หลังจากที่มหาเศรษฐีเฟยเหลียนประกาศว่ามันจะบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน เฟยฮุ่น ไปเมืองหลวงเพื่อร่วมทดสอบเข้าสำนัก ปราณพิทักษ์ฟ้า ก็ได้มีผู้คนมากมายต่างทยอยกันมาอวยพรบ้างก็ทำเพื่อเอาอกเอาใจเฟยเหลียนบ้างก็หวังจะปูทางในอนาคต เพราะถ้าเฟยฮุ่นได้เข้าสำนักหรือกลายเป็ศิษย์หลัก นั้นเท่ากับว่า สกุลเฟยก็จะมีอำนาจชื่อเสียงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และนอกจากพวกคนเหล่านี้ ก็ยังมีสหายเศรษฐีของเฟยเหลียน อีกหลายคน ซึ่งพากันมาพร้อมบุตรสาว แน่นอนมันคือ การพามาดูตัวดี ๆ นี่เอง หากพวกมันสามารถให้บุตรสาวของตนแต่งงานกับเฟยฮุ่นสำเร็จ นั้นก็ย่อมมิต่างอันใดกับหนูตกถังข้าวสาร
แต่ถึงพวกมันจะหวังสูง คิดที่ทำเช่นนั้นสักเพียงใด ก็คงไม่มีวันทำสำเร็จ เพราะเฟยเหลียน ได้แอบวางแผนกับสหายรักของมันผู้หนึ่ง ไว้นานแล้ว ว่า เมื่อบุตรชาย และบุตรสาวของแต่ล่ะคนเติบโตขึ้น ก็จะให้ทั้งคู่หมั้นหมาย และแต่งงานกัน ซึ่งบุตรสาวของสหายมันที่ว่าก็มิใช่ใครอื่น หนิงอวี่ นั้นเอง…
ตัวของหนิงอวี่นั้น นางเป็เด็กสาวหัวอ่อน แถมรักบิดา มารดามาก ดังนั้นเื่การหมั้นหมาย หรือแต่งงานกับ เฟยฮุ่นในอนาคตจึงมิใช่ปัญหา ไม่ว่านางจะมีใจให้เด็กหนุ่มผู้นี้หรือไม่ก็ตาม และด้วยเหตุนี้เอง เฟยเหลียนจึงขอร้องสหายมันให้ส่ง หนิงอวี่ ไปร่วมทดสอบด้วย เพราะถ้าหากเด็กทั้งคู่ประสบความสำเร็จในสำนัก และได้แต่งงานกันนั้นจะเท่ากับไม่มีอะไรมาหยุดความยิ่งใหญ่ของสกุลเฟยได้อีกแล้ว..
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดมันคือเื่ราวของเด็กหนุ่มเด็กสาวผู้ถือกำเนิดมาบนกองเงินกองทอง แล้วพวกเด็กที่เกิดมาต่ำต้อยเล่าชะตาชีวิตของพวกเขาจะเป็เช่นไร…
อันที่จริงการเข้าทดสอบในสำนักปราณพิทักษ์ฟ้านั้นมิได้มีกฎเกณฑ์ ยุ่งยากซับซ้อนอันใด ขอเพียงเดินทางไปที่เมืองหลวงตามกำหนดการได้ อายุครบ 15 ขวบปี มีร่างกายครบ 32 ประการ จะชาย หรือ หญิงจะจนหรือรวยก็สามารถเข้าร่วมได้หมด แต่ก็อย่างที่ทราบกัน ในสกุลเฟยมีเด็กหนุ่มผู้ต่ำต้อย หนึ่งคนที่ไม่สามารถเข้าร่วมทดสอบได้ นั้นก็คือ ห่าวหราน เพราะเขาตาซ้ายมืดบอด แล้วจางิ่สหาย และน้องชายต่างสายเื ของห่าวหรานเล่า เข้าร่วมได้หรือไม่
คำตอบคือ…ได้ และไม่ได้
เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น ที่ได้ก็คือจางิ่มีทุกอย่างครบตามกฎทุกอย่าง ไม่ว่าจะอายุ หรือรูปร่าง แถมเขายังมีพละกำลังมหาศาล หากเข้าประลองยุทธ์ทดสอบย่อมต้องผ่านเป็แน่แต่ทว่า….ด้วยความที่เกิดมาฐานะต่ำต้อย และมีบิดา มารดาเป็คนรับใช้ของเฟยเหลียน จางิ่จึงถูกห้ามเข้าทดสอบ เพราะเฟย
เหลียนกำชับว่า เมื่อบุตรชายของมันเข้าไปเป็ศิษย์ในสำนัก จางิ่จะต้องทำหน้าที่รับใช้เฟยฮุ่นต่อไป เฉกเช่นเดียวกับ ห่าวหราน
ซึ่งต่างกับกรณีของ อาฟง รายนี้ เฟยเหลียนอนุญาตให้เข้าทดสอบได้ แต่ไม่ว่า อาฟงจะผ่าน หรือไม่ผ่าน มันก็ต้องคอยรับใช้ใกล้ชิด เฟยฮุ่น อยู่ดี
ฟ้าดินช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย…
***
ยามจื่อ (23:00- 00:59) คืนเดือนหงาย ณ ชายป่า แถวตีนเขา ห่างไกลออกมาจากคฤหาสน์ของสกุลเฟย อยู่พอสมควร ได้ปรากฏร่างเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังรวบรวมลมปราณไว้ที่มือทั้งสองข้าง ก่อนที่มันจะปล่อยออกไปปะทะเข้ากับต้นไม้ขนาดใหญ่จนเกิดเสียงดังโครมคราม แม้ต้นไม้จะมิได้หักโคนแต่ก็เกิดเป็รอยหมัดขึ้นที่โคนต้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กหนุ่มผู้นี้หาใช่ใครอื่น หยวน ห่าวหรานนั้นเอง..
ทุก ๆ คืนหากมันทำงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ห่าวหราน มักจะออกมาในป่าเพื่อฝึกฝนร่างกายของตนเองอยู่เสมอ ซึ่งตัวมันก็มิได้มีวรยุทธ์อันใด จะมีก็เพียงแค่กำปั้น กับขาสองขาเท่านั้น อย่างที่ทราบกันดี เด็กกำพร้าต่ำต้อยอย่างมันจะไปมีอาจารย์ผู้เก่งกาจจากไหนมาสอนสั่งเช่น คุณชายเฟยฮุ่นผู้สูงส่ง อย่าว่าแต่
วรยุทธ์พวกนั้นเลย เพียงแค่วิชาพื้นฐานอย่างวิชา ดึงปราณ มันก็เกือบจะทำไม่เป็ด้วยซ้ำ
วิชาดึงปราณ คือสิ่งใด?
วิชานี้เป็วิชาพื้นฐาน แต่สำคัญมาก ทุกคนจะใช้มัน ก็ต่อเมื่อ เอาชนะพวกสัตว์อสูรฟ้าดินได้ นักสู้จะสามารถดึงเอาจิตปราณ ผลึกอสูร หรือ เคล็ดวิชาออกมาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองได้
เด็กน้อยทุกคนหากมีผู้ชี้แนะไม่ว่าใครก็สามารถฝึกฝนได้ แต่ถ้าไร้คนสอนสั่งก็ไม่มีทางเรียนรู้ ดังเช่น ห่าวหราน….ในวัยเยาว์
วัยเยาว์กระนั้นรึ?
ใช่วัยเยาว์ตอนก่อนที่เขาจะมีผ้าคาดปิดตาด้านซ้ายนั่นแหละ…
แท้จริงแล้ว ในยามนั้น ห่าวหราน ได้มีวาสนาพานพบกับใครบางคน มันจึงรอดชีวิตมาได้ แถมคนผู้นี้ยังชี้แนะมันนิดหน่อยอีกด้วย ห่าวหราน จึงใช้วิชา ดึงปราณ เป็นับแต่บัดนั้น แต่เื่นี้มันก็มีเคยแพร่งพรายให้ผู้ใดรับรู้ เพราะเกรงว่าจะกลายเป็เื่ราวใหญ่โต
และหลังจากที่ ห่าวหราน ใช้วิชาดึงปราณได้ มันจะมักจะแอบมาฝึกฝนร่างกาย และ ต่อสู้กับ สัตว์อสูรฟ้าดินในป่าแถบนี้อยู่ทุกค่ำคืน ซึ่งพวกมันส่วนใหญ่ก็เป็สัตว์อสูรฟ้าดินชั้นปฐี ระดับต้น ให้จิตปราณอันน้อยนิด ส่วนเื่ผลึก กับ ป้ายเคล็ดวิชาแทบไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอยู่แล้ว
แต่นี้ก็เป็โชควาสนาชั้นที่สอง ของห่าวหราน เพราะมันเอง ก็ไม่ได้ก้มหน้าก้มตาสู้กับพวกสัตว์ฟ้าดินอ่อนแอไปเรื่อย ๆ ในทุกค่ำคืน…
"คืนนี้ฝึกฝนพลังหมัดแค่นี้คงพอแล้วกระมัง ข้าไปล่าสัตว์อสูรฟ้าดินสักตัวสองตัวเพื่อรวบรวมปราณสักหน่อยดีกว่า…" ห่าวหราน เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มสบาย ๆ ก่อนที่มันจะพุ่งตัวเข้าไปในป่าลึกอย่างรวดเร็ว
แม้ค่ำคืนนี้จะมีแสงจากดวงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้สามารถมองเห็นทุกอย่างรอบกายได้ แต่ก็นับว่ามีความอันตรายสูงอยู่ดี เพราะจะมีพวกสัตว์ป่า กับพวกสัตว์อสูรฟ้าดินที่ดุร้ายออกมาหากิน หากมิใช่ผู้ที่ชำนาญเส้นทางในป่าั้แ่วัยเยาว์อย่าง ห่าวหรานก็คงจะหลงทางเป็แน่ ยิ่งเจอกับพวกสัตว์ร้ายด้วยไม่ต่างจากการเอาชีวิตมาทิ้งชัด ๆ
ห่าวหราน ะโเหยียบไปตามกิ่งไม้พร้อมกับกวาดสายตามองหาเป้าหมายของมันตลอดเวลา "หายไปไหนหมดกันนะ…หือ? นั้นไงเล่า! ข้าเจอแล้ว" และในขณะที่ห่าวหรานกำลังมองหาอยู่ สายตาของมันก็ดันไปพบเข้ากับ ร่างใหญ่โตสีดำทะมึน เต็มไปด้วย ขนยุบยับ กำลังเดินงุ่มง่ามหาอาหารด้วยทางท่าดุร้าย ที่อุ้งมือสองข้างของมัน มีกรงเล็บสีเงินโค้งยาวดุจใบมีดสะท้อนแสงจันทร์แวววับอยู่ ชื่อของมันคือ หมีกรงเล็บคลั่ง สัตว์อสูรฟ้าดินชั้นปฐีระดับกลาง
ด้วยพละกำลัง และจิตปราณ ของห่าวหรานที่มีอยู่ร่างตอนนี้ มันสามารถต่อสู้กับ เ้าหมีกรงเล็บได้อย่างสูสี และพอจะเอาชนะมันได้แต่ทว่า…ห่าวหราน กลับนั่งนิ่งบนกิ่งไม้พร้อมกับเปิดผ้าคาดตาซ้ายออก และจ้องเขม็งมาที่เ้าสัตว์ร้าย ก่อนที่เขาจะเอ่ยสั้น ๆ ขึ้นว่า "เ้าตัวนี้ภายนอกดูแข็งแกร่งก็จริง…แต่เมื่อเอาชนะมันได้แล้ว ข้าแทบจะไม่ได้อะไรเลย เสียเวลาโดยใช่เหตุ" เมื่อกล่าวจบห่าวหรานก็ส่ายศีรษะ และใช้ปลายเท้าดีดตัวพุ่งไปทางอื่นต่อ
ร่างของห่าวหรานลอยอยู่กลางอากาศท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ยามนี้ตัวของเขาช่างดูมีอิสระเสียจริง จะไปไหนก็ได้ โดยที่ไม่มีใครมาต่อว่า หรือชี้นิ้วสั่ง และนี้ก็คือ ความใฝ่ฝันของ ห่าวหราน มันคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้อง มีอิสระอย่างแท้จริงจากสกุลเฟย และกลายเป็ผู้แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินให้ได้เลย…
"ข้าจะต้องกลายเป็เ้าแห่งนักสู้ และแข็งแกร่งที่สุดให้ได้ในสักวัน…" ห่าวหรานมีสีหน้า และแววตามุ่งมั่น ก่อนพึมพำเบา ๆ ด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง และในเวลานั้นเองหางตาของมันก็เหลือบไปเห็นตัวอะไรบางอย่างที่กำลังวิ่งไปมาอยู่บนพื้น "เ้านั้นมัน…" ห่าวหราน จ้องมองมันอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะถลาตัวลงมาเป้าหมายพร้อมกำปั้น ห่าวหรานร้องคำรามลั่นก่อนจะเกิดเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณป่าแถวนั้น
และเมื่อทุกอย่างจบลง บนพื้นดินตรงหน้ามัน ก็มีร่างเล็ก ๆ ของกระต่ายขนสีน้ำตาลหูยาวสีหู นอนแอ้งแม้งอยู่
"เ้าตัวนี้คงจะดีที่สุดเท่าที่ข้าจะหาได้ในคืนนี้แล้ว อย่างน้อย ๆ ก็คงดีกว่าเสียเวลาสู้กับเ้าหมีกรงเล็บตัวเมื่อกี้ล่ะนะ…" ห่าวหรานเอ่ยขึ้นก่อนที่มันจะกางมือออกไปทิศที่เ้ากระต่ายนอนอยู่ จากนั้นก็พลันเกิดแสงสว่างจ้าเหมือนที่เฟยฮุ่นทำกับเ้าหมูป่าแผงคอ และ พอแสงจางลง ร่างของเ้ากระต่ายสีน้ำตาลก็เลือนหายไป ก่อนที่รอยยิ้มเล็ก ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ ห่าวหราน
" สี่ จิตปราณ ตามที่ข้าเห็นสินะ ส่วนเ้าหมีนั้นมี ห้าจิตปราณ แม้จะดูไม่ต่างกันแต่..เ้ากระต่ายให้สิ่งนี้ชดเชยมาแทน" ห่าวหรานกล่าวขึ้นพร้อมกับก้มหน้ามอง ของสองสิ่งในมือ สิ่งแรกในมือซ้ายคือก้อนผลึกสีน้ำตาลก้อนเล็ก ๆ ซึ่งนี่ก็คือ ผลึกอสูรธาตุดินระดับต้น อาจไม่มีค่ามาก แต่ก็สามารถนำไปขาย นำไปหลอมเป็อาวุธ หรือนำไปสกัดเป็โอสถเสริมความแข็งแกร่งของปราณธาตุในกายได้ ส่วนในมือขวาของห่าวหราน เป็แผ่นป้ายสีเงินแผ่นเล็ก ๆ ที่มีตัวอักษรสลักว่า เศษเสี้ยวของเคล็ดวิชา ตีนกระต่ายจันทรา วิชานี้เป็วิชาเคลื่อนไหวระดับต่ำ ๆ และยังไม่สมบูรณ์อีกด้วย ผู้จะฝึกหรือไม่ฝึกก็ต่างกัน หากไม่ฝึกก็สามารถนำไปขายในเมือง แต่จะได้ราคาไม่ดีเนื่องจากมีแค่ครึ่งเดียว..
และนี่ก็คือความสามารถลึกลับสุดขี้โกง ของหยวน ห่าวหราน "เนตรเทวะรู้แจ้ง" หรือก็คือ ดวงตาด้านซ้ายที่ ชายลึกลับผู้นั้น มอบให้ห่าวหราน เมื่อครั้งที่มันเข้าไปในป่า และรอดชีวิตกลับออกมา ดวงตาวิเศษที่ไม่ได้มืดบอดอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แถมมันยังสามารถมองเห็น สิ่งล้ำค่า ในตัวของสัตว์อสูรฟ้าดินได้
"หากข้าได้ไปยังดินแดนอื่น เช่น แถวเขต เมืองหลวง บางทีข้าอาจจะได้พบพวกสัตว์อสูรฟ้าดินที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ก็เป็ได้…" ห่าวหรานกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง และมันวางแผนที่จะใช้การเดินไปส่งเฟยฮุ่นเข้าทดสอบในครั้ง เพื่อไปหาสัตว์อสูรฟ้าดินตัวใหม่ ๆ
จบบทที่ 3..