สิบวันต่อมา
ไป๋หยู่กงมาหาหยวนหมิงเย่พร้อมกับผู้ติดตามจำนวนสามสิบคน
“ เย่เอ๋อร์ ทั้งสามสิบคนนี้คือผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ต่อตระกูลไป๋ของข้า ” ไป๋หยู่กงกล่าวขึ้น
“ เข้าใจแล้วท่านพ่อตา ” หยวนหมิงเย่พยักหน้ารับเบาๆ และออกคำสั่งให้เหม่ยเจียงพาคนเหล่านี้ไปที่จวนผิงอันเพื่อที่จะฝึกฝนพวกเขา
“ ท่านพ่อตา ในเมื่อข้าเป็นลูกเขยท่านจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้มอบของขวัญให้กับท่านเลย เช่นนั้นข้าขอมอบของขวัญเหล่านี้ให้กับท่าน ” หยวนหมิงเย่กล่าวพร้อมยื่นแผ่นหยกบันทึกข้อมูลให้กับไป๋หยู่กง
ไป๋หยู่กงรับมาด้วยความสงสัยและตรวจสอบดูทันที
ทันใดนั้นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจก็ฉายออกมา
“ นี้มันทักษะบ่มเพาะอะไรกัน ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ ” ไป๋หยู่กงตกใจและมองไปที่หยวนหมิงเย่
“ เย่เอ๋อร์นี้มันจะไม่มากเกินไปหน่อยหรือ? ” ไป๋หยู่กงถามขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เพราะของเหล่านี้มันมากเกินที่เขาจะจินตนาการได้เลย
“ ไม่มากเกินไปหรอกท่านพ่อตา อีกอย่างเหรินซีก็ได้รับทักษะบ่มเพาะคล้ายๆนี้ไปแล้ว ท่านสบายใจได้และอีกอย่าง อย่างที่ข้าบอก ข้าจะพาพวกท่านไปยังดินแดนมังกรสงคราม เพราะฉะนั้นการที่จะไปอาศัยที่นั้นอย่างน้อยๆพวกท่านต้องมีความแข็งแกร่งในระดับจักรพรรดิสวรรค์หรือไม่ก็ระดับบัญชาสวรรค์ก่อน เพราะฉะนั้นพวกท่านก็ต้องฝึกฝนความแข็งแกร่งของตัวเองให้ดี ” หยวนหมิงเย่กล่าว
“ ข้าเข้าใจแล้ว ” ไป๋หยู่กงอ่านข้อมูลบนแผ่นหยกก่อนที่จะทำลายทิ้งต่อหน้าหยวนหมิงเย่
“ ถึงอย่างไรทักษะนี้ก็เป็นสิ่งที่เย๋เอ๋อร์มอบให้ข้า เพราะฉะนั้นข้าก็จะทำลายมันทิ้งหลังจากที่ข้าจดจำมันได้แล้ว ” ไป๋หยู่กงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ท่านพ่อตา เอาพวกนี้ไปด้วยสิ ข้าเชื่อว่ามันจะช่วยท่านได้มาก ” หยวนหมิงเย่ยิ้มพร้อมกับมอบหยกบันทึกข้อมูลให้อีกหลายแผ่น
ตอนนี้ไป๋หยู่กงกลายเป็นใบ้กินเรียบร้อยแล้ว เพราะทักษะเหล่านั้นเป็นทักษะที่ทรงพลังไม่ว่าจะเป็นทักษะต่อสู้หรือทักษะที่ใช้ในการฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่ง
“ แผ่นหยกเหล่านั้นมีทักษะต่อสู้รวมไปถึงทักษะระดับสูงหลายทักษะที่มีประโยชน์ต่อท่าน ท่านอ่านจนจำได้แล้วก็ทำลายทิ้ง นอกจากนี้ข้าอยากให้ท่านมอบตำแหน่งผู้นำตระกูลให้คนอื่นทำแทนไปก่อนส่วนท่านก็ฝึกฝนพลังอย่างเดียว ส่วนงานหมั้นนั้นค่อยจัดก็ได้ ” หยวนหมิงเย่กล่าว
ไป๋หยู่กงครุ่นคิดก่อนที่จะเห็นด้วย ในเมื่อพวกเขาจะย้ายถิ่นฐานเพราะฉะนั้นทางที่ดีพวกเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็เอาแต่พึ่งพาคนอื่นๆแล้วท้ายที่สุดพวกเขาก็เป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่ไร้ประโยชน์ที่มีดีแค่การเกาะขาของหยวนหมิงเย่เท่านั้น
“ อีกเรื่องนะท่านพ่อตา ข้าไม่ต้องการให้คนของตระกูลไป๋ไปรังแกคนอื่น ถ้าหากเรื่องนี้ข้าตรวจสอบพบ ท่านคงรู้นะว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ” หยวนหมิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ เรื่องนั้นข้าได้เตือนคนในตระกูลไป๋ไปแล้ว ถ้าหากพวกเขายังทำตัวเลวทรามอีกก็ฆ่าทิ้งได้เลย ” ไป๋หยู่กงเองก็มีความเด็ดขาดอยู่เหมือนกัน
“ งั้นท่านพ่อตามากับข้า ” หยวนหมิงเย่กล่าวพร้อมกับนำตัวไป๋หยู่กงไปบ่มเพาะพลังในห้องเดียวกับเยว่หลงอี้
แน่นอนว่าห้องขนาดใหญ่ย่อมสามารถบ่มเพาะพร้อมกันได้สองถึงสามคนไม่มีปัญหา
นอกจากนี้หยวนหมิงเย่กับไป๋หยู่กงบอกว่า แม้ว่าท่านพ่อตาจะออกจากตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว ท่านจะต้องแข็งแกร่งกว่าทุกๆคนในตระกูลไป๋ เพราะฉะนั้นรอจนกว่าท่านพ่อตาจะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ขั้นกลางหนือขั้นปลายแล้วจึงจะมองตำแหน่งผู้นำคนต่อไปให้กับคนอื่น
เรื่องนี้ไป๋หยู่กงก็เห็นด้วยกับหยวนหมิงเย่ เพราะฉะนั้นในช่วงแรกเขาจึงยังไปมาระหว่างจวนฮวาสุ่นและตระกูลไป๋
พริบตาเดียว วันเวลาก็ผ่านไปครึ่งปี
ในช่วงครึ่งปีนี้เรื่องอะไรเกิดขึ้น ทุกๆคนก็เอาแต่ฝึกฝนความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างต่อเนื่องจนทำให้ทุกๆคนแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เวลานี้ไป๋หยู่กงได้เข้าสู่ขอบเขตสวรรค์ขั้นปลายแล้ว เป็นเหตุให้ไป๋หยู่กงกลับมาที่ตระกูลพร้อมกับแต่งตั้งไป๋หรู่ ซึ่งเป็นน้องสาวของเขาขึ้นไปผู้นำตระกูลไป๋ต่อจากตน
เนื่องจากไป๋หรู่นั้นเป็นคนฉลาดและวางแผนได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่าความแข็งแกร่งของนางจะอยู่ในระดับเหนือยุทธ์แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของไป๋หยู่กง นอกจากนี้พวกเขาก็เห็นฝีมือของไป๋หรู่ในการดูแลตระกูลในช่วงที่ไป๋หยู่กงฝึกฝนอยู่นั่นเอง
ส่วนเรื่องการหมั้นหมายระหว่างหยวนหมิงเย่และไป๋เหรินซีจะมีขึ้นในอีกสิบวันข้างหน้า ซึ่งงานหมั้นในครั้งนี้ทำให้ตัวตนระดับสูงจำนวนมากพากันให้ความสนใจ เนื่องจากนี้คืองานหมั้นของคุณชายหยวนนั่นเอง
เวลานี้ ทางตระกูลไป๋ก็ได้จัดการตบแต่งโคมไฟสีแดงทั่วทั้งเมืองเพื่อให้มันเป็นงานสิริมงคลแม้ว่าจะเป็นการหมั้นหมายก็ตาม แน่นอนว่าทางเจ้าเมืองอย่างอ๋องเซี่ยอิงโหรว นางเป็นคนสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดทำการตกแต่งให้ดี แถมนางยังบอกว่าให้เจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องสวมชุดแดงเป็นเวลาสิบห้าวัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันนี้
ด้วยการที่นางทำแบบนี้ก็เพราะต้องการเอาใจหยวนหมิงเย่นั่นเอง แม้ว่าจะทำแบบนี้แต่นางก็ไม่ได้รับการดูถูกจากตัวตนระดับสูงคนอื่น แถมพวกเขายังบอกว่าถ้าหากเป็นตน ตนจะจัดให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เซี่ยอิงโหรวทำเสียอีก
เวลานี้ผู้ทรงอำนาจทั่งทั้งอาณาจักรแสงจันทร์พากันตบเท้าเข้าสู่เมืองหลวงกุ่นอย่างเนืองแน่น
ส่วนทางด้านคนของตระกูลไป๋ ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหนก็มักจะได้รับคำเยินยอไปทั่ว แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนในตระกูลไป๋ก็ไม่มีใครกล้าก่อปัญหา เพราะอดีตผู้นำตระกูลไป๋ ไป๋หยู่กงได้สั่งการเอาไว้แล้วว่า ถ้าหากตระกูลไปสร้างปัญหาขึ้นเมื่อใด ขับไล่ออกจากตระกูลไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนี้ไป๋หยู่กงยังบอกอีกว่า เรื่องนี้คุณชายหยวนเป็นคนกำชับด้วยตัวเอง และเขาจะส่งคนมาจับตาดู ถ้าหากคนตระกูลไป๋ก่อเรื่องจริงๆแม้แต่ตนก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้
ไป๋หยู่กงพวกเขาอาจจะกลัวอยู่บ้างแต่ก็เป็นคนในตระกูลเดียวกัน แต่สำหรับคุณชายหยวน พวกเขาย่อมหวาดกลัวไปถึงจิตใจ ถ้าหากคุณชายหยวนลงมือจริงๆ เกรงว่าไม่มีใครช่วยเหลือพวกเขาได้แน่นอน
ทุกคนพากันคาดหวังว่าคุณชายหยวนจะนำสิ่งใดมาเป็นของหมั้น แต่ที่พวกเขาคาดเดาได้ก็น่ายะเป็นสมบัติระดับสูงจำนวนมาก
ที่จวนตระกูลไป๋ เวลานี้ไม่ว่าจะเด็กหรือแก่ ชายหรือหญิงต่างพากันเดินวุ่นวายไปทั่วจวนตระกูล พวกเขานำสมบัติของตัวเองออกมาตบแต่งเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตระกูลของตนอย่างไม่ปกปิด เพราะพวกเขาอยากจะให้งานหมั้นนี้ออกมาให้ดีและทำให้มีชื่อเสียงอีกด้วย
แต่สำหรับจวนฮวาสุ่ย เวลานี้เงียบสงบไม่เหมือนกับบรรยากาศรอบๆ
ภายในห้องนั่งเล่น
ชายวัยกลางคนกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ โดยที่มีหยวนหมิงเย่กำลังนวดไหล่ให้อยู่
“ ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง สถานการณ์ที่เมืองหลวงเพลิงราตรีดีควบคุมได้แล้วใช่ไหม? ” หยวนหมิงเย่ถามขึ้น
ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็คือ หยวนเฉิง ปู่ของหยวนหมิงเย่นั่นเอง
ห่างออกไปไมไกล ชายวัยกลางคนอีกคนยืนอยู่ด้วยพร้อมกับออร่าที่แข็งแกร่ง เขาคืออู๋จวินหยาง พ่อบ้านตระกูลหยวน รวมไปถึง ผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอเฟิงเซียง
ในช่วงเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งสองก็พัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยการเลื่อนระดับย่อยคนละสองดับย่อย โดยที่ตอนนี้หยวนเฉิงมีความแข็งแกร่งในระดับสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง ส่วนอู๋จวินหยางมีความแข็งแกร่งในระดับสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น
เนื่องจากแต่เดิมความแข็งแกร่งของพวกเขาก็นับว่าอยู่สูงที่สุดในเมืองหลวงเพลิงราตรีแล้ว พวกเขาจึงสามารถหาสมบัติหรือของวิเศษต่างๆเพื่อนำมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้อีกด้วย ทำให้ทั้งสองคนพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว
และครึ่งปีมานี้ทั้งสองนำคนของหอเฟิงเซียงจำนวนมากไปยังอาณาจักรเพลิงตาตรีและทำการแทรกซึมอยู่ภายใน จนตอนนี้พวกเขาทำสำเร็จแล้ว
“ เหอะเจ้าหลานเนรคุณ ถ้าหากไม่ใช่เพราะจวินหยางต้องการข้อมูลของอาณาจักรแสงจันทร์ในครึ่งเดือนก่อน ข้าก็คงไม่รู้ว่าเจ้าจะหมั้นกับเด็กสาวตระกูลไป๋นั้น จะว่าไปแล้วข้าก็ไม่ได้เห็นนางมาหลายปีแล้ว คาดว่าตอนนี้นางคงโตเป็นสาวงามแล้วสินะ ” หยวนเฉิงบ่นออกมาแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ฉีกยิ้มอย่างมีความสุข
“ ท่านปู่ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอกท่าน แต่ข้าคิดว่าพวกท่านกำลังยุ่งอยู่จึงไม่ได้คิดที่จะรบกวนพวกท่าน อีกอย่างระยะทางก็ไกล พวกท่านก็ต้องเหน็ดเหนื่อยในการเดินทางอีก ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้น
“ แล้วมันยังไงล่ะ ในเมื่อเจ้าเป็นหลายชายเพียงคนเดียวของข้า แถมนี้ยังเป็นงานหมั้นของเจ้า เจ้าคิดว่าข้าจะมาไม่ได้งั้นหรือ อีกอย่างราชวงศ์ฮั่วก็ยอมแพ้ต่อหอเฟิงเซียงแล้ว ตอนนี้ปู่ก็ได้รับองค์หญิงองค์หนึ่งเป็นลูกศิษย์แล้ว เพราะนางมีพรสวรรค์ที่ไม่เลวเลย แม้ว่านางจะอายุแค่สิบสามปี แต่นางก็มีความแข็งแกร่งในระดับอาณาจักรสวรรค์ขั้นกลางแล้ว นับว่านางมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ” หยวนเฉิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ ท่านคงจะหมายถึงองค์หญิงเก้า ฮั่วเม่ยเจียง สินะ ” หยวนหมิงเย่หัวเราะ
เขาจำได้ดีในนิยาย อาณาจักรฮั่วมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่ง นางได้รับการคัดเลือกจากตำหนักสวรรค์สร้างให้กลายเป็นศิยษ์ของที่นั่น ทำให้นางไม่ได้ปรากฏตัวในช่วงที่เสวียนปิงหยุนไปที่อาณาจักรเพลิงราตรี แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ได้ยินชื่อเสียงของฮั่วเม่ยเจียง
กว่าเสวียนปิงหยุนไปเจอกับฮั่วเม่ยเจียงก็คือตอนที่นางได้ไปยังอาณาจักรนภาครามแห่งทวีปร้อยอสูร ซึ่งทวีปนี้ถูกสัตว์อสูรปกครองอยู่ แม้ว่ามนุษย์จะมีน้อยกว่าแต่มนุษย์ก็แข็งแกร่งไม่แพ้สัตว์อสูร ส่วนตำหนักสวรรค์สร้างก็คือกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่ามนุษย์ในทวีปร้อยอสูร
อาณาจักรที่มนุษย์ครอบครองในดินแดนร้อยอสูรมีเพียงแค่สองอาณาจักรจากเจ็ดอาณาจักรเท่านั้นเท่านั้น ซึ่งทวีปนภาครามคือทวีปที่แข็งแกร่งที่สุดในสองทวีปนี้ และตำหนักสวรรค์สร้างก็อยู่ที่อาณาจักรนภาครามเช่นกัน
ทวีปร้อยอสูรเป็นทวีปที่ทรงพลังที่สุดในภูมิภาคใต้ของดินแดนร้อยเกาะ ส่วนตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปร้อยอสูรก็คือระดับจักรพรรดิสวรรค์ขั้นต้น
ฮั่วเม่ยเจียงเป็นลูกศิษย์ของตำหนักสวรรค์มานหลายสิบปี ตอนนางอายุสามสิบห้าปี นางก็บรรลุถึงระดับสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายแล้ว นับว่านางเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง
ด้วยความแข็งแกร่งและอายุที่ยังน้อยอยู่ นางจึงได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำตำหนักสวรรค์สร้างให้ฮั่วเม่ยเจียงเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักสวรรค์สร้าง
แต่สิ่งที่สำคัญคือในนิยายภูมิภาคตะวันออก ภูมิภาคตะวันตกและภูมิภาคใต้ต่างก็ถูกปกครองโดยตำหนักอนันตาสูญญา กองกำลังที่ชั่วร้ายและเข้ามายึดครองทั้งสามภูมิภาค
การที่หยวนเฉิงสามารถรับนางเป็นศิษย์ได้ก็ทำให้อนาคต คงไม่มีธิดาศักดิ์สิทธิ์ฮั่วเม่ยเจียงแห่งตำหนักสวรรค์สร้างแล้ว
“ โอ้ เจ้ารู้จักนางด้วยงั้นหรอ? ” หยวนเฉิงประหลาดใจเล็กน้อย
“ แน่นอนสิท่านปู่ นางได้ชื่อว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรเพลิงราตรี แม้กระทั้งรุ่นเยาว์ในอดีตที่ผ่านมาก็ไม่มีใครมีความสามารถเทียบเท่ากับนางได้และข้าเชื่อว่าในอนาคตนางจะต้องแข็งแกร่งกว่าทุกๆคนในอาณาจักรเพลิงราตรีอย่างแน่นอน ” หยวนหมิงเย่กล่าว
“ สมกับเป็นหลานของข้า ” หยวนเฉิงหัวเราะ
“ จวินหยาง เจ้าไปกับเรา ไปดูหน้าหลานสะไภ้กันเถอะ เราไม่ได้เจอหลานสะไภ้นาน จะได้มอบของขวัญให้กับนางด้วย ” หยวนเฉิงยิ้ม
“ ขอรับนายท่าน ” อู๋จวินหยางตอบรับด้วยรอยยิ้ม เขาเองก็อยากที่จะไปพบหน้านายหญิงน้อยแล้ว
“ ไม่ใช่ว่าอีกไม่นานก็จะได้เจอกันแล้วหรือพวกท่านจะรีบร้อนไปทำไม แล้วก็ลุงจวินหยาบท่านควรห้ามปู่บ้างนะไม่ใช่ว่าตอบตกลงอย่างเดียว ” หยวนหมิงเย่ส่ายหน้า
“ ฮ่าฮ่า บ่าวเองก็อยากเห็นหน้าของท่านเหรินซีเช่นกัน ” อู๋จวินหยางยิ้มออกมา
“ แล้วไปเถอะ ” หยวนหมิงเย่ถอนหายใจ
“ ท่านปู่เดี๋ยวเสร็จงานหมั้นแล้วข้าตัดสินใจที่จะไปอาณาจักรเพลิงราตรีกับท่าน แล้วก็ข้าจะได้ไปยังอาณาจักรศิลาทมิฬที่อยู่ในทวีปศิลาบรรพกาล เพื่อหาหินค่ายกลระดับสวรรค์” หยวนหมิงเย่กล่าว
สำหรับเขาเนื่องจากเป็นถึงตัวตนระดับราชันสวรรค์ เขาคิดว่าหินค่ายกลระดับแปดนั้นไม่เพียงพอต่อความเร็วในการฝึกฝน เขาต้องการหินค่ายกลระดับสวรรค์มาเพิ่มความเร็วในการฝึกฝน
หินค่ายกลระดับหนึ่งถึงสิบ ระดับถัดมาก็คือหินค่ายกลระดับสวรรค์
โดยที่หินค่ายกลระดับสวรรค์เองก็มีสามระดับย่อยได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง
แม้ว่าจะเป็นหินค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นต่ำ แต่ก็มีประสิทธิภาพสูงกว่าหินค่ายกลระดับสิบหลายเท่า นับว่าเหมาะแก่การฝึกฝนระดับราชันสวรรค์ของเขา ดีไม่ดีอาจจะได้หินค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นกลางหรือไม่ก็ขั้นสูงเลยก็ได้