บทที่ 68 : นิมิตแห่งสวรรค์และปฐพี,สรรพชีวิตคืนอรุณ!
"อู่เจียง เจ้าอย่าได้คิดมาก"
"หลายสิ่งหลายอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตาฟ้าลิขิต ทุกสิ่งล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว"
"ในความฝันเจ้าบอกว่าถูกเรียกโดยนิกายเทพกระบี่ พลังเหนือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่นี้ย่อมต้องเป็นของเจ้านิกายเป็นแน่ นั่นหมายความว่าเจ้ามีชะตาร่วมกับเจ้านิกายเทพกระบี่"
"หากมีศรัทธาอย่างแรงกล้า เจ้านิกายเทพกระบี่จะไม่มีวันหันหลังให้เจ้าอย่างแน่นอน"
"ศรัทธาความเชื่อมั่นสามารถเคลื่อนย้ายได้แม้กระทั่งภูผา!"
ฮองเฮาเย่หวงซู่ยื่นมือไปลูบศีรษะบุตรชายพร้อมปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ถูกต้อง”
“เจ้าถูกเจ้านิกายเทพกระบี่เรียกหา กอปรกับบรรณาการที่บิดาได้ตระเตรียมไว้ ย่อมสามารถสร้างความประทับใจให้แก่เจ้านิกาย เชื่อว่าท่านจะต้องรับเจ้าเข้านิกายอย่างแน่นอน”
“อู่เจียงอย่าได้กังวลไปเลย ไม่ว่าจะอย่างไรบิดามารดาต้องทำทุกสิ่งเพื่อให้เจ้าได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของนิกายเทพกระบี่”
ฮ่องเต้เหยาว่านหลี่ปลอบประโลมบุตรชายคลายความวิตก
“ข้าจะต้องคำนับนิกายด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจากใจจริง”
“เพียงแต่ต้องรอถึงหกวันเชียวหรือ?”
องค์ชายเหยาอู่เจียงบ่นในใจ
เขากำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า ในยามนี้เขาอยากจะสยายปีกบินไปยังนิกายเทพกระบี่เนื่องจากอดใจรอแทบไม่ไหว
......
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นราชวงศ์ต้าซางที่ยิ่งใหญ่ ภายในพระราชวังของจักรพรรดินี
“เสด็จแม่ มิได้หลอกลูกใช่หรือไม่?”
“นี่ก็ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือน จะให้ลูกต้องทนรอไปอีกนานเพียงใดเพคะ?”
“หากเจ้านิกายเทพกระบี่เข้าใจผิด คิดว่าลูกเป็นพวกผัดวันประกันพรุ่งไร้ความกระตือรือร้น ปราศจากความจริงใจแล้วเลือกปฏิเสธลูกไม่ยอมรับเข้านิกาย เมื่อเป็นเช่นนั้น ลูกก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว”
องค์หญิงอินเหม่ยบุ้ยหน้าด้วยความไม่พอใจ
“มารดาไปหลอกเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
“สาวน้อยเจ้าอย่าได้กังวลไป”
“ความจริงมารดากังวลมากเสียยิ่งกว่าเจ้า”
“จากการคำนวณฤกษ์ที่แม่นยำของวิหารลิขิตสวรรค์ อีกหกวันจะถือเป็นวันมงคลที่ดีที่สุด"
“มารดาได้ตระเตรียมของขวัญไว้เป็นที่เรียบร้อย รอเพียงกำหนดฤกษ์งามยามดีเท่านั้น เมื่อเวลานั้นมาถึง มารดาจะเป็นผู้นำเจ้าไปฝากตัวยังนิกายเทพกระบี่ด้วยตนเอง"
จักรพรรดินีอินอู๋กล่าวด้วยท่าทางจริงจัง
ถึงกระนั้นพอนึกถึงของขวัญมากมายที่เตรียมไว้ให้นิกายเทพกระบี่ หัวใจของนางก็เหมือนถูกมีดกรีดเฉือนโลหิตไหลไม่หยุด
เนื่องจากสมบัติดังกล่าวได้สะสมรวบรวมตกทอดมาจากราชวงศ์ยุคก่อน ๆ มากมาย การนำมันออกมามอบให้ผู้อื่นก็เหมือนกับเอามีดกรีดเฉือนหัวใจตนเอง
ถึงกระนั้นนางก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ขอแค่อินเหม่ยสามารถเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ได้สำเร็จ ต่อให้สูญเสียมากกว่านี้หมื่นเท่าล้านเท่าข้าก็ยอม กับอีแค่สมบัติล้ำค่าไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง” จักรพรรดินีอินอู๋พยายามปลอบใจตนเอง แต่แววตากับแข็งกระด้างราวกับก้อนศิลา
แต่ในช่วงเวลานั้นเองสติของนางก็กลับคืนมา นางนึกถึงผู้อาวุโสทั้งทั้งเก้าที่ทำหน้าที่ประจำอยู่ในวิหารลิขิตสวรรค์ ยามนั้นพวกเขากำลังทำนายโชคชะตาของนิกายเทพกระบี่ แต่ก็ถูกพลังลึกลับโจมตีกลับจนผู้อาวุโสทั้งเก้าร่างปลิวกระเด็นออกมาจากวิหารกระอักโลหิตกันเป็นแถว ๆ
นางทราบดีอยู่แก่ใจว่าวิหารลิขิตสวรรค์มีไว้เพื่อทำนายโชคชะตาความลับสวรรค์ หยุดยั้งหายนะที่จะเกิดกับราชวงศ์ต้าซาง นี่คือสมบัติประจำแผ่นดินอย่างแท้จริง
ทว่าครั้งล่าสุดที่ผ่านมาไม่เพียงจะไม่สามารถเก็บข้อมูลของนิกายเทพกระบี่ ทว่าผู้อาวุโสแต่ละคนกลับได้รับบาดเจ็บสาหัสสลบเหมือดไม่ได้สติ
ตั้งแต่นั้นมานางก็ได้ตระหนักถึงคำว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ว่าเป็นเช่นไร
มรดกและปราณวาสนาของนิกายเทพกระบี่ แข็งแกร่งกว่าราชวงศ์ต้าซางหลายเท่านัก
“ปัจจุบันราชวงศ์จิ่วหลี่มีความทะเยอทะยานไร้ที่สิ้นสุด คิดผนวกรวมสามราชวงศ์ที่เหลือมาเป็นของตนเอง”
“ราชวงศ์ต้าซางของข้าจะต้องเตรียมพร้อมวางแผนล่วงหน้าเพื่อรับมือกับพายุใหญ่ที่กำลังจะมาถึง”
“หากไม่เตรียมตัวเสียตั้งแต่ต้น เมื่อเวลานั้นมาถึงเกรงว่าต่อให้ราชวงศ์ต้าซางรอดมาได้ ราชวงศ์ก็ย่อมจะได้รับความเสียหายอย่างแสนสาหัสจนมิอาจฟื้นคืนกลับมาได้"
"นิกายเทพกระบี่ไม่เพียงเป็นโอกาสอันดีของอินเหม่ย แต่ยังเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับราชวงศ์ต้าซางเช่นกัน"
จักรพรรดินีอินอู๋ครุ่นคิดในใจ แววตาของนางเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับ
......
นิกายเทพกระบี่
อารามเสวียนหวงบนยอดเขาเทียมสวรรค์ เจ้านิกายยังคงฝึกตนอยู่ในห้องลับ
หลังจากฝึกตนเสร็จสิ้น หลินเฟิงก็เปิดแผนภาพนิกายเพื่อตรวจสอบการฝึกฝนของเหล่าศิษย์สาวกภายในนิกายเช่นเคย
"ช่วงนี้ไม่เห็นซวนหยวนชิงเทียนเลย ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่"
"คงต้องไปดูสักหน่อย"
ขณะรำพึงกับตนเองหลินเฟิง เขาก็เอานิ้วกดลงไปบนแผนที่บริเวณตำแหน่งยอดเขาซวนหยวน
สามพันปีก่อน ซวนหยวนชิงเทียนคือเทวะชนผู้แข็งแกร่งที่ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งกระบี่
ไม่เพียงแข็งแกร่งทรงอำนาจอย่างไร้ที่เปรียบ
แต่นางยังถือเป็นหายนะสำหรับแผ่นดินและผู้คน ซึ่งก็เหมาะสมกับชื่อของนาง โฉมสะคราญที่เสมือนจุติลงมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า สมญานามว่าเทพธิดามารกระบี่ นางถูกคู่หมั้นของตนเองวางยาพิษ ทั้งยังถูกศิษย์ที่เสมือนพี่น้องมีใจคิดคดริษยาวางแผนทำลาย สุดท้ายพวกหมาลอบกัดก็เอาชนะ นางถูกทำร้ายจนเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บอยู่ในหอคอยศักดิ์สิทธิ์เฉียนคุน
ครั้งล่าสุดหลินเฟิงได้มอบเมล็ดบัวหายนะชิงเหลียนให้แก่นาง ซึ่งนางสามารถใช้มันคงสภาพกายเนื้อของตนเองได้
ตอนนี้ความแข็งแกร่งของซวนหยวนชิงเทียนได้ทะยานขึ้นสู่ราชันมรรตัยจุดสูงสุดแล้ว
หากนางฟื้นตัวด้วยความเร็วระดับนี้ อีกไม่นานนางก็คงจะก้าวสู่จุดสูงสุดได้อย่างแท้จริง
บนยอดเขาซวนหยวน ภายในตำหนักซวนหยวน
ท่าทีการแสดงออกของซวนหยวนชิงเทียนทั้งเคร่งขรึมสง่างาม ในมือถือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน ปลายแหลมชี้เป็นแนวทแยงเหนือศีรษะ ขาซ้ายยืนหยัดอยู่บนพื้น ขาขวาวางไว้บนหัวเข่า ด้วยท่วงท่าเฉพาะตัว ราวกับกำลังสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่พิเศษยิ่ง
ทั่วร่างปราศจากซึ่งกลิ่นอายใดๆ เปรียบเสมือนดั่งภิกษุผู้บำเพ็ญที่กำลังเข้าฌานสมาธิ เพียงแต่สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์และกระโปรงอยู่เท่านั้น
หากมีผู้ใดสักคนอยู่ใกล้เคียงนางในยามนี้ รับรองว่าคนผู้นั้นจะต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนชวนขนลุกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
ฉับพลัน
ก็เกิดลมพายุกระโชกแรง เส้นผมซึ่งแฝงไปด้วยความโศกาปลิวไสวไปตามกระแสสายลม กระโปรงสีขาวพลิ้วกระพือ
เปรี้ยงง!!!
สายอัสนีสีทองฟาดผ่าลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า เสียงดังกึกก้องเฉกเช่นมังกรคำราม ทั้งโลกหล้าสว่างไสวขึ้นอย่างฉับพลัน แม้แต่ดวงตะวันยังมืดมนลง
ครื่น∼ เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงดังกึกก้องกัมปนาทแผ่ไปทั่วอาณาบริเวณ ผู้คนนับไม่ถ้วนหูดับไปชั่วขณะ ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือน ท้องฟ้าหมุนวนไปมาเสมือนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สัตว์วิญญาณอสูรปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วน ต่างสั่นสะท้านหวาดผวา
นี่คือจุดศูนย์กลางหัวใจสำคัญของนิกายเทพกระบี่ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทำให้ยอดเขาเทียมสวรรค์และยอดเขาอีกร้อยแปดต้องสั่นคลอนไปมา ราวกับมีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ช่างน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ในช่วงเวลานั้นเองสายฟ้าสีทองอีกเส้นก็ถูกฟาดผ่าลงมา แล้วก็ตามด้วยเส้นที่สามตามมาติด ๆ
สายฟ้าทั้งสามเปรียบเสมือนอาคมโบราณ ที่กำลังอัญเชิญตัวตนผู้น่าสะพรึงกลัวอย่างไร้ที่เปรียบออกมา กลิ่นอายวิญญาณค่อย ๆ มารวมตัวกัน
ลมกระโชกแรงพัดพามาโดยไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านจำนวนนับไม่ถ้วนหักโค่นหรือไม่ก็ถูกถอนรากถอนโคนออกมา สัตว์อสูรสัตว์วิญญาณมากมายไม่ถ้วนหมอบคลานอยู่บนพื้นดินไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ด้วยกลัวว่าจะถูกต้นไม้ใหญ่ล้มทับ กลัวว่าความน่าสะพรึงกลัวที่สุดจะปรากฏขึ้นมาสังหารพวกมันทันทีถ้ามีการขยับเคลื่อนไหว
ทันใดนั้นเอง
ท้องฟ้าเหนือนิกายเทพกระบี่ก็ปรากฏเมฆสีดำพวยพุ่งออกมาราวกับคลื่น ภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวภายใต้แสงตะวัน กลับกลายเป็นมืดสนิทราวกับสีน้ำหมึก ทิวากลายเป็นราตรีวันคืนเปลี่ยนผันในชั่วชั่วพริบตา
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นซวนหยวนชิงเทียนได้กระอักโลหิตออกมาสองสามคำ
"กระบวนท่าที่สองเก้ารูปแบบหายนะ - สรรพชีวิตคืนอรุณ"
ประโยคดังกล่าวก็เหมือนดั่งคาถาเก่าแก่ที่ถูกร่ายออกมา ฉับพลันตะวันก็ทอประกายแสงสว่างเจิดจ้าท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิด ทำให้ทั้งโลกหล้าสว่างไสวขึ้นมาทันตา
ทันทีที่ดวงตะวันสีทองส่องสว่างเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้า ดวงจันทราก็ระเบิดแสงสีทองนวลท้าทายแสงตะวัน
ต่อมาดวงดาราสีทองทะยานขึ้นไปบนท้องนภาทีละดวง โดยมีแสงตะวันกับแสงจันทราส่องสะท้อนเป็นประกาย
ส่งผลให้ทั้งใต้หล้ากลายเป็นมหาสมุทรสีทองพร่างพราวระยิบระยับ สรรพชีวิตทั้งหมดทั้งมวลหมอบคลานลงอย่างช้าๆ ราวกับปรอทที่ไหลลงสู่ผืนพสุธา
บัดนี้บนอากาศที่ว่างเปล่า สามารถมองเห็นหลุมดำขนาดใหญ่ด้วยตาเปล่า เพราะถูกปราณอันแหลมคมบดขยี้จนหายวับไปกับตา
ไม่เพียงเท่านั้น เบื้องหลังยังบังเกิดฉากอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นอีก