สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 57 มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ

    เช้าวันต่อมา


    ยอดเขาจันทรายังคงเริ่มต้นวันด้วยกลิ่นอาหารเช้าและแสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ พ้นทะเลหมอกเหมือนเช่นทุกวัน


    ทว่าหลังมื้อเช้าจบลงได้ไม่นาน ไป๋หลิงก็เดินขึ้นมาบนดาดฟ้าพร้อมแผ่นหยกคำร้องฉบับหนึ่งในมือ


    สีหน้าของนางดูไม่ค่อยดีนัก


    หนานอวี้ที่กำลังกินขนมหวานหลังมื้อเช้าเงยหน้าขึ้นทันที


    “ศิษย์พี่รอง ทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว มีเรื่องอะไรเหรอ”


    ไป๋หลิงวางแผ่นหยกลงบนโต๊ะ


    “มีคำร้องจากเมืองทิวาเมฆา ส่งมาถึงสำนักเมฆาจันทร์”


    หลานชิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “เมืองทิวาเมฆา?”


    ไป๋หลิงพยักหน้า


    “ช่วงหลายวันมานี้ รอบเมืองมีสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งปรากฏตัวหลายครั้ง ทำร้ายชาวบ้านและขบวนสินค้า ทางเมืองจึงส่งคำร้องให้สำนักเราช่วยตรวจสอบ”


    หนานอวี้กะพริบตา


    “แล้วทำไมคำร้องถึงมาอยู่ที่ยอดเขาจันทรา”


    ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเย็นลงเล็กน้อย


    “เพราะมีคนส่งต่อมาให้เรา”


    บรรยากาศบนโต๊ะนิ่งลงทันที


    หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ


    “ยอดเขากระบี่?”


    ไป๋หลิงพยักหน้า


    “ใช่เจ้าค่ะ เดิมทีคำร้องนี้ควรถูกส่งให้ยอดเขาหลักหรือยอดเขากระบี่จัดการ แต่พวกเขาให้เหตุผลว่ายอดเขาจันทรามีสัตว์อสูรพิทักษ์ระดับสูงอยู่แล้ว จึงเหมาะสมกับงานตรวจสอบสัตว์อสูรมากที่สุด”


    หนานอวี้ตบโต๊ะทันที


    “ข้ออ้างชัด ๆ!”


    ยูรันที่นั่งฟังเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ


    “แล้วคำร้องว่ายังไง”


    ไป๋หลิงหยิบแผ่นหยกขึ้นมาอ่านต่อ


    “คำร้องระบุว่า สัตว์อสูรที่พบมีพฤติกรรมผิดปกติ ไม่โจมตีเพื่อหาอาหาร แต่เหมือนถูกกระตุ้นให้คลุ้มคลั่ง มีร่องรอยแปลก ๆ ในร่าง รอบ ๆ เหมือนมีควันสีม่วงลอยออกมาจากตัวของสัตว์อสูรด้วย”


    ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย


    [ควันสีม่วง? คงต้องไปดูสักหน่อย]


    เขาวางถ้วยชาลง


    “เมืองทิวาเมฆาอยู่ไกลไหม”


    ไป๋หลิงตอบทันที


    “เดินทางด้วยกระบี่บินประมาณครึ่งวัน หากใช้เรือเหาะเล็กคงถึงก่อนเที่ยง”


    ยูรันพยักหน้า


    “งั้นข้าจะไปเลยตอนนี้ มีบางอย่างต้องตรวจสอบหน่อย”


    หนานอวี้ชะงัก


    “ตอนนี้เลยเหรอ”


    “อืม”


    หลานชิงอวี้ถามต่อทันที


    “ศิษย์พี่ยู ข้าไปด้วยได้ไหม”


    ยูรันยังไม่ทันตอบ หนานอวี้ก็ยกมือขึ้น


    “ข้าไปด้วย”


    ไป๋หลิงขมวดคิ้ว


    “งานนี้เป็นคำร้องตรวจสอบ ไม่ใช่ไปเที่ยวเล่น”


    หนานอวี้ตอบอย่างมั่นใจ


    “ข้าก็ไปตรวจสอบไง ตรวจสอบว่ามันกินได้ไหม”


    ไป๋หลิงหลับตาลงช้า ๆ


    ยูรันลุกขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมถอนหายใจ


    “ศิษย์พี่สามกับชิงอวี้ไปกับข้า ส่วนศิษย์พี่รองอยู่กับอาจารย์แล้วกัน”


    หลิงเยวี่ยมองเขา


    “ระวังตัวด้วยนะ รันเอ๋อร์”


    ยูรันพยักหน้ารับ


    หลังจากตัดสินใจแล้ว ยูรัน หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ก็เตรียมตัวออกจากยอดเขาจันทราทันที


    ไป๋หลิงส่งแผ่นหยกคำร้องให้ยูรัน พร้อมกำชับเส้นทางและข้อมูลเบื้องต้นอีกเล็กน้อย ส่วนหลิงเยวี่ยเพียงนั่งจิบชาอยู่เงียบ ๆ ราวกับปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง


    ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็เดินลงมาถึงลานหน้าตำหนักเดิม ซึ่งเป็นทางออกหลักของยอดเขาจันทรา


    ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นเขตลานหิน เงาร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านข้างอย่างพอดิบพอดี


    คนผู้นั้นคือเย่อ้าวเทียน


    เขาแต่งกายเรียบร้อย ใบหน้าประดับรอยยิ้มสุภาพ ดูราวกับศิษย์เอกผู้รอบคอบและเป็นห่วงงานของยอดเขาอย่างจริงใจ


    “ศิษย์น้องยูรัน ศิษย์พี่สาม ศิษย์น้องหลานชิงอวี้”


    เย่อ้าวเทียนประสานมือทักทาย


    “ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าจะไปเมืองทิวาเมฆาเพื่อทำคำร้องตรวจสอบสัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง”


    หนานอวี้สีหน้าเย็นลงทันที


    “แล้วไง”


    เย่อ้าวเทียนทำเหมือนไม่เห็นท่าทีของนาง


    “งานนี้เกี่ยวข้องกับสัตว์อสูรและอาจมีอันตรายไม่คาดคิด ข้าในฐานะศิษย์เอกของยอดเขาจันทรา ย่อมไม่อาจปล่อยให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องไปกันตามลำพัง”


    เขาผายมือไปด้านหลัง


    ที่ลานหินไม่ไกลนัก มีเรือเหาะขนาดเล็กลำหนึ่งจอดรออยู่แล้ว


    “ข้าเตรียมเรือเหาะไว้ให้แล้ว ใช้เวลาไม่นานก็ถึงเมืองทิวาเมฆา”


    ยูรันหันหน้าไปทางเรือเหาะเล็กน้อย


    [น่าสนใจ ถ้าข้าเหยียบเวหาไป แป๊บเดียวก็ถึงแล้วแท้ ๆ แต่ว่าดูเหมือนอสูรคลั่งจะไม่มีอันตรายมาก ค่อย ๆ ไปแล้วกัน]


    เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนส่งกระแสจิตไปหาหนานอวี้กับหลานชิงอวี้


    [ศิษย์พี่สาม ชิงอวี้ ขึ้นเรือเถอะ เผื่อข้าหลับบนกระบี่จะไม่ดีเอา]


    หนานอวี้ชะงักทันที


    [เจ้าจะหลับกลางทางจริง ๆ ใช่ไหม]


    ยูรันตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติ


    [คราวก่อนข้าก็หลับนะ]


    หลานชิงอวี้เม้มปากเล็กน้อย


    [เช่นนั้นขึ้นเรือเถอะเจ้าค่ะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยจับศิษย์พี่ยูไม่ให้ตกกระบี่]


    หนานอวี้กัดฟันมองเย่อ้าวเทียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสะบัดหน้า


    “ก็ได้ ขึ้นเรือก็ขึ้นเรือ”


    เย่อ้าวเทียนยิ้มสุภาพ


    “เชิญ”


    ยูรันเดินขึ้นเรือเหาะก่อนอย่างเอื่อยเฉื่อย


    หนานอวี้กับหลานชิงอวี้ตามขึ้นไปติด ๆ แม้ทั้งสองจะไม่ไว้ใจเย่อ้าวเทียน แต่เมื่อยูรันเลือกขึ้นแล้ว พวกนางก็ไม่คิดขัด


    ---


    ณ พระราชวัง ตำหนักทรงงานของจักรพรรดินี


    ม่านแพรสีทองเข้มขยับไหวเบา ๆ ตามลมยามสาย แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างสูงทอดลงบนพื้นหินขัดเงา ภายในตำหนักทรงงานกว้างขวาง บรรยากาศกลับเงียบสงบกว่าที่ควรจะเป็น


    หลังโต๊ะทรงงานขนาดใหญ่ สตรีผู้ครองแคว้นนั่งอยู่ในชุดผ้าไหมสีเข้มเรียบหรู


    นางคือจักรพรรดินีแห่งแคว้นนี้


    เซี่ยอวิ๋นหลัน


    ใบหน้าของนางงดงามสงบตามวัย ทว่าสายตากลับคมลึกและหนักแน่นอย่างคนที่ผ่านการตัดสินชะตาผู้คนนับไม่ถ้วนมาแล้ว


    บุรุษวัยกลางคนในชุดคลุมสีกรมท่าปักลายเมฆทองนั่งอยู่ด้านซ้าย


    เขาคือพระเชษฐาของจักรพรรดินี


    เซี่ยอวิ๋นเฉิน


    ผู้คนเรียกเขาว่า อ๋องเฉิน


    ส่วนอีกด้านหนึ่ง บุรุษอีกคนในชุดคลุมสีขาวเงินนั่งเอนตัวอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักทางด้านขวา ท่าทางดูสบายกว่าอีกสองคนมาก ใบหน้ามีรอยยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่เคยจริงจังกับสิ่งใด ทว่าสายตากลับเฉียบคมไม่แพ้ผู้ใดในห้อง


    เขาคือพระอนุชาของจักรพรรดินี


    เซี่ยอวิ๋นหมิง


    หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า อ๋องหมิง


    สามพี่น้องราชวงศ์อยู่พร้อมหน้ากันในตำหนักทรงงานเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเรื่องที่กำลังหารือไม่ใช่เรื่องเล็ก


    เซี่ยอวิ๋นหลันค่อย ๆ วางฎีกาในมือลง


    “อ๋องหมิง”


    อ๋องหมิงที่กำลังนั่งเอนตัวสบาย ๆ พลันสะดุ้งทันที


    “ว่าอย่างไร พี่หญิง”


    เซี่ยอวิ๋นหลันมองเขานิ่ง ๆ


    “เงินที่เบิกจากคลังไปสามแสน ไม่ใช่ว่าเอาไปลงทุนที่โรงกลั่นเหล้าอะไรนั่นแล้วขาดทุนหรอกนะ”


    อ๋องหมิงตัวแข็งค้าง


    “พี่หญิง คือว่า... เอ่อ... คือว่า... ข้า... ข้า...”


    อ๋องเฉินเหลือบมองน้องชายตัวเองอย่างสงบ


    [น้องชายไม่รอดแน่วันนี้]


    ขณะที่อ๋องหมิงกำลังถูกสายตาของจักรพรรดินีกดดันจนเหงื่อเย็นผุดเต็มหลัง เสียงของขันทีหน้าตำหนักก็ดังขึ้นพอดี


    “องค์รัชทายาทขอเข้าเฝ้า—!”


    สำหรับอ๋องหมิง เสียงนั้นไม่ต่างจากเสียงสวรรค์


    เขาแทบอยากหลั่งน้ำตาขอบคุณหลานสาวคนนี้ของตนทันที


    เซี่ยอวิ๋นหลันกล่าวเสียงเรียบ


    “ให้เข้ามา”


    ไม่นานนัก เซี่ยหลานอิงก็เดินเข้ามาในตำหนักด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนคุกเข่าคารวะอย่างเป็นทางการ


    “ถวายบังคมองค์จักรพรรดินี ถวายบังคมท่านอ๋องเฉิน ถวายบังคมท่านอ๋องหมิง”


    ทั้งสามพยักหน้ารับ


    เซี่ยอวิ๋นหลันมองหลานสาวตรงหน้า


    “ไม่ต้องมากพิธี มีเรื่องอันใดถึงได้ดูรีบร้อนนัก”


    อ๋องหมิงรีบเอ่ยเสริมทันที


    “ใช่ ๆ หลานรัก มีเรื่องอันใดถึงได้รีบร้อนนัก หรือว่าไปแดนลับกลับมาแล้วเกิดปัญหา”


    อ๋องเฉินเหลือบมองน้องชายอีกครั้ง


    [ไอ้น้องโง่นี่สมองพังไปแล้วรึไง เมื่อครู่เพิ่งโดนสอบสวนอยู่แท้ ๆ จะรีบเสนอหน้าทำไม]


    เซี่ยหลานอิงเห็นดังนั้นจึงกล่าว


    “ถ้าเช่นนั้นหลานไม่เกรงใจแล้วนะท่านอา ท่านลุง ที่เข้าเฝ้าท่านน้าวันนี้ มีสองเรื่อง”


    เซี่ยอวิ๋นหลันกล่าว


    “ว่ามา”


    เซี่ยหลานอิงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวเสียงจริงจัง


    “เรื่องแรกเกี่ยวกับแดนลับที่ได้รับมอบหมายเพคะ”


    บรรยากาศในตำหนักทรงงานเปลี่ยนไปทันที


    อ๋องหมิงที่เมื่อครู่ยังดีใจเพราะรอดจากการถูกสอบสวน รีบทำสีหน้าเคร่งขรึมตามน้ำ ส่วนอ๋องเฉินวางถ้วยชาลงอย่างสงบ


    เซี่ยอวิ๋นหลันพยักหน้าเบา ๆ


    “ว่ามา”


    เซี่ยหลานอิงจึงเริ่มรายงานเรื่องแดนลับอย่างละเอียด


    ตั้งแต่การรวมตัวของสำนักต่าง ๆ หน้าวิหารโบราณ การปรากฏของค่ายกลป้องกันที่แม้แต่หอเทียนจียังไม่อาจเปิดได้ ไปจนถึงเด็กหนุ่มจากยอดเขาจันทราผู้มีนามว่ายูรัน


    นางเล่าว่า ยูรันเดินผ่านค่ายกลโบราณเข้าไปอย่างหน้าตาเฉย ราวกับสิ่งที่ขวางอยู่ไม่ใช่ค่ายกลระดับสูง แต่เป็นม่านบาง ๆ ผืนหนึ่ง


    เล่าถึงการปะทะคารมกับผู้อาวุโสจากหอเทียนจี


    เล่าถึงการเดิมพันที่ทำให้ผู้อาวุโสคนนั้นถูกเลาะฟันหมดปากต่อหน้าทุกคน


    อ๋องหมิงที่ฟังอยู่ถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนยกมือแตะปากตนเองโดยไม่รู้ตัว


    เซี่ยหลานอิงไม่ได้หยุด นางเล่าต่อถึงวิหารด้านใน ระฆังทองสัมฤทธิ์ การเกิดระเบิดระดับรุนแรงจนเกือบทำให้มิติแดนลับพังทลาย


    และสุดท้าย เล่าว่ายูรันเป็นผู้รั้งแรงระเบิดเอาไว้ ส่งทุกคนออกจากวิหารจนปลอดภัย


    แต่ตัวเขาเองกลับรับแรงระเบิดทั้งหมดแทน


    เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเซี่ยหลานอิงหนักลงเล็กน้อย


    “หลังเหตุการณ์จบลง เขาบาดเจ็บสาหัส กระดูกแหลกทั่วร่าง เส้นเลือดและชีพจรปริแตกทั่วร่าง ผิวหนังไหม้เกรียม ลมหายใจโรยรินจนแทบไม่ต่างจากคนตาย ต้องพักรักษาตัวถึงสิบสี่วันจึงฟื้นขึ้นมาได้เพคะ”


    ภายในตำหนักทรงงานเงียบลงทันที


    อ๋องเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงต่ำ


    “มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ”


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แววตาฉายความสนใจอย่างชัดเจน


    “น่าอัศจรรย์จริง ๆ”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน