เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 171 หนึ่งกระบวนท่า

              หากใครเข้ามาสู้ก็จะต้องสู้จนตัวตาย!

              เสียงของเมิ่งฝานก้องกังวานไปทั่วบริเวณน้ำเสียงนั้นก้องไกลคล้ายดั่งว่ามีพลังอันไร้ซึ่งรูปร่างแผ่ซ่านแล้วในวินาทีต่อมาเขาพลันขยับแขนพร้อมกับที่มีฝ่ามือใหญ่ปรากฏขึ้นในอากาศ

              “สายธารหลั่งสมุทร!”

              วิชาทะลวงธารากระบวนท่าแรกเพียงชั่วพริบตาพลังอันแข็งแกร่งก็ระเบิดออกจากฝ่ามือของเมิ่งฝานระลอกคลื่นแห่งพลังที่แข็งแกร่งแผ่ซ่านออกไปอย่างไม่ขาดสายดุจดั่งสายธารหลากที่ไม่มีวันแห้งเหือดทะยานไปยังศัตรูโดยตรง

              ปัง!

              ฝ่ามือทั้งสองปะทะกันจนเกิดระรอกคลื่นแผ่ซ่านก่อนจะมีระเบิดรูปดอกเห็ดปรากฏขึ้นได้ด้วยตาเปล่าพื้นโดยรอบแตกร้าวและมีเศษฝุ่นฟุ้งกระจาย เงาร่างของคนผู้หนึ่งลอยกระเด็นออกไป

              เขาผู้นั้นกระเด็นออกไปไกลถึงสิบกว่าเมตรก่อนจะล้มลงบนพื้นแล้วกระอักเลือด เส้นแขนงปราณภายในร่างกายของเมิ่งเฉิงถูกทำลายไปไม่น้อยเขาถึงกับถูกเมิ่งฝานจู่โจมจนลุกไม่ขึ้น!

              น่าสะพรึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!

              ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณทุกคนต่างที่มองภาพเบื้องหน้าต่างรู้ว่าการที่เมิ่งฝานสามารถเข้ามาถึงใจกลางของเทือกเขาหุนต้วนได้นั้นหาใช่เพราะโชคดีไม่

              เขามีอายุที่ยังน้อยแต่กลับมีความสามารถคล้ายดั่งปีศาจก็ไม่ปานต่อให้สถานแห่งนี้มีจอมยุทธ์อัจฉริยะจากสี่ตระกูลใหญ่อยู่จำนวนมากทว่าเมื่อเทียบกับเมิ่งฝานแล้วพวกเขาพลันหม่นหมองลงไปไม่น้อย

              ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายกล้าท้าประลองกับเมิ่งอวี่หุนความสามารถอันแข็งแกร่งของเมิ่งฝานนั้นนับได้ว่ามีสิทธิ์ที่จะท้าประลองกับเมิ่งอวี่หุนจริงๆ

              สีหน้าของเมิ่งอวี่หุนพลันเปลี่ยนไปเขากระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ถือว่าไม่เลวแต่ว่า...ยังคงไม่ต่างไปจากมดตัวหนึ่ง!”

              เห็นได้ชัดว่าการเอาชนะเมิ่งเฉิงด้วยฝ่ามือเดียวนั้นสำหรับเมิ่งอวี่หุนแล้วผู้อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนหาใช่เรื่องยากไม่ซึ่งแม้ว่าจะได้รับข่าวสารของเมิ่งฝานมาก่อนหน้านี้แล้วแต่เมิ่งอวี่หุนก็ไม่ได้สนใจเท่าใดนัก เพราะเขามั่นใจในความแข็งแกร่งของตนเอง

              เมิ่งเฟยเอ๋อร์กัดฟันแน่นนัยน์ตาของนางเยือกเย็นขึ้นในทันใดก่อนจะเอ่ยว่า “เจ้าสวะเมิ่งเฉิงแต่เมิ่งฝาน...เจ้าคงจะแสดงฝีมือที่ร้ายกาจออกมาได้เพียงไม่นานแล้วล่ะเพราะสุดท้ายแล้วเมื่ออยู่ข้างกายของพี่ใหญ่อวี่หุนเจ้าก็ต้องคุกเข่าลงอยู่ดี!”

              ผู้คนโดยรอบนั้นไม่ว่าจะเป็นคนของตระกูลเมิ่งหรือตระกูลเจียต่างก็เงียบงันไปตามๆกัน พวกเขาทำได้เพียงยืนอยู่กับที่อย่างเงียบงันมองไปยังเมิ่งฝานแต่กลับไม่กล้าลงมือกระทำการใด

              แต่ก็ไม่แปลก แม้แต่เมิ่งเฉิงที่อยู่ในขั้นเกลาวิญญาณระดับสี่ยังถูกเมิ่งฝานจู่โจมจนกระเด็นออกมาทั้งที่ใช้เพียงกระบวนท่าเดียวในเมื่ออีกฝ่ายมีความสามารถถึงเพียงนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าเสนอหน้า

              เมิ่งฝานเดินออกไปเบื้องหน้าพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เป็นหน้าที่ของข้าเองขอรับวันนี้ข้าจะพาท่านออกไปจากที่นี่ให้ได้!”

              เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาหยางเถียนพลันรู้สึกแสบจมูกคล้ายดั่งกำลังจะร้องไห้พร้อมกับมองเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึง

              ในชั่วพริบตานี้ผู้ที่คล้ายดั่งปีศาจสาวอย่างนางรู้สึกสั่นสะท้านอย่างไม่อาจหักห้ามได้แม้จะมีบุรุษมากมายเคยเอ่ยวาจาที่คล้ายดั่งพร้อมบุกน้ำลุยไฟเพื่อนางตั้งมากมายแต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขันกลับหนีเร็วยิ่งกว่ากระต่ายด้วยซ้ำไป

              ทว่าในเวลานี้ เมิ่งฝานผู้มีร่างกายบอบบางกลับราวกับว่ามีพลังมหาศาลอยู่ในร่างกายก็ไม่ปานเขากำลังเดินออกไปเบื้องหน้าอย่างใจเย็น มุ่งตรงไปหาเมิ่งอวี่หุนด้วยร่างที่พร้อมจะแบกรับทุกสิ่งเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

              แม้ศัตรูมีมากมายนับหมื่น ข้าเพียงผู้เดียวก็เกินพอ!

              ความกล้าหาญเช่นนี้ใช่จะหาได้จากทุกคนเจียหนานและเจียเหวินแห่งตระกูลเจียพลันสบตากันในทันใดนัยน์ตาของทั้งสองมีความประหลาดใจปรากฏเพราะนึกไม่ถึงว่าผู้ที่มีนามว่าเมิ่งฝานจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้

              แล้วในวินาทีต่อมาทั้งสองก็ก้าวออกไปเบื้องหน้าพร้อมกันเจ้าของเส้นผมสวยยาวสยายอย่างเจียเหวินมองไปยังเมิ่งฝานแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ฝีมือของเจ้าไม่เลวก็จริงและถึงแม้ข้าจะไม่อยากทำร้ายเจ้าแต่สิ่งที่อยู่ในมือเจ้านั้นคือสิ่งที่ข้าต้องการฉะนั้นแล้วข้าจึงต้องช่วยลงมือแทนเมิ่งอวี่หุน เจ้าแข็งแกร่งมากก็จริงแต่มันก็คงจะต้องจบลงที่ตรงนี้แล้วล่ะ!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นทั้งสองคนก็ยืนอยู่สองฝั่งข้างกายของเมิ่งฝานระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกจากร่างกายของทั้งสองคนที่นับได้ว่าเป็นจอมยุทธ์น้อยระดับแนวหน้าของตระกูลเจีย

              ยามนี้ทั้งสองมองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นักเพราะหากเรื่องที่คนของสี่ตระกูลใหญ่รุมทำร้ายจอมยุทธ์พเนจรเพียงคนเดียวแพร่งพรายออกไปย่อมต้องทำให้เกียรติยศชื่อเสียงของตระกูลป่นปี้

              ทว่ายามนี้มันเกี่ยวข้องกับสมบัติที่ตกทอดมาจากจอมยุทธ์ขั้นปราณประสานฉะนั้นแล้วเจียหนานและเจียเหวินจึงไม่ได้สนใจเรื่องราวเหล่านั้นนัยน์ตาของพวกเขาเย็นชาและปล่อยพลังปราณออกมาจากร่างกายซึ่งมันคือพลังแห่งหยินและหยาง

              สองพี่น้องคู่นี้ต้องการลงมือพร้อมกันเดิมทีพวกเขาก็เป็นผู้ที่มีสายเลือดสนิทชิดเชื้อซ้ำยังใช้ทรัพยากรในการบำเพ็ญตนของตระกูลไปจำนวนมากทำให้ทั้งสองแทบจะมีความคิดความอ่านเหมือนกันทุกอย่าง ซ้ำยังฝึกฝนวิชายุทธ์ที่สอดคล้องซึ่งกันและกันฉะนั้นแล้วต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนก็อาจจะไม่สามารถต่อกรกับทั้งสองได้

              เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องไปยืนอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานเช่นนี้ผู้คนทั้งหลายในเหตุการณ์ต่างก็เงียบงันไปตามๆกัน พวกเขาต่างก็รู้กันดีว่าในครั้งนี้เมิ่งฝานคงจะตกที่นั่งลำบากหรือบางทีอาจต้องตายอยู่ ณ ที่แห่งนี้แล้ว

              “ระวังตัวด้วย เมิ่งฝาน!”

              ด้านหลังของเมิ่งฝานนั้นหยางเถียนกัดเม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยออกไปนางเคยได้ยินชื่อเสียงของสองพี่น้องตระกูลเจียนี้มาบ้าง และมีชนรุ่นหลังหลายคนที่ต้องตายอยู่ใต้เงื้อมมือของทั้งสองค่ายกลที่เกิดจากการสอดผสานของทั้งสองนั้นร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง

              “ลงมือสิ!”

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ในเมื่อยามนี้เขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับตระกูลเมิ่ง ไม่ว่าผู้ใดมาขวางทางย่อมต้องจัดการให้สิ้นซาก

              เมิ่งฝานก้าวออกไปเบื้องหน้าพร้อมเสียง ‘กรอด’ ที่ดังขึ้นเพราะกระดูกภายในร่างกายกระทบกันกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่าน ซึ่งมันร้ายกาจไม่น้อย!

              เวลานี้เขาเป็นดั่งกระบี่อันคมกริบที่พร้อมจะออกจากฝักได้ทุกเวลานัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้ยำเกรงต่อสิ่งใดหลังจากที่ข้ามผ่านการฝึกฝนอันยากลำบากและความตายมานานถึงหนึ่งปีกว่าทำให้เมิ่งฝานไม่ใช่เด็กน้อยผู้รันทดแห่งหมู่บ้านอูเจิ้นเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว ยามนี้ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับสี่ตระกูลใหญ่เขาก็คิดอยู่เพียงคำเดียว...สู้!

              “ถ้าอย่างนั้นต้องขออภัยแล้วค่ายกลเทพหยินหยางเวียนว่ายนี้จะเป็นการโจมตีของพวกข้าสองพี่น้องเจ้าคงต้องระวังให้มาก!”

              เจียหนานตวาดออกมาเสียงดังแล้วในวินาทีต่อมาก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าพร้อมกับเจียเหวินระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบนพลังแห่งหยินหยางแบ่งออกเป็นสองฝากฝั่ง ขณะเดียวกันพลังปราณอันแข็งแกร่งทั้งสองขุมพลันพุ่งเข้ามาหาเมิ่งฝานพร้อมกัน

              แทบจะในชั่วพริบตา เมิ่งฝานต้องเผชิญหน้ากับพลังปราณอันแข็งแกร่งแต่แตกต่างกันทั้งสองโดยพลังปราณของเจียหนานนั้นเป็นพลังปราณธาตุไฟอันร้อนระอุคล้ายดั่งสามารถหลอมทำลายได้ทุกสรรพสิ่งทรงพลังไร้เทียมทาน

              ส่วนพลังปราณของเจียเหวินค่อนข้างอ่อนโยนยิ่งกว่าเป็นพลังความเย็นอันไร้ซึ่งรูปร่าง เพียงชั่วพริบตาร่างกายของเมิ่งฝานพลันสั่นสะท้านเขาวาดฝ่ามือออกไปก่อนจะมีศัสตราวุธปรากฏขึ้นในมือทั้งสองข้างแล้วแสงแห่งพลังจากทวนคู่ก็เปล่งประกายขึ้นในอากาศ

              ปัง!

              ระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่าน เมื่อทวนหยินหยางปรากฏพลันมีแสงอันทรงอานุภาพเปล่งประกายขึ้นต้านทานพลังทั้งสองในอากาศเอาไว้

              เมิ่งฝานก้าวออกไปในอากาศพลางเคลื่อนพลังปราณเข้าไปในทวนหยินหยางอย่างไม่หยุดยั้งมันเป็นศัสตราวุธที่เมิ่งฝานหลอมผสานด้วยโลหิตบริสุทธ์มาแล้ว ยามนี้จึงคล้ายดั่งว่าเขากับศัสตราวุธสอดผสานเป็นหนึ่งเดียวมันจึงระเบิดอานุภาพอันทรงพลังออกมาได้

              “ทวนคู่ สังหาร!”

              เพียงชั่วพริบตาต่อมาเมื่อเมิ่งฝานเอ่ยขึ้นพลันมีแสงสว่างอันดุดันร้ายกาจเปล่งประกายขึ้นในอากาศแฝงไปด้วยอานุภาพร้ายแรงและคมกริบไร้เทียมทานมันคือพลังการสอดผสานระหว่างหยินหยางเช่นเดียวกัน และเวลานี้ก็คล้ายดั่งพลังแห่งสายฟ้าฟาดก็ไม่ปาน!

              “เทพเวียนว่ายหัตถ์เพลิงสวรรค์!”

              “เทพเวียนว่ายรอยเหมันต์สะท้าน!”

              กลางอากาศสีหน้าของเจียหนานและเจียเหวินที่เมื่อได้เห็นการจู่โจมของแสงจากทวนคู่ล้วนเปลี่ยนไปแต่เพราะมีประสบการณ์ในการต่อสู้มาไม่น้อยจึงทำให้มีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว

              เพียงชั่วพริบตาต่อมาพวกเขาทั้งสองพลันปล่อยพลังฝ่ามือออกมาพร้อมกันโดยมันเป็นพลังของวิชายุทธ์ในระดับอักษรหงขั้นสูง เมื่อปรากฏขึ้นในอากาศก็ราวกับว่าเป็นภูเขาไฟกับภูเขาน้ำแข็งก็ไม่ปานก่อนจะพุ่งเข้าชนกันอย่างรุนแรง

              ตู้ม!

              ต่อให้เป็นเงาทวนของเมิ่งฝานก็ยังแตกซ่านทว่าฝ่ามือที่อยู่ในอากาศกลับยังคงอยู่เช่นนั้นไม่จางหายพุ่งเข้ามายังเมิ่งฝานด้วยพลังอันแข็งแกร่งไร้เทียมทาน

              การสอดผสานของพลังแห่งหยินหยางนี้เข้ากันได้อย่างไร้ที่ติต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับเซียนต้องรับมือก็คงจะบาดเจ็บสาหัสไปในทันใด

              แล้วในวินาทีต่อมานั้น ร่างของเมิ่งฝานขยับบุกขึ้นหน้าแทนที่จะล่าถอยแล้วได้ใช้ทวนหยินหยางในมือแทงออกไปอย่างดุดัน

              “ทวนคู่ ทะลวง!”

              ทวนหยินหยางพุ่งออกไปเบื้องหน้า จากนั้นแสงแห่งพลังที่เปล่งประกายก็พุ่งออกไปจากทวนคู่ความน่าสะพรึงกลัวของแสงแห่งพลังจากวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับห้านั้นสามารถทำให้ฝ่ามือขนาดใหญ่ทั้งสองของศัตรูค้างอยู่ในอากาศด้วยความแข็งแกร่งของตัวมันเอง!

              เมิ่งฝานตวาดเสียงต่ำฝ่าเท้าข้างหนึ่งเหยียบย่ำขึ้นไปในอากาศก่อนที่การระเบิดพลังอันยิ่งใหญ่จะปรากฏขึ้นขณะเดียวกันฝ่ามือของเขาพลันเปลี่ยนเป็นตวัดหอกออกไปจนเกิดเป็นแสงแห่งพลังที่เจิดจรัส

              “ทวนคู่ แทง!”

              ทวนทั้งสองสอดผสานซึ่งระหว่างทวนหยินหยางนั้นก็มีพลังอันมหาศาลระเบิดออกมาอีกครั้ง เมื่ออยู่ภายใต้พลังมหาศาลนี้จึงทำให้ฝ่ามือทั้งสองที่ค้างอยู่ในอากาศนั้นถูกแทงทะลุก่อนจะจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย!

              ตู้ม!

              ระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านเมื่ออยู่ภายใต้การระเบิดนั้นพลังสะท้อนกลับทำให้เจียหนานและเจียเหวินที่อยู่ในอากาศต่างก็ล่าถอยไปหลายก้าวพร้อมทั้งกระอักเลือดออกมา

              พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าแม้จะอยู่ภายใต้การโจมตีอันยิ่งใหญ่เช่นนี้แต่เมิ่งฝานก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้

              ในชั่วพริบตานี้ความเงียบงันที่คล้ายดั่งความตายได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณไม่ว่าผู้ใดต่างก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นพลังค่ายกลของสองพี่น้องตระกูลเจียนั้นร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง ในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้หากไม่ใช่จอมยุทธ์รุ่นหลังที่แข็งแกร่งดั่งปีศาจก็ไม่อาจต้านทานได้แม้แต่น้อย

              ทว่าเมิ่งฝานกลับสามารถต่อกรกับพวกเขาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อถึงขั้นที่ทำให้ทั้งสองต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูนี้อีกด้วย

              ในชั่วพริบตานี้ต่อให้พวกเขาเป็นจอมยุทธ์น้อยจากสองตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึงไร้ซึ่งสีหน้าของความไม่สบอารมณ์เช่นเมื่อครู่

              บนยุทธภพแห่งพลังปราณนั้นผู้มีศักยภาพคือผู้สูงสุด ทุกอย่างนั้นล้วนแต่ใช้ศัยภาพเป็นตัวตัดสินไม่ว่าเมิ่งฝานจะมีศักยภาพเช่นไรยามนี้พวกเขาต่างก็ยอมศิโรราบทั้งกายและใจ

              เจียหนานและเจียเหวินกระอักเลือดออกมาก่อนที่จะลุกขึ้นยืนหยัดให้มั่นคงและมองเห็นแววตาประหลาดใจจากนัยน์ตาของอีกฝ่าย จากนั้นเจียเหวินจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“ขออภัยด้วย พวกข้าคงต้องแสดงพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเองออกมาแล้วเจ้าแข็งแกร่งอย่างมากก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็จะต้องพ่ายแพ้!”

              เสียงนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจทว่าเมิ่งฝานกลับยกยิ้มขึ้นอย่างราบเรียบก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ลงมือสิ ตอนนี้พวกเจ้าคงจะมีโอกาสเพียงครั้งเดียวแล้วล่ะหลังจากนั้น...ข้าจะเอาชนะพวกเจ้าเพียงหนึ่งกระบวนท่า!”

              หนึ่งกระบวนท่า!

              เพียงชั่วพริบตาที่ได้ยินคำพูดของเมิ่งฝานสีหน้าของผู้คนทั้งหลายต่างก็มีความประหลาดใจปรากฏขึ้น คนของตระกูลเจียที่อยู่ข้างหลังต่างอ้าปากค้างแล้วมองไปยังเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ

              หนึ่งกระบวนท่ามันคือความยิ่งใหญ่เพียงใดแล้วจะต้องมีความมั่นใจเพียงใดถึงได้กล้าเอ่ยคำพูดเหลวไหลเช่นนี้ออกมา

              แม้แต่เมิ่งอวี่หุนก็ยังไม่กล้าบอกว่าตนเองสามารถเอาชนะสองพี่น้องตระกูลเจียได้ในกระบวนท่าเดียวทว่าเมิ่งฝานกลับกล้าที่จะเอ่ยออกมา ซ้ำยังเป็นน้ำเสียงที่อวดดีบ้าคลั่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกสั่นสะท้าน!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน