ตอนที่ 50 ไป๋เพ่ยเพ่ยใจเต้นระรัว
ชั่วขณะนั้นไป๋เพ่ยเพ่ยใจเต้นระรัว
หากนางจำไม่ผิด หลังหวงจวนถูกพากลับมาบ้านเดิม ลูกสะใภ้ของหวงต้าเสิ่นก็อาละวาดหัวฟันหัวเหวี่ยง หรือว่าการแท้งลูกครั้งนี้ ...
“เหมียวเหมียว เร็วเข้า ไปเอากล่องยามา!”
“อื้ม!”
เซี่ยเหมียวเหมียวขานรับก่อนเข้าบ้านไปหยิบกล่องยา
เซี่ยต้ายากังวลเมื่อเห็นเช่นนั้น ทว่านางยังร่างกายอ่อนแอจึงไม่กล้าตามไป กลัวว่าจะเกะกะไป๋เพ่ยเพ่ย
นางกำชับกับเซี่ยเหมียวเหมียวว่าให้คอยระวังและรอบคอบเอาไว้
“อื้ม! ข้ารู้แล้ว”
เซี่ยเหมียวเหมียวรีบตามไป๋เพ่ยเพ่ยออกไป
เซี่ยต้ายาหันไปเห็นลูกพี่ลูกน้องฝาแฝดเซี่ยหมิงรุ่ยจ้องตนเองอยู่ เมื่อเขาเห็นนางมองไปก็ส่งยิ้มให้ก่อนหยิบสนุนไพรตากแห้งขึ้นมาขณะถาม “พี่สาว ท่านรู้ไหมว่ามันคืออะไร ข้าลืมน่ะ”
“ท่านแม่เคยบอกว่ามันคือหวงจิง มีรสหวานและไม่เป็นพิษ ใช้บำรุงเลือดลม มีประโยชน์ต่อม้ามและปอด ...” เซี่ยต้ายาจำได้จากคำบอกเล่าของเซี่ยเหมียวเหมียว
เซี่ยเหมียวเหมียวสนใจด้านสมุนไพร ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงสอนให้อย่างจริงจังและมักทดสอบอยู่บ่อยครั้ง
เด็กสาวกลัวว่าจะจำไม่ได้ จึงทบทวนอย่างขยันขันแข็ง ถึงกับบอกให้เซี่ยวต้ายาช่วยจำสมุนไพรบางกลุ่มด้วย
นางพยายามจดจำสุดความสามารถเพื่อช่วยน้องสาว เมื่อเซี่ยหมิงรุ่ยลูกคนสามถามถึง นางบังเอิญรู้จักพอดี จากแบบทดสอบของเซี่ยเหมียวเหมียวในช่วงเช้า
“โอ้ ที่แท้ก็คือหวงจิง มิน่าเล่าข้าถึงได้คุ้นเคยนัก แต่พอจะพูดกลับจำไม่ได้ ...” เซี่ยหมิงรุ่ยกล่าวกลบเกลื่อน ราวกับที่เขาจ้องเซี่ยต้ายาเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
ด้านเซี่ยต้ายากลับไม่ได้คิดมาก สิ้นคำตอบก็ถามเขาว่ามีอะไรถามอีกไหมด้วยความเป็นห่วงและเอาใจใส่
เซี่ยหมิงเสียงคนรองที่อยู่ข้าง ๆ เห็นภาพนี้เข้า “...”
หากเขาไม่ได้เป็นแฝดกัน อาจหลงเชื่อน้องชายสามไปเสียแล้ว
เคราะห์ร้ายที่เซี่ยต้ายาไม่รู้เรื่องรู้ราวแม้แต่น้อย
บ้านตระกูลหวง
หลิ่วเหนียง ลูกสะใภ้ของหวงต้าเสิ่นนอนอยู่ที่พื้นอย่างไม่ยอมลุกขึ้น
นางตะโกนคร่ำครวญ “ปล่อยให้ข้าตายไปเสีย! ถึงอย่างไรครอบครัวท่านก็ไม่ได้แยแสอยู่แล้ว อยากให้ตายก็ปล่อยข้าตาย...”
“ข้าเพียงสงสารลูกในท้อง ยังไม่ทันลืมตาดูโลกก็ตายตกเสียแล้ว!”
“บางคนกลับยังหลบซ่อนอยู่ในห้อง แสร้งเป็นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่น่าเล่าถึงได้ไม่มีปัญญามีลูกชายและถูกครอบครัวแม่สามีรังเกียจเดียดฉันท์ จิตใจโหดร้ายเพียงนี้ สวรรค์มีตายิ่งนัก ...”
…
ไป๋เพ่ยเพ่ยมาเห็นฉากนี้เข้า
มองแวบแรกหลิ่วเหนียงดูก้าวร้าว หากไม่ใช่เพราะเลือดที่เจิ่งนองใต้บั้นท้าย คงดูไม่ออกว่านางบาดเจ็บอยู่
“เลิกโวยวายได้แล้ว เจ้าเสียเลือดมากเพียงนี้ เดี๋ยวก็ได้ตายจริง ๆ หรอก ...”
ไป๋เพ่ยเพ่ยรีบย่อตัวลงตรวจอาการให้ ระหว่างนั้นก็ถามหลิ่วเหนียง “มีอาการตั้งแต่เมื่อไหร่ ซ้ำยังจะอาละวาดอีก คิดเรื่องนี้อยู่อีกหรือ?”
“ข้าล้มแบบนี้จะไม่เป็นไรได้อยู่หรือ ข้าปวดท้องเหลือเกิน เสียเลือดไปมาก ลูกข้าคงไม่อยู่แล้ว ...” หลิ่วเหนียงบอกทั้งหน้าแดงก่ำ นางตั้งตารอลูกคนนี้มาตลอด ทว่าไม่ทันได้คลอดก็ต้องตายตกเสียแล้ว
นางจะไม่เจ็บปวดได้อย่างไร
นางอยากจะลากคนตระกูลหวงให้ทุกข์ทรมานไปด้วยกัน
“ใครบอกว่าลูกเจ้าตายแล้ว หากเจ้ายังโวยวายอยู่อย่างนี้ ลูกเจ้าจะได้ตายของจริง”
สิ้นคำไป๋เพ่ยเพ่ย หลิ่วเหนียงก็คว้าแขนนางไว้แล้วถามด้วยความตะลึงงัน “จริงหรือ ลูกข้ายังอยู่หรือ!”
หวงต้าเสิ่นที่อยู่ในบ้านได้ยินก็รีบชะโงกมองมา
หวงจวนที่อยู่ในห้องถูกหวงต้าเสิ่นรั้งเอาไว้จึงออกมาไม่ได้ นางมีท่าทีอึดอัดใจ
แม้นางจะไม่ได้เป็นคนผลักพี่สะใภ้ แต่ก็รู้สึกผิดเมื่ออีกฝ่ายล้มเช่นนี้
ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยท่ามกลางสายตาของคนตระกูลหวง “ใช่แล้ว โชคดีที่เจ้าล้มและไม่ได้ลุกขึ้น ไม่เช่นนั้นคงเป็นอันตราย ตอนนี้อย่าเพิ่งขยับ ข้าจะฝังเข็มให้เจ้าเพื่อรักษาชีวิตเด็กเอาไว้ก่อน...”
ระหว่างนั้นเซี่ยเหมียวเหมียวเปิดกล่องยาและหยิบเข็มเย็บผ้าออกมา
ว่ากันตามตรงคือเข็มที่ใช้ฝังเข็มต้องเป็นเข็มชนิดพิเศษ ทว่ายามนี้ครอบครัวยากจน ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่มีปัญญาหาซื้อ นางขึงต้องพึ่งพาใช้เข็มเย็บผ้าไปก่อน
นางมั่นใจในทักษะการแพทย์ของตน เมื่อฝังเข็มร่วมกับการกดจุดแล้วสามารถรักษาในกรณีฉุกเฉินได้
หลังลงมือเสร็จสรรพหลิ่วเหนียงก็รู้สึกทึ่งใจ “ข้ารู้สึก... ไม่เจ็บปวดอีกแล้ว ...”
“หมายความว่าได้ผล แต่ก็ได้ผลเพียงเฉพาะหน้า หากต้องการรักษาหายขาดยังต้องกินยาและปล่อยให้ค่อย ๆ ฟื้นตัว เจ้าหกล้มแรง แต่โชคดีที่ร่างกายแข็งแรง ทำให้ทารกในท้องยังอยู่ดี ไม่เช่นนั้นแค่หกล้มก็คงเหลือจะทน อย่าเพิ่งขยับ ข้าจะอุ้มเจ้ากลับเข้าไปในบ้าน”
“ข้าร่างกายแข็งแรงตั้งแต่เด็กจึงสุขภาพดี ไม่ค่อยได้ล้มป่วย เพียงเป็นหวัดเล็กน้อย ไม่นานก็หายโดยไม่ได้เจ็บปวด” หลิ่วเหนียงเบาใจลงได้บ้าง
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้ดึงเข็มออก ช้อนอุ้มหลิ่วเหนียงขึ้น ก่อนถาม “พี่สะใภ้ ห้องลูกสะใภ้ท่านอยู่ที่ใด โปรดนำทางข้าไปที”
“ทางนี้” หวงต้าเสิ่นรีบตอบและวิ่งนำไป เปิดประตูห้องลูกชายกับลูกสะใภ้ให้
“นางเนื้อตัวเปื้อนเลือด หาอะไรก็ได้มาปูให้นางนอน อย่าให้เตียงเลอะ”
หวงจวนมาช่วยเช่นกัน ไม่นานแม่ลูกก็นำกระดาษไขสะอาดมาวางแล้วเอาผ้าเก่าสีเข้มปูทับอีกที
ไป๋เพ่ยเพ่ยวางหลิ่วเหนียงลงบนเตียง สอดหมอนให้เอนหลัง กำชับไม่ให้ขยับตัวไปไหน
นางสั่งให้หวงต้าเสิ่นและคนอื่น ๆ ไปต้มน้ำและนำเสื้อผ้าสะอาดมาผลัดเปลี่ยนให้หลิ่วเหนียง
หวงจวนรู้ว่าพี่สะใภ้ไม่อยากเห็นหน้าตนเอง จึงไม่รั้งอยู่ในห้องต่อ อาสาจะรับหน้าที่ต้มน้ำเอง
หวงต้าเสิ่นหยิบเสื้อผ้าสะอาดมาให้ บอกลูกสะใภ้ด้วยสีหน้ารู้สึกผิดว่าให้พักผ่อน ช่วงนี้ไม่ต้องทำงาน มีนางอยู่ทั้งคน
“เหอะ!”
หลิ่วเหนียงแค่นเสียงเย็นชา เบือนหน้าหนีราวกับไม่ต้องการการแยแสจากหวงต้าเสิ่น
หวงต้าเสิ่นรู้สึกผิดและไม่โกรธแต่อย่างใด กลับถามลูกสะใภ้ว่าอยากกินสิ่งใด เย็นนี้นางจะไปทำมาให้
“ข้าอยากกินไข่เหล้าหวาน ท่านมีที่บ้านไหมเล่า” อีกฝ่ายเปิดปากตอบและถามคำถามชวนลำบากใจ
นางจงใจทำเช่นนั้น ที่บ้านมีไข่อยู่ แต่เหล้าหวานทำมาจากธัญพืช ที่บ้านไม่มีธัญพืชด้วยซ้ำ แล้วจะหาเหล้าหวานได้จากที่ใด
จะมีโอกาสกินสิ่งนี้ได้ก็เพียงในช่วงวันตรุษและอยู่ไฟเท่านั้น
หวงต้าเสิ่นพลันชะงักไป ท่าทีดูอึดอัด
“ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของท่านอยากกินไข่ตุ๋น ท่านก็ทำให้โดยไม่อิดออด ถึงคราวข้าอยากกินไข่เหล้าหวานบ้าง ทำไมถึงทำให้ไม่ได้เล่า” หลิ่วเหนียงตัดพ่อ “ข้าอุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลหวงอยู่ ดันมาเกิดอุบัติเหตุก่อนคลอด ไม่รู้ว่าคลอดมาแล้วจะเป็นอย่างไร เขาดวงซวยมาแปดชาติที่ได้มาเกิดในตระกูลหวง โชคร้ายเพียงนี้แล้วยังไร้แขนขา ไม่รู้ว่าไปทำเวรกรรมอะไรมา คิดว่าเขาคงเป็นตัวถ่วงในตระกูลหวงของท่านแล้ว”
เป็นธรรมดาที่จะอาจแท้งลูกก่อนคลอด ไม่ต้องพูดถึงการหกล้มเช่นนี้เลย
แม้ไป๋เพ่ยเพ่ยจะบอกว่าทารกยังอยู่ หลิ่วเหนียงก็ยังไม่วางใจนัก กลัวว่าต่อให้ช่วยชีวิตลูกไว้ได้ แต่หากเกิดเหตุผิดพลาดอะไรขึ้น เมื่อคลอดออกมาแล้ว ตระกูลหวงจะโทษนางกับลูก
หลิ่วเหนียงจึงชี้แจงให้ชัดเจนล่วงหน้า เพื่อให้ตระกูลหวงรู้ว่าใครเป็นคนผิด
การเป็นลูกสะใภ้เป็นเช่นนี้ เมื่อไม่ตั้งท้องแม่สามีก็กลัวว่าจะไร้บุตร หากคลอดมาแล้วเกิดปัญหาขึ้นกับลูก ก็กลายเป็นความผิดของลูกสะใภ้ อย่าได้คิดว่าปัญหานั้นเกิดจากฝ่ายสามีหรือเพราะลูกสะใภ้ไม่ได้อยู่ดีระหว่างตั้งท้อง