เยี่ยเฉินหานหลับตาลงใช้ความรู้จากแดนเทพค้นหาวิชาฝึกร่างกายที่เหมาะกับเด็กหนุ่มอ่อนแอผู้เพิ่งถอนพิษชั้นแรกไม่นานนัก เขาก็เลือกได้หนึ่งวิธี
วิชาปรับลมหายใจเก้าจังหวะคืนต้นชีพ
นี่ไม่ใช่วิชาระดับสูงอะไรในแดนเทพ
แต่เมื่อนำมาใช้ในโลกต่ำ ย่อมนับว่าเกินพอสำหรับสร้างพื้นฐาน
เขาเริ่มฝึกทันที
ยืดลมหายใจเข้าให้ยาวที่สุด
เก็บไว้
ปล่อยออก
กดจิตลงสู่ท้องน้อย
แล้วส่งกลับขึ้นมาที่ทรวงอก
เพียงสามรอบแรกเขาก็ััได้ถึงความร้อนอ่อน ๆ เกิดขึ้นในช่องท้อง เืลมเริ่มหมุนดีขึ้นไหล่ที่เคยหนักราวหินก็ค่อย ๆ เบาลงทีละน้อย
รอบที่สี่...ห้า...หก...
เหงื่อเย็นไหลซึมออกตามไรผมแต่เขาไม่หยุด
เมื่อถึงรอบที่เก้าพลังอ่อนบางสายหนึ่งก็เหมือนตื่นขึ้นจากการหลับใหลยาวนาน ค่อย ๆไหลผ่านเส้นลมปราณเส้นย่อยที่ยังไม่เสียหายสนิท แม้เพียงชั่วครู่แล้วก็สลายไปแต่เยี่ยเฉินหานกลับยิ้มบาง
นั่นเพียงพอแล้ว
เพราะมันแปลว่าร่างนี้ยัง “มีทาง”
ประตูห้องเปิดออกอีกครั้งในยามบ่ายเสี่ยวอวี้กลับมาพร้อมเหงื่อทั่วใบหน้า สีหน้านางทั้งกังวลทั้งตื่นเต้น
“คุณชาย ข้าสืบมาได้แล้วเ้าค่ะ”
เยี่ยเฉินหานเงยหน้าขึ้น“ว่าอย่างไร”
“เมื่อคืนหลังท่านถูกหามกลับมา เรือนรองส่งคนมาดูถึงสองครั้ง คนของคุณชายรองบอกกับทุกคนว่าท่านใกล้ตายแล้วให้เตรียมคนมาจัดการห้องไว้เลยส่วนพ่อบ้านเรือนใหญ่ก็พูดว่าอย่าเสียยาให้ท่านมากนักเพราะร่างกายคงไม่ฟื้นแล้ว...”
เด็กสาวกัดริมฝีปากแน่นด้วยความโกรธ
“แล้วเยี่ยชงกับเยี่ยหลินเล่า” เยี่ยเฉินหานถามต่อ
“สองคนนั้นไปคุยโอ้อวดกับคนในลานฝึกว่าคืนก่อนพวกมัน ‘สั่งสอน’ท่านจนลุกไม่ขึ้น...ยังหัวเราะกันใหญ่เ้าค่ะ”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้าเบาๆ ราวกับไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
“ดี”
เสี่ยวอวี้อึ้ง“ดี...หรือเ้าคะ?”
เขาวางถ่านที่ใช้เขียนรายการสมุนไพรลงช้าๆ “ยิ่งพวกมันคิดว่าข้าใกล้ตาย ข้าก็ยิ่งมีเวลา”
เด็กสาวนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเข้าใจในทันทีสีหน้าเริ่มเปลี่ยนจากโกรธเป็ตื่นเต้นอย่างระมัดระวัง
เยี่ยเฉินหานมองกระดาษบนโต๊ะก่อนยื่นให้นางอีกแผ่น
“พรุ่งนี้เช้าไปหาสมุนไพรชุดนี้มาเพิ่ม อีกสองอย่างเ้าไม่ต้องซื้อให้แอบเก็บจากเชิงเขาหลังตระกูล แต่ห้ามไปคนเดียวจนลึก ถ้าไม่มีให้ถอยกลับมา”
เสี่ยวอวี้รับกระดาษไปแน่น“เ้าค่ะ!”
จากนั้นนางลังเลเล็กน้อยก่อนถามเบา ๆ “คุณชาย...ท่าน...จะหายจริงหรือเ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานมองนางตรงๆ
“ไม่ใช่แค่หาย”
เขาพูดช้าๆ ชัดทุกคำ
“แต่ข้าจะทำให้ทุกคนที่เคยเรียกข้าว่าสวะ...ต้องก้มหน้า”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจเสี่ยวอวี้สั่นวูบ
ถ้าเป็เมื่อวานนางคงคิดว่าเป็เพียงคำระบายของคนใกล้ตาย
แต่วันนี้...หลังเห็นเขาถอนพิษต่อหน้าต่อตาได้เห็นแววตาและความสงบนิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน นางกลับเชื่อ
เชื่ออย่างไม่รู้เหตุผล
เชื่อว่าคนตรงหน้าจะทำได้จริง
เยี่ยเฉินหานหันไปมองนอกหน้าต่างแสงอาทิตย์ยามบ่ายเริ่มอ่อนลงผืนฟ้าสีครามเหนือกำแพงตระกูลเยี่ยดูเงียบสงบอย่างลวงตา ขณะที่ลึกลงไปในเงานั้นกลับเต็มไปด้วยพิษ ความริษยา การแก่งแย่ง และการเหยียบย่ำคนอ่อนแอ
แต่นับจากวันนี้เป็ต้นไปทุกสิ่งจะเริ่มเปลี่ยน
ไม่ใช่เพราะ์เมตตา
ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ใด
แต่เพราะคนที่ตายไปครั้งหนึ่งแล้ว...ไม่มีวันยอมถูกเหยียบซ้ำเป็ครั้งที่สอง
มือของเขาค่อยๆ กำแน่น
เส้นเอ็นนูนขึ้นชัดใต้ผิวขาวซีด
อ่อนแออยู่ชั่วคราว
าเ็อยู่เพียงชั่วคราว
แต่ความแค้น...และความทรงจำของยอดโอสถจากแดนเทพ
ไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปกับร่างกายนี้
เยี่ยเฉินหานยกสายตาขึ้นช้าๆ
ลึกในดวงตาคู่นั้นราวกับมีเงาเปลวเพลิงสีดำลุกขึ้นมาเงียบ ๆ
“ตระกูลเยี่ย...” เขาเอ่ยเสียงเบา
“พวกเ้ารอข้าอีกหน่อย”
“เมื่อข้าลุกขึ้นได้จริง...”
“คนแรกที่ต้องชดใช้ จะเป็พวกเ้าทั้งหมด”
นอกหน้าต่างสายลมเย็นยามบ่ายพัดผ่านใบไม้จนเกิดเสียงเสียดสีกันเบา ๆ
ภายในห้องเก่าทรุดโทรมเด็กหนุ่มผู้ถูกทั้งเมืองตราหน้าว่าเป็สวะค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้งเริ่มหมุนลมหายใจเก้าจังหวะคืนต้นชีพต่อไปอย่างสม่ำเสมอ ข้างกายมีเสี่ยวอวี้คอยเฝ้าเงียบๆ ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังระคนตื่นเต้น
ไม่มีผู้ใดในตระกูลเยี่ยล่วงรู้เลยว่า
คนที่พวกมันคิดว่ากำลังนอนรอความตายอยู่ในห้องทรุดโทรมนี้
แท้จริงแล้วกำลังค่อย ๆ ตื่นขึ้นจากก้นเหว
และเมื่อเขาก้าวพ้นจากความอ่อนแอในวันนี้ไปได้
โลกใบนี้...จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
คืนนั้นเอง
เรือนเล็กด้านหลังตระกูลยังคงมืดสงัด
ตะเกียงน้ำมันดวงเล็กส่องแสงสลัวบนโต๊ะ
เงาของเด็กหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิบนเตียงทอดยาวลงบนพื้น
แม้ภายนอกจะเงียบงัน
แต่ภายในร่างของเยี่ยเฉินหานกลับเหมือนมีาขนาดย่อมปะทุอยู่ตลอดเวลา
พิษเย็นที่เหลือยังคงดิ้นรน
โอสถถอนพิษรอบแรกยังคงเผาผลาญสิ่งสกปรก
ลมหายใจเก้าจังหวะคืนต้นชีพยังคงหมุนวนสม่ำเสมอ
ครั้งแล้วครั้งเล่า
ความปวดร้าวแล่นผ่านเส้นลมปราณ
ครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาขับโลหิตดำออกมา
ครั้งแล้วครั้งเล่า
ร่างกายที่เคยเป็เพียงซากใกล้ตายค่อย ๆดึงตัวเองกลับจากขอบเหวทีละนิด
ไม่มีใครเห็น
ไม่มีใครรู้
แต่นี่คือการ“เกิดใหม่” ที่แท้จริง
ไม่ใช่การลืมตาตื่นขึ้นมาเฉยๆ
แต่เป็การค่อย ๆ แย่งชิงร่างกายนี้กลับคืนจากพิษ จากความอ่อนแอและจากเงื้อมมือของคนที่คิดว่าควบคุมชะตาเขาได้แล้ว
เมื่อดึกดื่นผ่านไปถึงยามสามเยี่ยเฉินหานจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาไม่รู้สึกมึนหนักเหมือนตอนเช้าอีกแล้ว
หน้าอกไม่แน่นเท่าเดิม
แขนขาแม้ยังอ่อน แต่มีแรงแน่นในกล้ามเนื้อมากขึ้น
ที่สำคัญที่สุดคือ เขาััได้ถึงกระแสอุ่นบางเบาใต้สะดือชัดเจนกว่าเดิม
มันยังเล็กน้อยจนแทบเรียกว่าพลังไม่ได้
แต่สำหรับร่างที่ถูกตัดสินว่าเป็“สวะตลอดชีวิต”
เพียงแค่นี้...ก็นับว่าเป็ปาฏิหาริย์แล้ว
เยี่ยเฉินหานค่อยๆ ยกมือขึ้นตรงหน้า กำแล้วคลาย กำแล้วคลายอยู่สามครั้ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
“ดี”
เขาไม่รีบร้อนฝืนเปิดชีพจรต่อในคืนนี้เพราะร่างกายยังรับไม่ไหว สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดตอนนี้ คือค่อย ๆสร้างฐานร่างกายกับฟื้นชีพจรไปพร้อมกันอย่างมั่นคง เมื่อถึงเวลาจริงเขาจะก้าวข้ามทีเดียวโดยไม่ทิ้งช่องโหว่ให้คนอื่นตามทัน
เขาหันมองเสี่ยวอวี้ที่ฟุบหลับอยู่ข้างโต๊ะเด็กสาวคงเฝ้าเขาจนเผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น ผมที่รวบไว้อย่างลวก ๆหลุดลงมาปรกแก้มเล็กน้อย เหนื่อยล้าจนแม้ในยามหลับคิ้วก็ยังขมวดแน่น
เยี่ยเฉินหานมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือไปดึงผ้าบางบนหัวเตียงมาคลุมไหล่นางเบา ๆ
การกระทำเพียงเล็กน้อยนั้นแทบไม่น่าจะเกิดจากชายผู้เพิ่งผ่านความตายและแบกความแค้นมหาศาลมาเต็มอก
แต่เขาก็ทำมันโดยไม่ลังเล
เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยคมมีดคนที่ยังยอมร้องไห้ให้เขาจริง ๆ อย่างเสี่ยวอวี้ สมควรได้รับการปกป้อง
เยี่ยเฉินหานเงยหน้ามองความมืดนอกหน้าต่างอีกครั้ง
คืนนี้เป็เพียงคืนแรกที่เขาฟื้นขึ้นมา
คืนแรกที่เขารู้ความจริงว่าร่างนี้ถูกวางยา
คืนแรกที่เขาเริ่มถอนพิษ
คืนแรกที่เขาเริ่มวางหมาก
ยังไม่มีการตบหน้าใคร
ยังไม่มีการพลิกโลก
ยังไม่มีเสียงคุกเข่าหรือเสียงกรีดร้องของศัตรู
แต่ทุกอย่างได้เริ่มขึ้นแล้ว
เหมือนเมล็ดพันธุ์หนึ่งที่ถูกฝังในดินแห้งแตกระแหง
เมื่อลมหายใจแรกของชีวิตใหม่ซึมลงไปถึงราก
วันหนึ่งมันจะดันพื้นดินแตกออก
เติบโตขึ้นเป็ต้นไม้ใหญ่
แล้วเหยียบเงาของผู้คนทั้งโลกไว้ใต้รากของตน
เยี่ยเฉินหานหลับตาลงอีกครั้ง
ลมหายใจเก้าจังหวะคืนต้นชีพหมุนต่ออย่างช้าๆ
ในส่วนลึกสุดของจิติญญานั้น
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเงียบเชียบ แต่ชัดเจน
ชาตินี้
เขาจะไม่เป็หมากของผู้ใดอีก
ชาตินี้
เขาจะไม่ยอมให้คนที่ตนรักต้องหลั่งน้ำตาเพราะความอ่อนแอของเขาอีก
และชาตินี้
ทุกคนที่เคยวางยา ทำลาย เหยียบย่ำ และหัวเราะเยาะเขา...
จะต้องชดใช้ทั้งหมด
แสงตะเกียงไหววูบอยู่ในห้องเงียบ
ภายนอกเรือนตระกูลเยี่ยยังคงสงบเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
แต่ภายในเรือนเล็กที่ไม่มีใครเห็นค่าแห่งนี้
สวะของทั้งเมือง
กำลังเริ่มลับเขี้ยวเล็บของตนอย่างเงียบงัน
และในวันที่เขาเปิดเผยคมเขี้ยวออกมาจริงๆ
ทั่วทั้งตระกูลเยี่ย...จะได้รู้ว่า
สิ่งที่พวกมันพยายามเหยียบให้จมดินมาตลอดหลายปี
ไม่ใช่ขยะไร้ค่า
แต่คือสัตว์ร้ายที่เพิ่งตื่นจากความตาย