ยามค่ำคืนคฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส
ลอร์ดอาร์เทมิสกำลังนั่งบนเก้าอี้บวมตัวเดิมสายตาของเขาจ้องมองไปยังเปลวไฟในเตาผิง ขวดไวน์วางอยู่ข้างๆ แก้วไวน์บนโต๊ะเล็กข้างเก้าอี้ สายทั้งสองของขาเขายากที่จะบอกได้ว่าขณะนี้ในหัวของเขาคิดเรื่องอะไรอยู่ ก่อนจะมีร่างๆ หนึ่งเดินเข้ามาในห้องหยิบหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาทำการรินไวน์ใส่แก้วแล้วจึงยกขึ้นดื่ม ต่อให้ไม่เงยหน้ามองลอร์ดอาร์เทมิสก็เดาออกว่าคนคนนี้คือกิลเบิร์ตลูกชายของเขา
“เรื่องเจ้ากับเจ้าหญิงไปถึงไหนแล้ว” ลอร์ดอาร์เทมิสถามขึ้น
กิลเบิร์ตแกว่งแก้วไวน์ในมือเบาๆ สายตาของเขาก็มองไวน์ในแก้วก่อนจะตอบพ่อของตนว่า
“ไม่คืบหน้าไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว”
สายตาของลอร์ดอาร์เทมิสยังคงจ้องมองเปลวไฟในเตาผิงถามลูกชายว่า
“ทำไมเจ้าไม่ลองเข้าทางเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์คนนั้นดู”
กิลเบิร์ตถอนหายใจเขานึกถึงเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ที่แบกดาบใหญ่คนนั้น
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิพ่อยัยเด็กคนนั้นไม่สนใจอะไรนอกจากการฝึกเลย”
“ข้าว่าเจ้ามัวแต่สนใจเรื่องอื่นอยู่มากกว่า” ลอร์ดอาร์เทมิสพูดพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึก
กิลเบิร์ตที่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วทันที
“พ่อหมายความว่าไง?”
สายตาทั้งสองของลอร์ดอาร์เทมิสยังคงจ้องไปยังเปลวไฟ
“นางเป็นใคร?”
กิลเบิร์ตงุนงงไม่เข้าใจว่าพ่อพูดเรื่องอะไร
“ผู้หญิงที่ทำให้เจ้าหลงรักได้นางเป็นใคร”
กิลเบิร์ตนิ่งไปทันที ‘อะไรกันพ่อรู้เรื่องนี้ได้ยังไง’ เขาถามตัวเองในใจแต่ปากตอบว่า
“พูดเรื่องอะไรนะพ่อมีที่ไหนผู้หญิงที่ทำให้ผมหลงรักได้หรอก พ่อก็รู้ว่าผมต้องการแต่งงานกับเจ้าหญิงลิลิธเพื่อจะได้ขึ้นเป็นราชาในอนาคต ผมไม่มีเวลาหรือกะจิตกะใจมาสนใจผู้หญิงที่ไหนหรอก”
ลอร์ดอาร์เทมิสเงียบไม่พูดอะไรกับเป็นการสร้างความกดดันให้กับกิลเบิร์ต จนใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าพ่อไปได้ยินอะไรมาหรืออะไรทำให้พ่อเข้าใจไปแบบนั้นแต่ว่านั่นเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ ตอนนี้ผมสนแค่การแต่งงานกับเจ้าหญิงเท่านั้น ซึ่งพ่อก็รู้นะว่ามันไม่ง่าย”
ลอร์ดอาร์เทมิสถามคำถามเดินสั้นๆ ว่า
“นางเป็นใคร?”
กิลเบิร์ตชะงักหันไปมองหน้าพ่อพับว่าเขาหันกลับมาจ้องมองตน กิลเบิร์ตรีบเบือนสายตาหลบทันทียังคงแก้ตัวว่า
“นางอะไรมีที่ไหนเล่าพ่อคิดมากเกินไปแล้ว”
พูดจบก็ยกแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มทำเหมือนคำถามของพ่อเข้านั้นเป็นเพียงแค่เรื่องไร้สาระ แต่ลอร์ดอาร์เทมิสกลับถามคำถามเดิมว่า
“นางเป็นใคร?”
“ฮะ!” กิลเบิร์ตอุทานออกมา
“เฮอะ แกอาจหลอกคนอื่นได้แต่แกตบตาพ่อของแกไม่ได้หรอก ดูก็รู้ว่าหัวใจของแกถูกผู้หญิงคนนั้นชิงไปแล้ว”
กิลเบิร์ตยืนนิ่งไม่เข้าใจว่าตนเองเผยพิรุธที่ตรงไหน และพ่อของตนจับได้ๆ ยังไง ลอร์ดอาร์เทมิสถามคำถามเดิมอีกครั้ง
“นางเป็นใคร?”
กิลเบิร์ตก้มหน้านิ่งไม่พูดอะไรลอร์ดอาร์เทมิสก็เบือนสายตากลับไปมองเปลวไฟอีกครั้ง เวลานั้นทั้งที่มีสองพ่อลูกอยู่แต่กลับเงียบและบรรยากาศชวนอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก มีเสียงแค่เสียงจากเตาผิงเท่านั้นที่ยังดังอยู่ท่ามกล่งความเงียบเหล่านี้ ลอร์ดอาร์เทมิสพูดขึ้นทำลายความเงียบว่า
“แกจะแอบมีผู้หญิงกี่คนพ่อไม่ว่าหรอก”
กิลเบิร์ตเงยหน้ามองพ่อของตนอย่างไม่เชื่อสายตาสงสัยว่าตนอาจหูฝาดไป
“แต่สิ่งที่พ่อต้องการในตอนนี้คือต้องการให้แกสร้างความสนิทสนมกับเจ้าหญิงจนสามารถหมั้นหมายและเสกสมรสกับนางได้ และเมื่อแกได้ขึ้นเป็นราชาแล้วจะมีผู้หญิงกี่คนก็ไม่เป็นไร แต่กว่าจะถึงตอนนั้นแกต้องหมั้นหมายกับเจ้าหญิงให้ได้เสียก่อนซึ่งสิ่งที่แกไม่ควรทำก็คือการไปข้องแวะกับหญิงอื่นที่นอกจากทำให้ภาพลักษณ์ของแกเสียหายแล้วยังอาจสร้างปัญหาตามมาอีก”
กิลเบิร์ตพยักหน้ารับ
“เรื่องนั้นผมรู้ดีน่าพ่อ”
ลอร์ดอาร์เทมิสหันกลับมามองลูกชายของตน
“ถ้าแกรู้จริงแกยังจะข้องแวะกับหญิงอื่นอีกเหรอ”
กิลเบิร์ตก้มหน้านักถึงผู้หญิงคนนั้นผู้ที่มีผมสั้นสีดำตาสีม่วงและมักจะปรากฏกายในชุดสาวใช้ เขานิ่งไปสักพักก่อนจะตอบว่า
“ผู้หญิงคนนั้นแต่ให้ผมอยากข้องแวะก็ยังยากเลยครับพ่อ”
ลอร์ดอาร์เทมิสมองลูกชายด้วยความสงสัยเพราะด้วยฐานะของเขา คงไม่มีสตรีนางไหนที่ยากจะปฏิเสธลูกชายคนนี้ของเขาได้เมื่อบวกกับรูปลักษณ์ด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่การที่ลูกชายของตนบอกว่าสตรีนางนั้นแค่ข้องแวะด้วยยังยาก ทำให้เขารู้สึกสนใจในฐานะของสตรีนางนั้นขึ้นมา
กิลเบิร์ตที่ก้มหน้าเหลือบมองแก้วไวน์ในมือก่อนจะพูดว่า
“แต่พ่อพูดถูกสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือต้องผูกสัมพันธ์กับเจ้าหญิงเพื่อเสกสมรสกับนางให้ได้เสียก่อน”
กิลเบิร์ตเห็นด้วยกับพ่อของตนสิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ก็คือการเป็นสามีของเจ้าหญิงให้ได้ และเมื่อถึงวันที่เขาเป็นราชาเขาก็สามารถใช้อำนาจที่มีทำให้ผู้หญิงคนนั้นตกเป็นของเขา ลอร์ดอาร์เทมิสที่เห็นว่าลูกชายยังไม่หลุดจากเป้าหมายเดิมก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่กิลเบิร์ตกลับพูดในสิ่งที่ทำให้เขาแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้
“นี่พ่อวันนี้เจ้าชายขยะนั่นเข้าไปในคฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์ แล้วจากนั้นสักพักเจ้าชายขยะนั่นออกมาจากคฤหาสน์พร้อมกับโทมัส”
ลอร์ดอาร์เทมิสรีบถามทันที
“เป็นความจริง?”
กิลเบิร์ตพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“วันนี้ข้าเลยโดดซ้อมอัศวินในช่วงบ่ายเพื่อไปรอโทมัสอยู่คฤหาสน์ของไวเคานต์”
ลอร์ดอาร์เทมิสหันกลับมาจ้องเปลวไฟในเตาผิงสองมือเหี่ยวย่นบนที่วางแขนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดขึ้นปูดถามว่า
“เจ้าไปคุยกับโทมัสมาเจ้าเด็กนั่นว่ายังไงบ้าง”
“เขาบอกว่าเขาไม่สนใจเจ้าหญิงลิลิธเพราะสิ่งที่เขาสนใจมีแค่ความรู้ใหม่ๆ เท่านั้น”
ลอร์ดอาร์เทมิสแค่นเสียงออกมา
“กับเจ้าโทมัสน่ะอาจจะใช่แต่กับเจ้าไวเคานต์โรซาลินด์พ่อของมันนี่สิคงไม่ได้คิดอะไรง่ายๆ แบบนั้นแน่ เพราะมันเองก็อยากให้ลูกชายของมันเข้าได้หมั่นหมายกับเจ้าหญิงใจจะขาดแต่ แต่ที่ผ่านมาเจ้าโทมัสลูกชายของมันกลับไม่ยอมก้าวออกมาจากห้องสมุด ทำให้มันไม่สามารถทำอะไรได้ แล้วพวกเจ้าได้คุยอะไรกันอีกไหม”
กิลเบิร์ตพยักหน้า
“ข้าได้ลองหยั่งเชิงโทมัสโดยขอให้ช่วยข้าตีสนิทเจ้าชายขยะนั่น”
“แล้วเจ้าโทมัสนั่นว่ายังไง”
“เขาบอกว่าจะลองดูแล้วเสริมด้วยว่าอย่าคาดนักล่ะ”
“เจ้าเด็กนี่รู้จักแบ่งรับแย่งสู้”
ลอร์ดอาร์เทมิสเงียบไปก่อนจะถามอีกว่า
“แล้วพวกเจ้าได้คุยอะไรกันอีกมั้ย”
กิลเบิร์ตนึกถึงเรื่องชวนหัวในวันนี้ขึ้นมาจึงตอบไปว่า
“มีอยู่พ่อเขาถามข้าคำถามคำถามหนึ่ง”
“คำถาม?”
“ใช่เจ้าโทมัสมันถามข้าว่าโลกกลมหรือแบน”
ลอร์ดอาร์เทมิสรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ปัญญาอ่อนสิ้นดีคำถามที่ถามออกมากลับเป็นคำถามว่าโลกกลมหรือแบนเนี่ยนะ เขามองหน้าลูกชายเป็นเชิงคำถามซึ่งกิลเบิร์ตก็ย้ำอีกครั้งว่า
“เจ้าโทมัสมันถามข้าแบบนี้จริงๆ พ่อ”
ลอร์ดอาร์เทมิสนิ่งไปก่อนจะถามว่า
“แล้วเจ้าตอบมันยังไง “
“ข้าหัวเราะใส่มันแล้วก็ตอบว่าโลกก็ต้องแบนน่ะสิ”
ตกค่ำ
เออร์วินเดินนำหน้าโดยมีเรเวนตามหลังระหว่างที่เดินอยู่นั้นเออร์วินก็ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะได้รับการชาร์จพลังงานจากแมวข้างถนน ทั้งสองเดินมาถึงห้องนั่งเล่นภายในปราสาท พบว่าภายในห้องมีพระราชาอันเฟรดรออยู่ก่อนแล้ว เออร์วินถามขึ้นว่า
“ท่านพ่อเรียกผมมามีธุระอะไรครับ” เออร์วินถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะว่าเมื่อเช้าเขาเพิ่งคุยกับพ่อไป แต่ว่าพ่อของเขากลับบอกให้เขามาหาที่ห้องนั่งเล่นหลังจากที่ส่งน้องสาวเรเชลเขานอนเสร็จ พระราชาอัลเฟรดบอกว่า
“นั่งก่อนสิ”
เออร์วินนั่งลงตามที่พ่อเขาบอกโดยมีเรเวนยืนอยู่ด้านหลัง พระราชาอัลเฟรดบอกกับลูกชายว่า
“พอดีวันนี้มีจดหมายมาจากอาณาจักรเซลเวเรียลูกอ่านดูเองแล้วกัน” แล้วยื่นจดหมายให้เออร์วิน เขารับจดหมายมาแล้วเปิดอ่านข้อความที่อยู่ข้างใน เมื่ออ่านจบก็เงยหน้ามองพ่อของตนแล้วถามว่า
“เทศกาลกำแพงที่จะถึงนี่จะมีคนจากอาณาจักรเซลเวเรียมาร่วมด้วย?”
พระราชาอัลเฟรดพยักหน้ายืนยัน เออร์วินเริ่มครุ่นคิดว่าถ้าคนจากอาณาจักรเซลเวเรียมาร่วมด้วย บางทีเทศกาลกำแพงปีนี้คงจะครึกครื้นไม่น้อย และบางทีอาจจะให้พวกเจคทำของขายในเทศกาลกำแพงเพื่อหารายได้ และเพื่อฝึกคนพวกนั้นให้รู้จักทำการค้าขายและอาจจะเป็นการมองหาคนที่มีแววว่าจะมีความสามารถในการบริหารร้านค้า เพราะตามแผนการของเขาจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล ด้วยสินทรัพย์ที่เขามีตอนนี้อาจจะมากพอแต่ถ้าไม่สามารถหามาเพิ่มสักวันก็ต้องหมด เพราะลำพังค่ากินของพวกเขาก็เป็นเงินของเออร์วินทั้งสิ้น แล้วยังค่าจ้างช่างมาสอนงานพวกเขาอีกซึ่งในอนาคตต้องจ้างสายอาชีพอื่นมาสอนทักษะให้กับพวกเขา สาเหตุที่เขาให้พวกเจคเปิดร้านรับจ้างสารพัด เพื่อต้องการปูพื้นฐานไปสู่การสร้างกิจการที่จะขยายไปทั่วทวีปอาร์เคนัส ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินในอนาคต ซึ่งนั่นจะเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับแผนการของเขาตั้งแต่การปฏิรูปเมืองไพร์ล็อกรวมถึงแผนการหลังจากนั้น ส่วนคำถามว่าจะขายอะไรในเทศกาลนี้เออร์วินก็มีความคิดในหัวอยู่บ้างแล้ว
พระราชาอัลเฟรดเห็นว่าลูกชายของตนเงียบไปก็รู้ว่าคงกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในหัว แม้เขาจะรู้ว่าลูกชายคนนี้เป็นพวกอ่อนด้อยในพลังเวทย์ แต่สิ่งที่ชดเชยในเรื่องนี้คือสติปัญญาที่มาคู่กับนิสัยที่ชอบทำตัวโตเกินวัย หากมองจากคนภายนอกอาจบอกว่าเขาเสียสติที่เปิดโอกาสให้เด็กชายอายุ 10 ขวบวางแผนในการปฏิรูปเมือง แต่ในฐานะคนเป็นพ่อแล้วเขากลับต้องการให้ลูกของเขาเติบโตและดูแลตัวเองได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เห็นลูกชายกำลังคิดอะไรบางอย่างในหัวเขาก็ยิ้มออกมาแล้วถามลูกชายว่า
“เจ้ารู้ไหมว่าจะมีใครมาบ้าง”
เออร์วินหันมามองพ่อของตนก่อนจะตอบว่า
“ก็คงเป็นพระราชาพระราชินีและเหล่าราชนิกูลบางส่วนของอาณาจักรเซลเวเรีย”
พระราชาอัลเฟรดกลับยิ้มให้ลูกชายแล้วพูดว่า
“ถูกต้องว่ามีพระราชาและพระราชินีของอาณาจักรเซลเวเรีย ส่วนราชนิกุลบางส่วนนั้นก็มีคนที่พิเศษอยู่ในนั้นด้วย”
“พิเศษ?” เออร์วินทวนคำด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าราชนิกูลจะมีคนที่พิเศษกว่าพระราชาและเป็นราชินีได้ยังไง
พระราชาอัลเฟรดที่รู้ว่าลูกชายของตนสงสัยเรื่องอะไรก็จงใจพูดช้าๆ ชัดๆให้ลูกชายได้ยินว่า
“หนึ่งในคนที่มานั้นมีเจ้าหญิงลูเซียแห่งอาณาจักรเซลเวเรียมาด้วย”
เออร์วินขมวดคิ้วสงสัยเขาไม่เข้าใจว่าเจ้าหญิงของอาณาจักรยังพิเศษกว่าพระราชาและพระราชินีของอาณาจักรอีกเหรอ จนเมื่อพ่อของเขาพูดต่อว่า
“และเธอยังเป็นคู่หมั้นอีกด้วย”
เออร์วินเข้าใจในทันทีเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเขามีคู่หมั้นเพราะพ่อก็เคยบอกเรื่องนี้กับเขามาก่อน เพียงแต่เขาเพิ่งรู้ว่าคู่หมั้นของเขาคือเจ้าหญิงของอาณาจักรเซลเวเรียที่เป็นพันธมิตร(เหมือนจะ)ที่ดีกับไพร์ล็อกมาโดยตลอด ที่เออร์วินต้องมีวงเล็บคำว่าเหมือนจะนั้นเพราะเขาอาณาจักรเซลเวเรียกับเมืองไพร์ล็อกไม่เท่าเทียมอย่างแท้จริง ที่อาณาจักรอย่างเซลเวเรียจับมือเป็นพันธมิตรกับเมืองเล็กๆอย่างไพร์ล็อกนั้น ก็เพราะว่ามีอาณาจักรที่มีความทะเยอทะยานอย่างอาณาจักรดราโกวิชอยู่ เขาเชื่อมั่นว่าถ้าไม่มีอาณาจักรดราโกวิชอาณาจักรเซลเวเรียนี่แหละที่จะเป็นภัยคุกคามเสียเอง
ส่วนเรเวนกลับดูแปลกใจไม่น้อยที่เออวินกับมีคู่หมั้นด้วยเพราะเธอไม่เคยเห็นเขาพูดเรื่องนี้มาก่อน
พระราชาอัลเฟรดเห็นลูกชายมีสีหน้าครุ่นคิดจึงพูดไปอีกว่า
“และหนึ่งในคนคุ้มกันนี้ยังมีคนที่อยากเจอลูกมากที่สุด”
เออร์วินมองหน้าพ่อตัวเองแล้วถามเองสั้นๆ
“ใครครับท่านพ่อ?”
“บารอนคาลีฟเป็นหนึ่งในขุนนางภายใต้สังกัดของเคานต์วาคีน”
“เขาเป็นใครครับ”
“ก็พ่อของคนที่ลูกฆ่าไงด้วยปืนเวทย์มนต์ที่ได้รับจากวานเชสโก้ไง”
เออวินกรอกตาไปมาพยายามทบทวนความจำก่อนจะนึกออกแล้วพูดออกมาว่า
“อ้อที่แท้ก็พ่อของเจ้ากอลิล่าตัวนั้น”
ชาลีฟที่ถูกเออร์วินฆ่าตายด้วยปืนเวทย์มนต์กลับถูกจดจำแค่ว่าเป็นเป็นกอลิล่าเท่านั้น เออร์วินก้มมองจดหมายในมือก่อนจะพูดออกมาว่า
“ดูท่าเทศกาลกำแพงปีนี้คงจะครึกครื้นน่าดูเลยนะครับท่านพ่อ”
พระราชาอัลเฟรดมองลูกชายที่แม้จะรู้ว่าปัญหาที่ตนได้ก่อไว้กำลังจะตามมา แต่กลับยังดูใจเย็นอย่างเหลือเชื่อ จึงได้แต่ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“ใช่คงจะครึกครื้นน่าดูเลย”