บทที่ 29
ให้ 3 ล้านหยวนเลย
“นี่...เอ่อ...”
ชายหนุ่มในตอนนี้วุ่นวายไปหมดแล้ว ความทุกข์มันถาโถมเสียจนเขาแทบจะเป็นบ้าขึ้นมาทุกที
เขาไม่คาดคิดเลยว่าบ้านที่เขาตั้งใจจะซื้อเพื่อเป็นที่พักผ่อนและความสุขของครอบครัวนั้น จะกลายเป็นภูเขาก้อนใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นมาในใจเขาแบบนี้
ในการที่จะต้องมาจ่ายค่าบ้านนี้ เขาต้องอดออมมาเป็นเวลา 2 ปี ทำงานหนักแถมยังไม่กล้าป่วยด้วย นี่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องลาออกหรือแม้จะมีลูกเลย เงินไม่พอกันแน่ๆแบบนั้น
ตลอดมาเขาพยายามคิดว่า เดี๋ยวทุกสิ่งก็ดีขึ้น แต่ใครจะไปคาดคิดว่าจู่ๆปีนี้บริษัทก็มีแต่เรื่องวุ่นๆจนแค่ขยันก็ยังได้เงินไม่พอ ไหนจะศักยภาพของบริษัทหดถอยอีก อาชีพเซลล์ของเขานี้ มันเริ่มจะไม่มั่นคงขึ้นมาเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวร้ายที่บริษัทเตรียมจะไล่คนออกเพิ่มนั่นก็ทำให้เขากลัว เพราะถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ เขาจะไม่มีงานทำเลย
ส่วนค่าจำนองบ้านนั้น จริงๆมันก็นับว่าหนักอยู่เหมือนกัน ในตอนนี้ไม่ว่าเขาจะเป็นหรือตาย ยังไงเขาก็ต้องจ่ายค่าบ้านนี้ให้ได้ทุกๆเดือน ไม่งั้นแล้วล่ะก็ บ้านคงได้ถูกยึดไปแน่ๆ
พอได้คิดว่าเขาต้องจ่ายค่าบ้านสูงๆแบบนี้ไปอีก 20 ปี เสี่ยวลี่ก็เหมือนจะถูกบีบบังคับให้ไม่มีทางเลือกจนเขาต้องขายบ้านนี้ บางทีการที่ต้องกลับไปอยู่ห้องเล็กๆหรือไม่ก็เช่าบ้าน มันก็น่าจะดีกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่
แต่กระนั้นเขาเองก็ไม่คาดคิดว่าพี่ฉีที่เป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่บอกเขาไว้ว่าราคาบ้านจะสูงขึ้นทุกวันๆ จะมาขอซื้อบ้านของเขาในราคาที่ต่ำกว่าราคาซื้อของเขาอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ไอ้ส่วนต่างนั้นก็ไม่ใช่น้อยๆด้วย เพราะมันสูงขนาดครึ่งล้านเลย
ครึ่งล้านนั่นน่ะ คนธรรมดาจะใช้เวลาเก็บขนาดไหน? ไหนจะต้องใช้กินใช้อยู่อีก
อย่างไรก็ตาม นอกจากวิธีปัจจุบันนี้แล้ว เขายังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไง?
พอคิดได้ดังนั้น เสี่ยวลี่ก็หมดสภาพไปในทันที
แต่ด้วยความหวังที่ริบหรี่นั้น เขาก็ตัดสินใจอ้อนวอนต่อผู้จัดการนั้นอีกครั้ง
“พี่ฉี พอจะเพิ่มราคาให้หน่อยได้ไหม? เพราะบ้านนั่นน่ะ ตั้ง 120 ตารางเมตรเลยนะ มีตั้ง 3 ห้องนอน ไหนจะมีห้องโถงอีก ผมน่ะดินรนหาเงินเพื่อบ้านมาตั้งหลายปี แถมยังต้องเสียเงินกว่า 5 แสนหยวนอีก มันค่อนข้างจะ เอ่อ...”
เขาไม่รอให้ชายหนุ่มพูดจบ ผู้จัดการแสดงสีหน้าเข้มงวดออกมาทันที พร้อมกับพูดด้วยเสียงดัง “เสี่ยวลี่ นายรู้สถานการณ์ปัจจุบันบ้างไหม! ฉันกำลังช่วยนายนะ ไม่ใช่ขอให้นายขายบ้านให้ฉัน! ถ้านายไม่ต้องการ ก็เชิญรอให้ธนาคารมายึดบ้านไปได้เลยก็ได้ เชิญเดินออกไปโดยที่ไม่ได้เงินซักหยวนตามสะดวกเลย!”
ชายหนุ่มตกใจมากๆ อาการกลัววิตกกังวลมันกลับมาปรากฏบนใบหน้าเขาอีกครั้ง
ใช่แล้ว ถ้าบ้านนี้ถูกธนาคารยึดกลับไปล่ะก็ เขาจะไม่เหลืออะไรเลย ถ้ามันถึงขั้นนั้นจริงๆ ต่อให้ต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือต้องยอมกู้เงินที่ดอกเบี้ยโหดๆก็คงต้องยอม
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยืนแข็งทื่อและพูดอะไรไม่ออก ผู้จัดการก็เริ่มผ่อนคลายลงบ้าง
“เอาเถอะๆ ลืมมันไป นายน่ะมันน่าสงสาร ถ้ายังไงฉันจะเพิ่มอีก 50,000 หยวนเป็น 2.55 ล้านหยวน มากกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ”
การที่เอ่ยออกไปแบบนี้นั้นนับว่าชาญฉลาดไม่น้อยเลย ตอนแรกพูดให้รู้สึกสิ้นหวังไว้ก่อน จนกระทั่งอีกฝ่ายรู้สึกพ่ายแพ้จนไม่เหลือความหวังแล้ว จากนั้นก็ค่อยผ่อนปรนให้หน่อยเพื่อให้เหยื่อรู้สึกเหมือนได้รับการช่วยเหลือจากสถานการณ์ที่ย่ำแย่
แน่นอนว่าเมื่อชายหนุ่มได้ยินผู้จัดการพูดว่าจะเพิ่มให้อีก 50,000 หยวน สีหน้าของเขาก็ดูจะมีความสุขขึ้นมาทันที
50,000 หยวนก็เงินเหมือนกัน ด้วยเงินจำนวนนี้มันมากพอที่จะจ่ายค่าเช่าบ้านปีหนึ่งๆได้เลย
ในตอนนี้นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรีบๆขายบ้านให้เร็วที่สุด นั่นก็เพราะเขาไม่สามารถรับแรงกดดันมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
“โอเค พี่ฉี เซ็….”
“เดี๋ยวก่อน!”
ขณะที่ชายคนนั้นกำลังจะตกลงยินยอม เสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นและหยุดเขาไว้
ทั้งชายหนุ่มและผู้จัดการต่างขมวดคิ้ว พวกเขาหันหน้าไปตามเสียงก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงนั้นคืออู๋ตี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังนั่นเอง
“นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ? ออกไปนะ อย่ามาถ่วงแข้งถ่วงขางานของฉัน!”
ผู้จัดการฝ่ายขายรีบไล่อีกฝ่ายออกไป
โดยที่ในหัวยังคิด : ไอ้เจ้าหมูอ้วนนี่จะมาขัดทำไมน่ะ ในเวลาเป็นเงินเป็นทองแบบนี้? ถ้าเกิดลูกค้าของฉันหลุดไปล่ะก็ ฉันฆ่านายแน่!
จริงๆแล้ว เรื่องการซื้อขายนี้นั้นผู้จัดการฝ่ายขายคนนี้ได้วางแผนมาล่วงหน้าแล้ว
ตั้งแต่ต้นที่เขารบเร้าให้เสี่ยวลี่ซื้อบ้านหลังใหญ่ เฝ้าเกลี้ยกล่อมเขาว่าราคาของบ้านจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซื้อหลังใหญ่ๆเวลาขายก็จะได้เงินเยอะ
จากนั้นเขาก็ตั้งราคาของบ้านให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าราคาของบ้านจะไม่มีวันตก ท้ายสุดเมื่อชายหนุ่มเห็นว่าราคาของบ้านมันสูงขึ้นตลอดจริงๆ ท้ายสุดเขาก็ไม่ทนและยอมซื้อบ้านหลังใหญ่ตามแผนของอีกฝ่าย
เพียงแค่ 1 ปีให้หลัง เสี่ยวลี่ก็เข้ามาที่นี่เพื่อจะขายบ้าน และเขาก็พบว่าราคาของมันนั้นสูงขึ้นมากแล้ว
นั่นก็เพราะว่าบ้านถูกตั้งราคาไว้ถึง 4 ล้าน บ้านขนาด 120 ตารางเมตรของเขานั้นทำกำไลมากกว่าเดิมแล้ว ซึ่งในตอนแรกนั้นเสี่ยวลี่ดีใจมากๆ เขาไม่คิดเลยว่าหลังจากผ่านมา 1 ปี ราคามันจะสูงขึ้นขนาดนี้ และถ้าหากมันประสบความสำเร็จในการขายต่อ เขาก็จะมีกำไรอย่างน้อยๆก็ 1 ล้านแล้ว มันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าการหาเงินนั้นมันง่ายมากๆ ในวันนั้นเขาจึงชวนผู้จัดการฝ่ายขายคนนี้ไปดื่มด้วยกัน
แต่สิ่งที่เสี่ยวลี่ไม่คาดคิดก็คือ หลังจากที่ประกาศขายบ้านมากว่าครึ่งปี บ้านก็ยังคงขายไม่ออก ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นเมืองลำดับที่ 2 แต่กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีกำลังทรัพย์ขนาดที่ซื้อบ้านราคา 4 ล้านหยวนไหว เพราะราคานี้มันสูงแบบที่ไม่สมควรสูง ดังนั้นมันจึงไม่คุ้มค่า
ผู้จัดการฝ่ายขายนั้นรู้ถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด จริงๆเขาก็รอผลกระทบนี้อยู่แล้ว
เขารู้ถึงสถานการณ์ทางฝั่งของเสี่ยวลี่ เขารู้ว่าอีกฝ่ายน่ะเป็นเซลล์ให้กับบริษัทขนาดกลางที่กำลังรุ่งเรือง ซึ่งมีเงินเดือนกว่า 10,000 หยวนต่อเดือน นี่ก็นับว่ามากแล้ว แต่เพราะการผ่อนบ้านนั้น เดือนๆหนึ่งใช้เงินมากกว่า 10,000 หยวน มันเลยค่อนข้างจะรับมือยากหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
และเพราะแบบนี้ผู้จัดการตัวแสบนี่จึงรอจังหวะนี้ เมื่อเสี่ยวลี่เจอปัญหา ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนจนหมดหวังกับการขายบ้าน ตัวเขาก็จะเสนอตัวขึ้นมาเพื่อซื้อบ้านหลังนี้ในราคาถูก
และเพราะเพดานราคาที่ตั้งไว้มันคือ 4 ล้านหยวน ถึงหลายๆคนจะต้องการซื้อบ้านหลังนี้ หากแต่ในความเป็นจริงมันก็ได้แค่มองเพราะเงินนั้นหายาก
เมื่อไหร่ที่ผู้จัดการฝ่ายขายคนนี้สามารถซื้อบ้านหลังใหญ่ในราคา 2.55 ล้านหยวนจากเสี่ยวลี่ได้ เขาเพียงแค่เพิ่มราคาไปอีก 1.8 ล้านหยวน บ้านหลังนี้ก็จะไม่ได้ขายยากอะไร
แต่แน่นอนว่าเขาไม่บอกชายหนุ่มหรอก
ใช่แล้ว นี่น่ะมันถุงเงินเขาเลยนะ หากคุณใช้เงินจำนวนไม่มากในการซื้อบ้านหลังใหญ่ และในตอนนี้บ้านหลังดังกล่าวก็กำลังมีค่ามากโดยที่คุณสามารถกอบโกยค่าจากมันได้ ดังนั้นแล้วปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายังไงก็มีแต่ได้กับได้
คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ผู้จัดการก็อยากจะหัวเราะออกมาทุกที เขาพูดภายในใจ : ถึงแม้ว่าจะมีคนไม่กี่คนที่สามารถซื้อบ้านหลังนี้ได้ และมันทำให้ธุรกิจของฉันซบเซา แต่ตราบใดที่ยังมีเหยื่อตกเบ็ดแบบนี้อยู่ ฉันก็คงไม่ต้องกังวลไปอีก 2-3 ปีเลย ปิดร้านแล้วเอาเงินไปใช้สบายๆซัก 3 ปีแล้วค่อยกลับมาเปิดใหม่ยังได้เลย ฮ่าๆๆๆ
มันเป็นเรื่องจริงที่เงินล้านหยวนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปที่จะหาได้ในเวลา 10 ปี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง 3 ปีเลย
ในตอนนี้ เขาเพียงแค่ต้องการจัดการปิดยอดกับชายหนุ่มคนนี้เร็วๆ นั่นก็เพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แต่เพราะอู๋ตี้ดันขัดเขาเสียก่อน มันเลยทำให้เขาโกรธแค้นอย่างมาก
“กลิ้งออกไปเลย! ที่นี่ไม่มีบ้านที่นายซื้อได้ทั้งนั้น! เป็นแค่ไอ้เปี๊ยกขี้แพ้แล้วยังมาทำตัวระรานที่นี่ นายมันไม่มีคุณภาพ!”
ผู้จัดการแผดเสียงไล่อู๋ตี้ออกไป เขาอยากจะรีบๆกินหมูที่มาให้เชือดถึงมือนี้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และก็เพื่อหลบหนีปัญหาที่ไม่จำเป็น
เจ้าผู้จัดการนี่ใช้ความเหนือกว่าเพราะเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการขายบ้านในทางที่ไม่ถูกจริงๆ ตั้งแต่ที่ชายที่ชื่อเสี่ยวลี่เดินเข้ามา และสนทนาด้วยกัน อู๋ตี้ก็มองทุกอย่างออกอย่างชัดเจนว่านี่มันคือการคิดไม่ซื่อของผู้จัดการ
มันคือการแบล็กเมล์ที่น่ารังเกียจ จริงๆแล้วหากชายคนนี้ไม่กระตือรือร้นที่จะขายบ้านล่ะก็ บางทีหากเขาใจเย็นลงแล้ว เขาก็น่าจะรู้ถึงเรื่องนี้ด้วย
เพราะงั้นแล้ว อู๋ตี้จึงไม่สนใจผู้จัดการและพูดกับชายหนุ่มโดยตรง “อย่าโดนหมอนี่หลอกเชียวล่ะ ได้ยินราคาแล้วไม่ใช่เหรอ? 2.55 ล้านนั่นน่ะ เข้าใจหรือเปล่าว่าฉันอยากจะพูดอะไร? ถ้านายจะเอาเงินนี่จริงๆล่ะก็ ท้ายสุดแล้วเดี๋ยวหมอนี่ก็จะพูดจะบ่นจนกว่านายจะยอมรับแค่ 2.5 ล้านเหมือนเดิมนั่นแหละ”
“แก ไอ้ขี้แพ้ยากจน! แกว่าใครหลอกกันน่ะ? อีกครั้งหนึ่งนะ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ถ้าพูดอีกฉันจะซัดปากแก!”
ผู้จัดการฝ่ายขายนั้นเริ่มโกรธขึ้นมากๆ เขาพับแขนเสื้อขึ้นและตั้งท่าเหมือนจะเปิดก่อนตลอดเวลาเลย
“เสี่ยวลี่ อย่าไปสนใจไอ้อ้วนนี่เลย ฉันจะพูดอีกครั้งว่าฉันให้ 2.55 ล้านหยวน นายจะขายหรือไม่ขาย?”
ในตอนนั้นชายหนุ่มลังเลขึ้นมานิดหน่อยแล้ว นั่นก็เพราะว่าในใจของเขานั้นอยากจะขายบ้านหลังนี้ แต่ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่าอู๋ตี้เองก็อยู่ที่นี่ด้วย
แต่เมื่อเขาได้ยินคำพูดของอู๋ตี้ เขาก็เงียบขึ้นมา และเกิดความลังเลขึ้นภายในใจอีกครั้ง
ผู้จัดการเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ตอบ เขาก็พูดขึ้นด้วยความโกรธ
“ดี! ในเมื่อนายไม่ขาย งั้นนายก็รอวันที่บ้านถูกยึดไปได้เลย! จากนั้นนายกับเมียก็ไปอยู่กันข้างถนน แล้วทีนี้ใครจะช่วยนายต่อล่ะ? ไอ้อ้วนขี้แพ้นี่เหรอ? หืม” คำพูดของผู้จัดการคนนี้นั้นมันมีน้ำหนักพอที่จะขู่ใครก็ได้ให้กลัว และชายหนุ่มที่มองอู๋ตี้อยู่ตอนนี้ เขามองจากเสื้อผ้าของอู๋ตี้ มันก็ทำให้เขาไม่ได้เชื่ออู๋ตี้ซะทั้งหมด
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วจนในเขาเองยังอลหม่าน
“พี่ฉี พี่ฉี อย่าเพิ่งไปโกรธเด็กมัน ผมเองก็ยังไม่ได้พูดเลยว่าจะไม่ขาย”
ชายหนุ่มรีบเข้ามาปรามผู้จัดการไว้ จากนั้นเขาก็หันไปมองอู๋ตี้ ตอนนั้นไม่ว่าจะใครต่างก็แสดงสีหน้าโกรธเกลียดกันทั้งนั้น
“แบบนั้นแหละ ปล่อยให้ไอ้ขี้แพ้นี่มันโม้ไป ฉันขอไปหาที่ทำใจให้สงบสักแป๊บ”
อู๋ตี้นั้นโกรธก็จริง แต่เขาก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมาแล้ว ทั้งๆที่เขาเตือนด้วยความหวังดีแล้วแท้ๆ แต่ท้ายสุดคนคนนี้ก็ยังถูกหลอกโดนคนไม่ซื่ออยู่ ดูเหมือนว่าการเป็นคนดีนี่มันจะยากเกินไปจริงๆ
อย่างไรก็ตาม อย่างที่เขาโดนพูดมาก่อนหน้า ดูเหมือนว่าเวลาอวดเบ่งที่แท้จริงจะมาถึงแล้ว ไม่งั้นเขาคงจะยังไม่เลิกกลายเป็นหมาในสายตาของคนพวกนี้เสียที
“บ้านของนายน่ะ ฉันซื้อ 3 ล้านเลย”