไง มีคนเดินอยู่ในบ้าน” ทีปกรชี้เข้าไปในบ้านของป้าดี ทั้งยังหันกลับมาบอกพี่สาวและเพื่อนรัก
“เออว่ะมีคนเดินอยู่ในบ้านจริง ๆ ด้วย แล้วทำไมสั่งกับข้าวเอาไว้ไม่ออกมาเอาวะ” เกียกกายพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเช่นเคย ตามสไตล์ของคนที่ไม่ถูกชะตา
“ไหนอะ พี่ไม่เห็นเลยนะ” ธาริณีพยายามเกาะขอบกำแพงพร้อมทั้งเขย่งสุดตัว แต่ศีรษะก็ยังไม่พ้นขอบกำแพงแม้แต่น้อย
“ตรงนั้นไงพี่ ทำไม…” เกียกกายหยุดชะงักเมื่อหันมามองท่าทางของคุณหมอที่พยายามกระโดดมองบ้านของป้าดี “โอ๊ยพี่ ไม่ถึงก็ไม่บอก” เกียกกายหัวเราะในความน่ารักของธาริณี ทั้งยังใช้แขนข้างซ้ายอุ้มหญิงร่างบางขึ้น เพื่อให้หัวพ้นจากกำแพง
“เห็นยัง” เกียกกายพูดด้วยเสียงอู้อี้เนื่องจากใบหน้าของตนแนบชิดกับหลังของธาริณี
“เห็นแล้ว” ธาริณีพูดด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา ใจดวงน้อยเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ ทั้งยังรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวเมื่อชายผู้เป็นที่รักสัมผัสร่างกายของตน ลมหายใจอุ่น ๆ ที่พ่นออกมาผ่านเสื้อตัวบางยิ่งทำให้เลือดลมสูบฉีดแรงขึ้นไปทั้งร่างกาย รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้วงหน้าของตนแดงก่ำอย่างควบคุมไม่อยู่ โชคดีที่ความมืดอำพรางใบหน้านี้เอาไว้ ไม่เช่นนั้นคงต้องถูกแซวเป็นแน่
เกียกกายสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสบู่ที่โชยออกมาจากตัวของหญิงสาว ยิ่งทำให้กอดแนบแน่นมากขึ้นกว่าเดิม ภายใต้แผ่นหลังนั้นซ่อนใบหน้ายิ้มกริ่มด้วยความพึงพอใจ ทั้งสองต่างนิ่งเงียบเหมือนตกอยู่ในภวังค์ของกันและกัน จนทีปกรรู้สึกผิดสังเกตจึงละสายตาจากการส่องหาป้าดีและหันมามองคนทั้งคู่แทน
“นิดหน่อยก็เอาเนอะ พอได้แล้วมั้ง…” เมื่อทีปกรพูดโพล่งขึ้นสวนทางกับบรรยากาศอันแสนโรแมนติกของคนทั้งคู่ เกียกกายจึงค่อย ๆ วางธาริณีลง แต่ก็ยังสบตาและอมยิ้มให้กัน ภาพบาดตาเช่นนี้ยิ่งทำให้ความรู้สึกอิจฉาความรักของคนทั้งคู่เป็นอย่างมาก เพราะตนก็อยากมีโมเมนต์นี้กับเขมทัตบ้าง
“ยัง ๆ ยังไม่หยุด เผลอไม่ได้เลยคู่นี้ พี่ธาเข้าบ้านเลยนะ” ทีปกรสะบัดมือไล่ให้พี่สาวกลับเข้าบ้านและหันกลับไปส่องหาป้าดีต่อ โดยไม่สนใจสายตาหยาดเยิ้มที่ส่งให้กันของทั้งคู่เลยสักนิด
“เฮ้ย!!” ทีปกรร้องออกมาจนสุดเสียง ใจเต้นตึกตักโครมครามเผยสีหน้าซีดเผือดออกมาด้วยความตกใจ ทำให้สองคู่รักตกใจตามไปด้วย
“อะไรวะไอ้ที” เกียกกายชะโงกมองบ้าง และเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจเช่นกัน
“เฮ้ย!!”
“อะไร ๆ มีอะไรกันเหรอ พวกนายเห็นอะไร” ธาริณีโวยวายขึ้นมาบ้างด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าตกใจอะไรกัน