หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 52 ชัยชนะ

    กลุ่มอัจฉริยะตระกูลจ้าวล้อมหลันเฟิงและจ้าวหยางเอาไว้ตรงกลางตัดขาดจากโลกภายนอก

            สำหรับจ้าวหยางแล้วชายหนุ่มเหล่านี้ไว้วางใจเขาจนเรียกได้ว่าตาบอดในใจของพวกเขาล้วนคิดว่าพละกำลังของจ้าวหยางนั้นแข็งแกร่งที่สุดในบรรดารุ่นเยาว์ของตำบลเฟิงอย่างไม่ต้องสงสัยไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ แม้ว่าช่วงนี้หลันเฟิงจะมีชื่อเสียงมาก แทบจะกลบจ้าวหยางมิดแต่ด้านหนึ่งพวกเขาก็ไม่เคยเห็นพรสวรรค์ที่แท้จริงของหลันเฟิงในใจยังเกิดความสงสัยอยู่เล็กๆอีกด้านหนึ่งอายุของหลันเฟิงก็น้อยกว่าจ้าวหยางสี่ปีด้วยเหตุนี้ไม่ว่าพลังยุทธ์หรือว่าการควบคุมทักษะปราณก็น่าจะสู้จ้าวหยางไม่ได้

            ความแข็งแกร่งของจ้าวหยางฝังลึกเข้าไปในจิตใจของผู้คนตั้งนานแล้วอัจฉริยะของตระกูลจ้าวทุกคนในที่นี้ต่างเคยประสบมาด้วยตนเอง จึงมั่นใจในพลังของจ้าวหยางมาก

            ดังนั้นนี่จะต้องเป็นการโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวแน่นอน

            ใบหน้าของจ้าวหยางประดับด้วยรอยยิ้มจางๆมือขวาของเขากุมด้ามดาบเอาไว้ แล้วเอ่ยอย่างไม่รีบร้อนและไม่เชื่องช้าว่า“เจ้าลงมือก่อนเลย มิเช่นนั้นข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะลงมือ”

            “เช่นนั้นข้าก็ต้องขอบคุณคุณชายใหญ่จ้าวแล้ว”มุมปากของหลันเฟิงหยักยิ้มเย้ยหยัน เหลือบมองเหล่าอัจฉริยะตระกูลจ้าวที่อยู่รอบๆ แวบหนึ่งแววตาดูไม่แยแสสักนิด

            คนตั้งมากมาย แต่มีเพียงสองคนที่พอจะเข้าตาหลันเฟิง

            คนหนึ่งคือคุณชายใหญ่จ้าวหยางที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้อีกคนคือจ้าวฉีอัจฉริยะสายรองของตระกูลจ้าวนอกจากสองคนนี้ที่น่าจะสร้างความยุ่งยากให้เขาได้เล็กน้อยแล้วคนที่เหลือก็ไม่แม้แต่จะทำให้เขาสนใจอยากลงมือ

            ไม่ต้องพูดถึงราชาหมาป่ามารป่าลึกและราชาปีศาจลาวาแค่ปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางที่ตายเพราะเขาทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ไม่ต่ำกว่ายี่สิบตัวแล้ว

            เทียบกับปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางชายหนุ่มกว่าครึ่งที่อยู่รอบๆ ล้วนนุ่มนิ่มอย่างไม่ต้องสงสัย

            สายตาของหลันเฟิงตกลงที่เรือนร่างของจ้าวหยางอีกครั้งนิ้วทั้งสิบประสานกัน แล้วพลิกมือเหยียดไปข้างหน้าช้าๆชั่วขณะนั้นข้อนิ้วพลันส่งเสียง “กร๊อบแกร๊บ” ออกมา

            การเคลื่อนไหวนี้กลับทำให้ชายหนุ่มที่อยู่รอบๆตึงเครียดขึ้น

            หลันเฟิงมองจ้าวหยางที่ไม่ไหวติงแล้วพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจหากอีกฝ่ายอ่อนแอเกินไป เขาก็คร้านจะลงมือ

            ท่าทางเกียจคร้านของหลันเฟิงหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา

            การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้จ้าวหยางระมัดระวังตัวขึ้นหนังตากระตุกอย่างไม่อาจควบคุม มือขวาที่กุมด้ามดาบยาวอยู่ก็กำแน่นขึ้นตามจิตสำนึกพอรู้ตัวก็รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย“คิดไม่ถึงว่าข้าจะถูกเด็กน้อยคนหนึ่งทำให้ตกใจเสียได้”

            นี่คือความอับอายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเป็นจุดด่างพร้อยครั้งแรกในชีวิตของจ้าวหยางอย่างไม่ต้องสงสัย

            ยามที่เขากำลังโกรธจัดนั้นข้างหูพลันมีเสียงแหวกอากาศดังขึ้น “สวบ!”

            เงาร่างแฉลบผ่านด้านข้างไปอย่างร้อนรนรอจนหลบหลีกได้แล้ว จ้าวหยางถึงได้เงยหน้าขึ้นอย่างจนตรอก กแล้วเลื่อนสายตาไปยังจุดเดิมที่ยืนอยู่“คนไร้ยางอาย คิดไม่ถึงว่าจะกล้าลอบโจมตี!”

            “ลอบโจมตี? ไม่เจ้าน่าจะขอบคุณการเตือนของข้านะ ห้ามเหม่อในการต่อสู้ง่ายๆ หากไม่เชื่อ..เจ้าก็ดูอีกครั้งสิ”หลันเฟิงฉีกยิ้มจนตาหยีแล้วยื่นนิ้วออกมาสองนิ้วหว่างนิ้วของหลันเฟิงมีเศษผ้าขาดอยู่หากเพ่งมองอย่างละเอียดก็จะพบที่มาของเศษผ้าขาดได้ไม่ยาก

            จ้าวหยางก้มหน้าลงมองเสื้อผ้าที่ขาดเป็นรูของตนเองหว่างคิ้วของจ้าวหยางพลันมีเงามืดปกคลุมอยู่ สายตาเคร่งขรึม

            เขากุมดาบยาวตรงเอวแน่นสีหน้าค่อยๆ จริงจังขึ้น “เอาล่ะ ข้ายอมรับ ก่อนหน้าข้าดูถูกเจ้าเกินไป”

            “เมื่อครู่แค่อุ่นเครื่องการต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มขึ้น”หลันเฟิงไม่สนใจสายตาโกรธแค้นของเหล่าอัจฉริยะของตระกูลจ้าวที่อยู่รอบๆ สักนิด น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความมั่นใจมหาศาลแววตาสงบเยือกเย็นที่แม้แต่จ้าวหยางเองก็ไม่เคยมีมาก่อน

            หลันเฟิงที่อยู่ในวงล้อมของเหล่าอัจฉริยะตระกูลจ้าวยังเยือกเย็นได้ขนาดนี้ในบรรดาชายหนุ่มในตำบลเฟิงเกรงว่าคงมีเขาเพียงคนเดียวที่ทำได้

            เป็นเพราะความอวดดีหรือมั่นใจในตนเองอีกเดี๋ยวทุกคนก็จะได้รู้คำตอบแล้ว

            พูดจบ เงาร่างของหลันเฟิงก็พุ่งไปด้านหน้าอีกครั้งความเร็วของเขาราวกับสายฟ้า เหล่าอัจฉริยะ ณ ที่นั่นทำได้เพียงจับได้เพียงเงารางๆเท่านั้น

            แม้แต่จ้าวหยางที่เป็นคู่ต่อสู้เมื่อเห็นชายหนุ่มสำแดงความเร็วเช่นนี้ออกมา รูม่านตาก็หดเล็กลงเล็กน้อย ท่าทางตกตะลึง

            จากพลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นหกของเขาเขาควรจะเป็นคนที่เร็วที่สุดในบรรดาชายหนุ่มของตำบลเฟิงแต่ไหนแต่ไรมาเขาเองก็คิดเช่นนั้น

            แต่ทว่าชั่วพริบตาที่หลันเฟิงสำแดงความเร็วออกมากลับเร็วกว่าเขาสองสามส่วน แม้ว่าระยะห่างจะไม่มากนักแต่กลับทำลายความมั่นใจที่เขาสร้างมาเกือบยี่สิบปีลงทันที

            ชั่วพริบตานั้นความเหย่อหยิ่งในใจของเขาก็แทบจะถูกโจมตีจนแตกสลาย

            โชคดีที่จ้าวหยางยังมีสติอยู่สองสามส่วนชั่วพริบตาที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามา นิ้วทั้งห้าที่กำแน่นก็ชักดาบยาวในมือออกมา “ดาบหงสาร่ายรำ!”

            ทักษะปราณลับของตระกูลจ้าวดาบหงสาร่ายรำ ทักษะปราณสีเขียวระดับสูงที่ไม่สมบูรณ์

            ปกติแล้วทักษะปราณชนิดนี้จะต้องทำประโยชน์มหาศาลให้แก่ตระกูลหรือเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่ง ถึงจะมีคุณสมบัติเรียนได้มิเช่นนั้นแม้ว่าพรสวรรค์จะยอดเยี่ยมขนาดไหน พลังยุทธ์สูงส่งเพียงใดก็ไม่มีคุณสมบัติได้เรียน

            แต่สาเหตุที่จ้าวหยางได้ฝึกฝนทักษะปราณนี้ก็ต้องขอบคุณที่บิดาเขาเป็นผู้นำตระกูลและเพราะจ้าวเทียนหลงเป็นคนไกล่เกลี่ยเหตุผลและกำลังทำงานประสานกันถึงได้โน้มน้าวกลุ่มอาวุโสสำเร็จ

            “เคร้ง!”

            ดาบยาวออกจากฝักปลายดาบแหลมคมแวววาวเปล่งแสงสีขาวเย็นเยียบ วาดผ่าเหนือศีรษะหลันเฟิงอย่างวาดเร็ว

            ร่างกายของหลันเฟิงขยับออกไปสองสามชุ่นหลบหลีกการโจมตีนั้นด้วยสีหน้าราบเรียบ

            จ้างหยางยักยิ้มมุมปาก“คิดว่าจะหนีพ้นหรือ เจ้าดูถูกวิชาลับของตระกูลจ้าวมากไปหน่อยกระมัง!”

            หลันเฟิงพลันสัมผัสได้ถึงอันตรายหางตาเเหลือบมองเห็นดาบยาวที่กำลังเข้ามา ชั่วขณะนั้นเขาพลันใจหายวาบ รีบกระโจนตัวขึ้นหลบคมดาบ

            หลังจากหมุนตัวกลางอากาศแล้วร่อนพื้นหลันเฟิงถึงได้มองจ้าวหยางอย่างตกตะลึงเล็กน้อย “ดาบหงสาร่ายรำคู่ควรแล้วที่เป็นทักษะปราณะสีเขียวขั้นสูงที่ไม่สมบูรณ์คิดไม่ถึงว่าจะมีการโจมตีต่อเนื่อง...”

            ทั้งที่หลบได้แล้วแท้ๆแต่ใบดาบกลับยังคงตามติดไม่ลดละ

            หากไม่ใช่เพราะหลันเฟิงตอบสนองรวดเร็วเกรงว่าคงถูกฟันไปแล้วจริงๆ

            “ตาเฒ่าเคยบอกเจ้าแล้วเชื่อมั่นในตนเอง แต่อย่าดูถูกผู้อื่น” ชายชราที่ลอยอยู่ด้านข้างหลันเฟิงพลันกลายเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดคนหนึ่ง“หรือว่าแค่โชคดีสังหารปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายได้สองตัวก็คิดว่าตนแข็งแกร่งมากพึงพอใจจนลืมตนไปแล้ว?”

            เมื่อถูกชายชราตำหนิหลันเฟิงก็อารมณ์เสียและยิ้มขมขื่นอย่างจนปัญญา“เมื่อครู่ประมาทไปหน่อยจริงๆ”

            ทว่าเมื่อถูกสั่งสอนไปครั้งหนึ่งเขาก็ไม่ดูถูกจ้าวหยางอีก

            แม้ว่าจ้าวหยางจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแต่สิงโตยังใช้พลังทั้งหมดขย่ำกระต่าย

            ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกรอยยิ้มบนใบหน้าอันตรธานหายไป สีหน้าจริงจังขึ้น ครั้งนี้เขาตั้งใจแล้วจริงๆ !

            ทันใดนั้นสองมือที่กำหมัดแน่นก็คลายออกเงาร่างของชายหนุ่มกลายเป็นสายฟ้าวาววาบ

            “สวบ...”

            ยามที่เสียงแหวกผ่านอากาศดังขึ้นเงาร่างของชายหนุ่มก็อยู่ห่างจากจ้าวหยวนไม่ไกลแล้ว

            “ดาบหงสาร่ายรำ!”

            ปลายดาบเปล่งแสงสีขาวเย็นเยียบออกมาอีกครั้งจ้าวหยางหรี่ตาทั้งสองข้างลง ลำคอเปล่งเสียงร้องตะโกน

            หลันเฟิงเผชิญหน้ากับดาบยาวที่สับลงมาอย่างเยือกเย็นหลบหลีกออกไปสองสามชุ่นอย่างสบายๆ ทันใดนั้นก็หยุดฝีเท้าลงไอปราณในจุดตันเถียนพิษเดือดพล่านราวกับน้ำเดือดชั่วพริบตานั้นไอปราณก็ทะลวงผ่านจุดชีพจรต่างๆ มาปะทะกันที่ฝ่ามือของเขากลายเป็นเปลวเพลิงลุกโชน

            “ปัง”

            เปลวเพลิงร้อนฉ่าปกคลุมฝ่ามือของเขาแล้วตบไปที่ตัวดาบ ทำให้ดาบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและยิ่งไปกว่านั้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับเพิ่งออกมาจากเตาหลอมก็ไม่ปาน

            ตัวดาบถูกตบจนเกิดเป็นแรงสะท้อนกลับมหาศาลทำให้จ้าวหยางคลายมือออกจากด้ามดาบและกระเด็นหลุดมือไป

            รอจนตัวดาบสีแดงฉ่าตกลงพื้นใบไม้สีเหลืองที่มันสัมผัสถูกก็ลุกไหม้ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อกลายเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ในชั่วพริบตา แผ่ลามไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านราวกับจะแผดเผาทั้งป่าก็ไม่ปาน

            “สวบ!”

            “ปัง!”

            เงาร่างของหลันเฟิงพุ่งเข้าหาจ้าวหยางต่อกำปั้นอันห้าวหาญกระทบหน้าอกของจ้าวหยางดัง “พลั่ก”

            จ้าวหยางเป็นดังกระสุนปืนใหญ่ถูกกระแทกจนลอยออกไปไกลกว่าสามจั้ง ถึงได้ร่วงลงพื้นอย่างแรง

            “แค่กๆ ...”จ้าวหยางสัมผัสได้ว่าลำคอมีรสหวานแล้วไอเล็กน้อย จึงรีบใช้มือปิดปากชั่วขณะนั้นโลหิตสีแดงฉานก็ไหลออกมา

            หลันเฟิงมองจ้าวหยางที่สีหน้าดูไม่ได้อย่างเฉยเมยแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ “เจ้าควรขอบคุณที่ฝ่ามือของข้าตบไปที่ดาบยาวไม่ใช่เรือนร่างของเจ้ามิเช่นนั้น...”

            หลันเฟิงส่ายหน้าแล้วถอนหายใจยังพูดไม่ทันจบ ก็หันกายเดินไปที่มารสีชาดตัวหนึ่งหยิบเข็มรวบรวมกลิ่นอายออกมาจากหว่างคิ้วที่มีลวดลายสีเขียว แล้วเดินจากไปอย่างสบายๆ

            จ้าวหยางมองหลันเฟิงเอาเข็มรวบรวมกลิ่นอายไปอย่างเคร่งเครียดจนแทบหายใจไม่ออกก่อนเป็นลมล้มพับไป

            เหล่าอัจฉริยะตระกูลจ้าวที่อยู่รอบๆก็ตกใจเป็นอย่างยิ่งไปตั้งนานแล้วเมื่อเห็นหลันเฟิงหยิบเข็มรวบรวมกลิ่นอายไปก็ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน แม้กระทั่งตอนที่หลันเฟิงเดินมาอัจฉริยะตระกูลจ้าวที่ล้อมอยู่ด้านหน้าสองสามคนก็หลีกหลบให้ตามจิตสำนึก ดวงตาทั้งสองดูหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

            บรรยากาศตรงนั้นชวนอึดอัดจนถึงขีดสุด

            ก่อนหน้านั้นผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่าจ้าวหยางที่เลื่องชื่อว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตำบลเฟิงจะพ่ายแพ้เช่นนี้! และยิ่งไปกว่านั้นยังแพ้ให้กับหลันเฟิงชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนถึงสี่ปี!

            ยามนี้เงาร่างสูงใหญ่สายนั้นในหัวของพวกเขาพลันทลายลง!

            สิ่งที่น่าขันก็คือเรื่องตลกเหล่านั้นกลับเป็นความจริง

            เหล่าอัจฉริยะตระกูลจ้าวจ้องมองเงาร่างโดดเดี่ยวที่อยู่ไกลออกไปด้วยความหวาดกลัวและหวาดผวาเนิ่นนานผ่านไปก็ยังไม่มีเสียงใดๆ สักนิดแม้แต่จ้าวหยางที่เป็นลมล้มไปก็ไม่มีผู้ใดสนใจ

            ความคึกคักในป่าพลันเงียบสงัดทันที

            ไม่ไกลนักในกอหญ้าอันเขียวชอุ่มเงาร่างแก่ชราและเงาร่างที่อ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อยกำลังจ้องมองชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่อยู่ไกลออกไปอย่างเหม่อลอยปากอ้าค้าง

            ยอดฝีมือลึกลับสองคนนี้ก็คือผู้ที่รับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเหล่าอัจฉริยะตระกูลจ้าวหยางเอ้าและหยางเจิ้น

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน