[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 130 ซากศพโบราณล้วนเป็นสมบัติชั้นยอด กู้เซียนเอ๋อร์พบเจอกับเคราะห์ร้ายเข้าแล้ว

    ตอนที่ 130 ซากศพโบราณล้วนเป็นสมบัติชั้นยอด กู้เซียนเอ๋อร์พบเจอกับเคราะห์ร้ายเข้าแล้ว

            กาลเวลาล่วงเลยไป ในพริบตาก็ผ่านไปหลายวัน

            ณ เขตแดนอันกว้างใหญ่ทางทิศตะวันออกของดินแดนเซียนโบราณ

            โครม!

            ภูเขาลูกหนึ่งที่ทอดยาวประดุจมังกรดินพลันระเบิดแตกออก เสียงสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น ภายใต้การโจมตีอันสุดสะพรึงกลัวนี้

            กลางเวหาปรากฏสิ่งวิเศษรูปร่างคล้ายร่มครอบสวรรค์ แผ่เส้นแสงศักดิ์สิทธิ์นับพันสายสาดลงมาป่นภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นธุลีผง

            “จับนางไว้! อย่าปล่อยให้นางหนีไปได้!”

            เสียงตวาดกร้าวดังขึ้น กองทัพสิ่งมีชีวิตเผ่าห้วงสมุทรกลุ่มใหญ่ไล่ล่ามาด้านหลัง

            กลางกลุ่มนั้น มีร่างบอบบางพริ้วไหวสายหนึ่งพุ่งทะยานเป็นประกายรุ้ง นางเร่งความเร็วขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับใช้วิชาลับบางอย่าง ทำให้ความเร็วของนางเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

            “คนพวกนี้ช่างตามติดราวกับวิญญาณร้ายมิเลิกรา เผ่าห้วงสมุทรนั้นแผ่ขยายอิทธิพลมาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

            กู้เซียนเอ๋อร์ขมวดคิ้วแน่น ดวงหน้าที่งดงามดั่งภาพวาดฉายชัดถึงความเหนื่อยล้า

            นางหันกลับไปพลางชักกระบี่สีดำเล่มหนึ่งออกมา ม่านอักขระเรืองรองล้อมรอบ ใบมีดปลดปล่อยพลังกระบี่สายหนึ่งตัดผ่านอากาศ คร่าชีวิตสิ่งมีชีวิตเผ่าห้วงสมุทรที่ตามล่าอยู่ด้านหลังลงเสียสิ้น

            นี่เป็นครั้งที่สามของวันนี้ที่นางถูกตามล่า หากมิใช่เพราะสัญชาตญาณอันรวดเร็วเฉียบคมของนางเมื่อครู่นี้ นางคงจะถูกอาวุธวิเศษนั้นทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว

            “นางนั่นอีกแล้ว…คุณหนูในอาภรณ์เขียวช่างน่าสงสารยิ่งนัก ถึงกับถูกตามล่าอย่างมิหยุดหย่อน”

            “นางช่างน่าเวทนายิ่งนัก! การไปขัดแย้งกับเผ่าห้วงสมุทรนั้น ต่อให้อยู่ในเขตแดนนี้ ก็คงมิมีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยเหลือนาง”

            “ได้ยินมาว่านางแซ่กู้ อีกทั้งยังดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับคุณชายกู้แห่งตระกูลกู้…”

            “มิรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทว่าข้าก็ได้ยินมาว่านางกับคุณชายกู้ก็ดูเหมือนจะมิลงรอยกัน…”

            “หญิงสาวผู้เลอโฉม งามล้ำจนโลกหลั่งน้ำตาแท้ๆ กลับต้องมาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ได้…”

            “แม้แต่ศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เอง เมื่อเห็นสถานการณ์นี้แล้ว ก็มิกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ”

            เสียงกระซิบกระซาบดังระงมจากเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรที่ยืนชมเหตุการณ์อยู่ห่างๆ แววตาทุกคู่ล้วนตื่นตะลึง ทว่าก็มิกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว

            ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ภาพเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเขตแดนแห่งนี้ ข่าวลือแพร่สะพัดไปไกล ทำให้มีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรมิน้อยเร่งรุดมาเพื่อชมดูความวุ่นวาย

            กองกำลังเผ่าห้วงสมุทรภายใต้บัญชาของวังสมุทรนั้นเกรียงไกรนัก แม้จะรู้ว่าหญิงสาวแซ่กู้ผู้นี้เกี่ยวข้องกับกู้ฉางเกอ ทว่าเผ่าห้วงสมุทรกลับยังคงออกตามล่าอย่างไร้ความยำเกรง

            ครั้งนี้ พวกเขาถึงกับประกาศล่ารางวัลจากปากขององค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร ว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถจับนางได้ จะได้รับสมบัติวิชาเทพยุทธ์เป็นรางวัลตอบแทน แถมยังได้ติดหนี้บุญคุณจากองค์หญิงอีกด้วย

            รางวัลนี้ช่างเย้ายวนใจนัก

            ทว่าถึงกระนั้น ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรหลายคนก็ยังต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยง เพราะหญิงสาวนางนี้แซ่กู้…ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับกู้ฉางเกอยังคลุมเครือ

            เรื่องราวเช่นนี้จึงทำให้หลายคนมิกล้าแม้แต่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว จึงได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ อย่างจนปัญญา…

            “ช่างน่ารำคาญนัก! เหตุใดพวกมันถึงมีมากมายปานนี้…”

            กู้เซียนเอ๋อร์สีหน้าหม่นหมองเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ในที่สุดนางก็สลัดกลุ่มศัตรูที่ไล่ล่าตามมาได้ ทว่ายังมิทันจะได้พักหายใจ กลับต้องเผชิญกับอีกกลุ่มที่ตามติดมาอย่างมิลดละ

            ห้วงอากาศสั่นสะเทือน คลื่นพลังจากสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์พลันก่อตัว ม่านแสงสาดลงมาดุจสุริยันตกกระทบผืนดิน เขามหึมาตรงหน้านางพลันระเบิดแยกออกเป็นผุยผง

            แรงสั่นสะเทือนก่อเกิดเป็นคลื่นสะท้านถึงกู้เซียนเอ๋อร์ ลมปราณในกายปั่นป่วนมิสงบ โลหิตลมย้อนขึ้นถึงลำคอจนขมปร่า ครั้งนี้นางได้รับบาดเจ็บอีกครา

            แม้ร่างกายของนางจะเป็นยอดวิญญาณพิเศษแข็งแกร่งเพียงใด ทว่าหลายวันมานี้ การถูกตามไล่ล่าอย่างมิหยุดหย่อนก็ทำให้นางไร้ซึ่งโอกาสได้พักผ่อน ความเหนื่อยล้าจึงเริ่มเกาะกุมทั้งร่างกายและจิตใจ

            ความโกรธเกรี้ยวและความอัดอั้นถาโถมเข้าใส่ นางกัดฟันกรอด ทว่าก็จนปัญญาเหลือเกิน

            กลุ่มอสูรทะเลพวกนี้ดุจปลิงร้ายที่กัดกินมิยอมปล่อย สังหารไปเท่าใด ก็ยังมีมาเพิ่มอีกมิขาดสาย

            ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้ไล่ล่าครั้งนี้กลับมีแม้กระทั่งเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรขอบเขตจอมราชันในหมู่ยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ นางจึงได้แต่เร่งเร้าหลบหนี หาใช่คิดจะประจันหน้าไม่

            ที่จริง…นางยังพอมีวิธีจัดการกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ นั่นคือการใช้สมบัติวิเศษที่อาจารย์หลายคนมอบไว้ให้

            ทว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เป็นเพียงศึกทดสอบระหว่างคนรุ่นเยาว์เท่านั้น นางจึงมิอยากจะสิ้นเปลืองของมีค่าเช่นนั้น และอีกอย่าง นี่ก็นับว่าเป็นโอกาสฝึกฝนชั้นยอดสำหรับนาง

            ทว่าในยามนี้…กู้เซียนเอ๋อร์ก็เริ่มรู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจไปเช่นนั้นแล้ว เหตุใดตอนนั้นนางถึงได้สังหารบุรุษหนุ่มผู้นั้นจนความแค้นถูกจุดขึ้นมาถึงเพียงนี้ได้

            เมื่อนึกย้อนถึงแววตาของเขาในครานั้น ความโกรธเกรี้ยวที่แฝงลึกในใจของนางก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างมิอาจควบคุมได้

            “ทุกอย่างเป็นเพราะกู้ฉางเกอ! หากมิใช่เพราะเขาทำให้ข้าอารมณ์เสีย ข้าจะสังหารคนผู้นั้นไปด้วยเหตุใดกัน…”

            “ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเขา ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปสะสางกับเขาให้ได้!”

            นางระบายความคับแค้นทั้งหมดลงบนตัวกู้ฉางเกอ

            ไหนเขาเคยกล่าวไว้ว่าจะมิยอมให้ผู้ใดมารังแกนางอย่างไรเล่า ทว่าในยามนี้ นางกลับถูกเหล่าสัตว์เดรัจฉานพวกนี้ไล่ล่าไปทั่วทั้งผืนดินแห่งนี้จนต้องหนีหัวซุกหัวซุน แล้วเขาอยู่ ณ แห่งหนใดกันแน่

            ยิ่งนึกถึงกู้ฉางเกอ นางก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นทุกที จนสุดท้ายความขุ่นเคืองนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความน้อยใจเล็กๆ

            นางรู้ดีว่าตนเองช่างหลงผิดและคิดเข้าข้างตนเองจนเกินไป

            เขามิเคยใส่ใจนางเลย…มิเคยเลยสักครั้งเดียว ยามนี้ เขาจะมาสนใจความเป็นความตายของนางได้อย่างไร

            หากนางสิ้นชีพไปเสีย…ก็คงมิมีผู้ใดมาคอยตามราวีก่อกวนเขาได้อีก

            กู้ฉางเกอเองก็น่าจะยินดีเสียด้วยซ้ำ

            การที่วังสมุทรแห่งท้องทะเลออกไล่ล่านางถึงเพียงนี้ ย่อมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งเขตแดนอยู่แล้ว

            ด้วยชื่อเสียงและอำนาจที่กู้ฉางเกอมี เหล่าผู้ติดตามมากมายของเขาย่อมต้องได้รับข่าวนี้

            ทว่าหลายวันมานี้ กลับไร้ซึ่งเงาของเขาแม้เพียงสักคราเดียว

            นี่คงชัดเจนแล้วว่าเขาเลือกที่จะเมินเฉยต่อเรื่องราวของนาง

            “กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้ามัวคิดสิ่งใดอยู่ หรือยังเฝ้ารอสิ่งใดอีก”

            มินานนัก กู้เซียนเอ๋อร์ก็สะบัดศีรษะเบาๆ ก่อนขจัดความคิดฟุ้งซ่านในจิตใจออกไป นางเร่งพลัง สองเท้าพลันก้าวออกไป ทันใดนั้นด้านหลังพลันปรากฏปีกวิจิตรเจิดจรัสขึ้นคู่หนึ่ง หมู่สัญลักษณ์เร้นลับรายล้อม มันคือเคล็ดวิชาเทพอัสนีลมกรดที่อาจารย์มอบให้นาง

            นับว่าดีที่เหล่าศิษย์อาจารย์ของนางสั่งสอนเคล็ดวิชาเอาไว้มากมาย อย่างน้อยก็ทำให้นางยังเอาตัวรอดได้ในยามนี้ แม้จะดูเหน็ดเหนื่อยมิน้อยอยู่บ้าง

            ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ กลับยังคงมีความรู้สึกว่างเปล่าบางเบาที่นางเองก็มิเข้าใจ

            …

            “ที่แห่งนี้ก็คือแหล่งชุมนุมของชนพื้นเมืองอย่างนั้นหรือ”

            อีกฟากหนึ่ง ณ ขณะเดียวกันนั้น กู้ฉางเกอยืนอยู่บนยอดเขา สองมือไพล่หลังทอดมองลงไปยังเบื้องล่างอย่างสนอกสนใจ

            จากมุมมองที่เขายืนอยู่ สามารถมองเห็นหุบเขาใหญ่เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน รอบด้านล้วนเป็นขุนเขาสูงตระหง่านสีม่วงหม่น สายม่านหมอกแห่งพลังวิญญาณอันเข้มข้นลอยปกคลุม ทำให้ทัศนียภาพยิ่งดูชวนฝันราวกับต้องมนตร์

            กลางหุบเขานั้นกว้างใหญ่ไพศาล ด้านในยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งอดีตกาล นครโบราณและมหาปราสาทจำนวนมากกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่

            ปราสาทหินอันมหึมามีมากกว่าสิบแห่ง พร้อมกับตำหนักลอยฟ้าสูงสง่า ชวนให้สัมผัสได้ว่าสถานที่แห่งนี้ ในอดีตคงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่

            “นายท่าน สถานที่แห่งนี้คือที่ตั้งของชนเผ่าของพวกข้าน้อย…”

            ตรงหน้าเขา ชนพื้นเมืองหลายตนต่างหมอบกรานอยู่กับพื้นด้วยความหวาดหวั่น ดวงหน้าซีดขาว ดวงตาสั่นระริก

            พวกมันคุกเข่ากราบไหว้เขาด้วยท่าทีหวาดกลัว ทว่าแท้จริงแล้ว ในใจกลับวางแผนจะใช้อาคมเร้นลับบางอย่าง ติดต่อผู้อาวุโสที่อยู่ในนครใหญ่เบื้องหน้า

            ทว่าเพียงแค่สายตาเย็นชาไร้ปรานีของกู้ฉางเกอจ้องมองลงมา ทุกสิ่งก็กลับกลายเป็นความเงียบงัน

            พรู่ด!

            เสียงหนึ่งดังขึ้น พริบตานั้นเอง กลุ่มหมอกโลหิตสีแดงเข้มพลันระเบิดออกจากร่างของชนพื้นเมืองที่คุกเข่าอยู่ พวกมันกลายเป็นซากศพไร้วิญญาณในพริบตา

            ร่างกายเหล่านั้นมิอาจทานทนต่อแรงกดดันจากแววตาเพียงหนึ่งเดียวของกู้ฉางเกอได้แม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ

            เล่ห์กลและแผนร้ายใดๆ ของพวกมัน สำหรับกู้ฉางเกอนั้น ช่างเป็นสิ่งที่แสนจะตื้นเขินไร้ค่า

            หากพวกมันคิดวางแผนต่อเขา ก็รังแต่จะดับสลายกลายเป็นเถ้าธุลีมิต่างจากนี้…

            ถึงจะคาดเดาผิดไปบ้าง แล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อผลลัพธ์สุดท้ายก็ย่อมเป็นเช่นเดิมอยู่ดี

            “พวกเจ้าจงรออยู่ ณ ที่แห่งนี้”

            สุ้มเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่นดังขึ้น ก่อนที่ร่างของกู้ฉางเกอจะเลือนรางพร่ามัวไปในบัดดล ว่างเปล่าพร่างพรายไหวระริก พริบตานั้น เขาก็อันตรธานหายลับเข้าไปในความเวิ้งว้างของห้วงอากาศ

            “รับทราบแล้ว นายท่าน”

            เหล่าผู้ติดตามที่อยู่เบื้องหลังก้มศีรษะรับคำอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาล้วนคุ้นชินกับกลวิธีและเล่ห์อันพิสดารของกู้ฉางเกอ มิบังอาจเอ่ยถามถึงเจตนาหรือเป้าหมายใดๆ

            คำสั่งของนายท่านก็คือคำสั่ง พวกเขาเพียงแค่รอคอยอยู่ตรงนี้อย่างซื่อสัตย์เท่านั้น

            …

            ครั้นแล้ว ร่างของกู้ฉางเกอพลันแหวกผ่านมิติ เคลื่อนย้ายราวกับวิญญาณที่ไร้ตัวตน
    ห้วงอากาศพลันสั่นสะท้าน รอยพริ้วเล็กๆ กระจายหายไปดั่งหยดน้ำ

            เขาลอบซ่อนตัวตนผ่านช่องว่างของกาลเวลาและอากาศ สายตากวาดมองลงไปยังซากโบราณสถานเบื้องล่าง ในนครโบราณอันรกร้างนั้น มีสิ่งมีชีวิตปรากฏอยู่มิน้อย พลังอันน่าหวาดกลัวแผ่กระจายออกมาทั่วทุกทิศ

            “ช่างแข็งแกร่งนัก…”

            ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น มีตัวตนผู้แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับเทวะสวรรค์ และแม้แต่ระดับราชันเทวะ ก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่ด้วย บางแห่งยังมีเงาร่างแห่งพลังอันสงบนิ่ง แผ่ประกายแสงราวกับศิลาเทพ นั่งสมาธิหลับใหลอยู่ภายในตำหนักเก่า

            “หากข้าลอบโจมตีละก็ การพิชิตผู้มีพลังระดับขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้ก็คงมิใช่เรื่องยาก”

            ริมฝีปากของกู้ฉางเกอยกยิ้มบางเบา ก่อนที่แววตาจะกลับมาเยียบเย็นลง เขาหรี่ตามองไปยังส่วนลึกของนครโบราณแห่งนี้

            “ทว่านั่นมิใช่สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด… ข้าควรไปสำรวจสุสานบรรพชนของชนพื้นเมืองเหล่านี้ก่อน”

            มือข้างหนึ่งของเขาพลันปรากฏตราสัญลักษณ์สีทองสุกสว่างส่องประกายออกมา มันคือยันต์เร้นอำพราง ซึ่งสามารถพรางเร้นตัวตนของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            จากพลังอันมหาศาลของชนพื้นเมืองเหล่านี้ กู้ฉางเกอคาดการณ์ไว้ว่า บรรพชนที่หลับใหลอยู่ในสุสานลับย่อมมิใช่ผู้ธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด

            “ครานี้ หากโชคชะตาเข้าข้าง เพียงแค่ข้าครอบครองแก่นพลังต้นกำเนิดสักคราหนึ่ง ก็สามารถทะยานสู่ระดับราชันเทวะได้ในทันที!”

            หากสิ่งเหล่านั้นมีพลังเพียงพอ… การทะลวงสู่ระดับว่าที่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ก็มิใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

            ความร่ำรวยและความยิ่งใหญ่ ล้วนต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง!
    ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอแล้ว ความเสี่ยงเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงเสียงหัวเราะแห่งความสนุกสนานเท่านั้น

            เพราะเขาครอบครองไพ่ตายอยู่มากมาย ต่อให้ในสุสานนั้นจะมีมหาศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่ระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดปลุกชีพขึ้นมา เขาก็มิคิดเกรงกลัวแม้แต่น้อย!

            ครืน!

            ความว่างเปล่าเบื้องหน้าพลันสั่นไหวเล็กน้อย ความเคลื่อนไหวนี้คล้ายไร้กับพิษสง มิได้ก่อให้เกิดความสนใจใดๆ รอบด้าน

            กู้ฉางเกอเคลื่อนตัวผ่านซากอารยธรรมโบราณ ดำดิ่งลึกเข้าไปในเขตแดนลับแห่งนี้ ก่อนพลิ้วผ่านสถาปัตยกรรมและพระราชวังร้างนับมิถ้วน เบื้องหน้ามีเพียงความเงียบสงัด ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันตราย

            เป็นระยะๆ จะมีจิตสัมผัสอันมหาศาลกวาดลงมา คล้ายดั่งภูผาทั้งลูกทับถมลงมาบนร่าง กู้ฉางเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหวด้วยประกายเย็นเยียบ

            “ในซากปรักหักพังแห่งนี้… กลับมีตัวตนที่แข็งแกร่งเหนือกว่าว่าที่มหายุทธ์สูงสุดแอบซ่อนอยู่จริงๆ”

            ทว่าเขายังคงสงบนิ่ง มิได้มีความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย ในเมื่อเขายังมีโลกภายในเป็นไพ่ตาย หากเกิดเหตุการณ์มิคาดฝันขึ้น เขาสามารถหลบหนีเข้าไปได้ทันที

            อีกทั้งเขายังคุ้นเคยกับลักษณะของสุสานบรรพชนของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็นอย่างดี ต่อให้ซับซ้อนแค่ไหน ก็ย่อมมิมีทางหลงทางได้

            เส้นทางลึกลงไปยังคงเงียบสงบ ไร้ซึ่งเสียงใดหรือแรงกระเพื่อมอันผิดปกติ

            ราวครึ่งชั่วยามผ่านไป กู้ฉางเกอหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าปากทางเข้าสุสาน

            สุสานแห่งนี้แลดูโอ่อ่าขรึมขลัง กำแพงหินสลักลวดลายโบราณยุคดึกดำบรรพ์ อักษรที่ถูกจารึกไว้ส่องประกายจางๆ แสดงให้เห็นถึงอายุขัยที่เกินกว่าหลายสิบล้านปี

            ทั่วทุกทิศของสุสานมีรูปแบบอาคมซับซ้อนทับซ้อนกัน พลังแฝงภายในเสมือนคอยปกป้องผืนดินแห่งนี้เอาไว้ บริเวณใกล้เคียงยังมีแท่นบูชาเก่าแก่เรียงรายอยู่หลายจุด แสดงถึงพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้

            ดวงตาของกู้ฉางเกอแฝงไว้ด้วยความสนใจ ขณะเดียวกัน สายตาของเขาก็หันไปจับจ้องยังสิ่งมีชีวิตสองตนที่เฝ้ารักษาสุสานอยู่เบื้องหน้า

            สิ่งมีชีวิตเหล่านี้รูปร่างคล้ายตะขาบยักษ์ ทว่าใบหน้ากลับเป็นสีม่วงเข้ม บ่งบอกถึงความผิดแผกและน่าเกรงขาม พลังอันหนาแน่นที่แผ่ออกมาจากร่างชัดเจนว่านี่คือระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด

            “สุสานโบราณแห่งดินแดนเซียนโบราณเหล่านี้ ผ่านการหล่อเลี้ยงด้วยพลังสุริยันจันทราและปราณฟ้าดินมาอย่างยาวนาน สิ่งที่หลงเหลือไว้ย่อมเป็นแก่นแท้ดั้งเดิมอันล้ำค่า นับว่าแข็งแกร่งกว่าซากศพโบราณภายนอกหลายเท่านัก...”

            “หากพวกมันพบว่าหลุมศพบรรพชนถูกผู้ใดขุดทำลาย เกรงว่าคงคลั่งเป็นแน่ ทว่าเมื่อถึงเวลานั้น ผู้ใดเล่าจะต้องรับเคราะห์แทน ข้าก็ยังคงต้องยกให้เจ้านั่นเอง...เย่หลิง”

            แววตาของกู้ฉางเกอฉายความขบขันเล็กน้อย ก่อนที่ความคิดในใจจะจางหายไปในพริบตา

            พลันร่างของเขาพร่าเลือนราวกับหลอมละลายไปกับความว่างเปล่า ทันใดนั้นจึงก้าวออกมาจากความมืดมิดแห่งมิติ เวลานี้ทั้งแปดทิศล้วนถูกปกคลุมด้วยแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่น

            ทวนมารทลายสวรรค์ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ดำทะมึนแผ่ซ่านด้วยพลังมารท่วมฟ้า กู้ฉางเกอกุมด้ามศาสตราในมือแน่น คมแหลมของมันดั่งแสงประหารโลก เปล่งเสียงก้องสะท้อนราวกับจักรวาลล่มสลาย

            “นั่นมันผู้ใดกัน!”

            สองร่างเงาอสูรที่เฝ้ารักษาอยู่เบื้องหน้าตื่นตะลึง ทว่าก่อนที่พวกมันจะได้ขยับเขยื้อน รัศมีมืดดำก็พลันกรีดผ่านดุจสายฟ้าฟาด!

            พรู่ด!

            เกราะแกร่งที่ห่อหุ้มร่างกายราวกับเหล็กกล้าพลันระเบิดแตกกระจาย ก่อนโลหิตสีม่วงจะสาดกระเซ็น ร่างหนึ่งถูกทวนมารทลายสวรรค์กวาดล้างทะลุร่าง ทะยานลอยขึ้นกลางอากาศดั่งเศษกระดาษที่ถูกฉีกขาดวิ่น

            “เจ้า...เป็นผู้ใดกัน!”

            อีกหนึ่งร่างถึงกับยืนตื่นตะลึง มันมิคาดคิดเลยว่าบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งจะปรากฏตัวขึ้น ณ เบื้องหน้าสุสานเช่นนี้ แถมยังทำลายเพื่อนร่วมเผ่าของมันได้ในพริบตา

            “หากมิอยากสิ้นชีพ ก็ถอยออกไปให้พ้นทางซะ” กู้ฉางเกอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคำกล่าวนั้นกลับคล้ายกับสายฟ้าที่ฟาดลงบนใจผู้ฟัง

            “เจ้า...!”

            อสูรเฝ้าสุสานโกรธเกรี้ยว พลังอำนาจระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดคล้ายจะปะทุออกมา ทว่ายังมิทันจะได้ต้านทาน แสงมืดดำก็พุ่งแหวกอากาศอีกครั้ง!

            แขนข้างหนึ่งของมันถูกตัดขาด โลหิตสาดกระจายดั่งสายฝน ความเจ็บปวดทำให้มันแผดร้องออกมา กู้ฉางเกอยังคงแววตาเยียบเย็นราวกับมิเห็นสิ่งใดอยู่ในสายตา

            มินานนัก เขาก็สังหารสิ่งมีชีวิตทั้งสองโดยมิยี่หระ แล้วก้าวข้ามผ่านค่ายกลโบราณ เข้าไปสู่ส่วนลึกภายในสุสาน

            โครม!

            ทันทีที่ย่างกรายเข้าไป กลิ่นอายโบราณอันเน่าเปื่อยลอยตลบอบอวลพวยพุ่งออกมา

            ทวนมารทลายสวรรค์ในมือกู้ฉางเกอกวาดสะบัดไปมา สรรพสิ่งเบื้องหน้าล้วนถูกทำลายลงเสียงดังสนั่น

            ฝาโลงศพจำนวนมากถูกแหวกออก ร่างไร้ลมหายใจที่หลับใหลอยู่ภายในทยอยร่วงหล่นลงมา…

            “ดูท่าครั้งนี้จะมาโดยมิเสียเปล่าแล้ว” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นอย่างพึงพอใจ แววตาลึกล้ำดั่งมองดูขุมทรัพย์อันล้ำค่า

            สำหรับเขาแล้ว ร่างไร้ชีวิตเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติชั้นยอด

            เบื้องหน้าเต็มไปด้วยซากศพเก่าแก่ที่ยังคงแฝงพลังงานอันบริสุทธิ์เอาไว้ บ้างเป็นชายชรา หญิงสาว หรือแม้แต่เด็ก ทว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายล้วนต่างกันออกไป แสดงให้เห็นว่าพวกเขาล้วนมาจากยุคสมัยที่ห่างไกลกันมากนัก

            ทว่าทุกคนต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ...ความแข็งแกร่งเกินขอบเขตคนธรรมดา เพราะแม้แต่ในยามมีชีวิต ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็มีพลังถึงระดับมหาศักดิ์สิทธิ์

            ร่างของพวกเขาดูแปลกประหลาดราวกับพึ่งถูกขุดขึ้นมาจากสุสาน

            มีชายชราสวมเสื้อคลุมขนนกสีซีดจาง มีกลิ่นอายเน่าเปื่อยแผ่ซ่านออกมา ผมเผ้ายุ่งเหยิง ราวกับเพิ่งผุดขึ้นจากหลุมศพ

            ยังมีจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาล สวมมงกุฎม่วงทองอันแตกร้าว แววตาว่างเปล่าทอดมองไปไกลอย่างไร้จุดหมาย ราวกับผุดขึ้นจากดินฝุ่น

            หรือเทพธิดาผู้เลอโฉม สวมอาภรณ์ทอด้วยไหมเทพตำนาน ทว่าเสื้อผ้ากลับเต็มไปด้วยรอยฉีกขาด ราวกับถูกอสูรร้ายกัดแทะ

            ยังมีพระมหาเถระร่างผอมแห้ง สวมจีวรเก่าแก่ ร่างกายแห้งเหี่ยวกลับแฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งดั่งทองคำสุกปลั่ง

            และเหล่าสัตว์เผ่าพันธุ์โบราณจากยุคบรรพกาล ร่างกายสูงใหญ่ ทว่าปีกแห้งเหี่ยวแตกร้าวราวกับถูกทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยไปนาน

            ทว่า...แม้จะสิ้นชีพไปนับกาลนาน ทว่าแก่นแท้พลังต้นกำเนิดที่หลงเหลือยังเจิดจ้าราวกับดวงดารา

            กู้ฉางเกอพลันยกฝ่ามือขึ้น กลุ่มอักษรศักดิ์สิทธิ์สีดำสนิทแห่ง มหามรรคาปรากฏขึ้นในมือของเขา ส่องแสงแปลกประหลาดพิศวง เปล่งระลอกคลื่นแห่งกฎเกณฑ์อันไร้รูปรอย

            ศพเหล่านั้นพลันสั่นสะท้าน ก่อนจะลอยขึ้นสู่กลางอากาศทีละร่าง ราวกับถูกพลังบางอย่างควบคุม

            เส้นแสงสีเขียวมรกตแผ่กระจายออกมาจากร่างไร้ชีวิตเหล่านั้น ละอองแสงเรืองรองราวกับหมู่ดาราพร่างพราย ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด

            แสงเหล่านั้นมิใช่อื่นใด หากแต่เป็นแก่นแท้พลังชีวิตที่ยังเหลือร่องรอยไว้แม้ยามสิ้นชีพ

            ร่างของกู้ฉางเกอนั่งขัดสมาธิลงในจุดศูนย์กลางของสุสาน

            เบื้องหลังของเขามีประตูบานหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง ประกายแสงสีดำขลับราวกับมหาสมุทรแห่งความมืดทอแสงพร่างพราย เส้นแสงไร้รูปร่างห้อยระย้าลงมาดุจเส้นสายแห่งกฎสวรรค์

            แสงเหล่านั้นไหลไปรวมตัวเป็น ขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามาร ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ กลืนกินแสงสว่างทุกสายที่ลอยออกมาจากร่างเหล่านั้น

            กลิ่นอายของกู้ฉางเกอเริ่มแปรเปลี่ยน ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลมปราณมหาศาลแผ่กระจายดุจพายุหมุน

            บนร่างของเขาปรากฏวังวนสีดำนับมิถ้วนลอยขึ้นมาจากส่วนลึกของทุกอณูในร่างกาย ราวกับพลังลึกลับที่กำลังแผ่ซ่านออกมาจากความเวิ้งว้างไร้ที่สิ้นสุด

            ภาพทั้งหมดนั้นดูน่าพรั่นพรึง ลี้ลับ และมหัศจรรย์เกินหยั่งถึง

            …

            กาลเวลาล่วงเลยไป หลังจากกู้ฉางเกอดำดิ่งสู่สุสานบรรพกาลแห่งซากโบราณแห่งนี้ เวลาก็ได้ผ่านไปสามวันแล้ว

            ณ ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ภูเขาอันกว้างใหญ่ไพศาล

            กู้เซียนเอ๋อร์ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอกหนาทึบ โลหิตสีแดงสดค้างอยู่ที่มุมปาก ใบหน้างดงามทว่าแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ

            รอบตัวของนางมีแผ่นหมอกขาวแผ่กระจายปกคลุมทุกทิศทาง ราวกับมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต

            ภายใต้ม่านหมอกนั้น แสงอักษรศักดิ์สิทธิ์พลันวาบไหว บรรยากาศอันแกร่งกร้าวจากค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ลอยล่องอยู่ในอากาศ ราวกับเป็นบ่วงรัดที่แผ่พลังปิดกั้นพื้นที่นับหมื่นลี้

            ฝูงอสูรสมุทรแห่งเผ่าห้วงสมุทร ปรากฏกายขึ้นจากทุกทิศทาง ร่างกายสูงใหญ่และน่าสะพรึงกลัว ประดุจภูผาขนาดย่อม ผิวกายของพวกมันเรืองรองด้วยแสงแห่งอักษรเวทและลวดลายศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องสว่างเจิดจ้า

            การไล่ล่านางในครั้งนี้มิใช่เรื่องธรรมดา

            เพื่อชำระแค้นให้สมพระทัย องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรถึงกับส่งเหล่ายอดฝีมือแห่งเผ่าห้วงสมุทรมารวมกำลังสังหารกู้เซียนเอ๋อร์ถึงที่แห่งนี้

            การตายของน้องชายผู้เป็นดั่งสายโลหิตเดียวกัน นางย่อมมิมีวันปล่อยวางความแค้นนี้ไปง่ายๆ

            และยิ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา กู้เซียนเอ๋อร์ยังได้ปลิดชีพเหล่านักรบแห่งเผ่าห้วงสมุทรที่ตามล่านางไปหลายต่อหลายครั้ง ทำให้เกียรติยศขององค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรถูกเหยียบย่ำครั้งแล้วครั้งเล่าจนโกรธเกรี้ยวเสียแทบคลั่ง

            บัดนี้ ค่ายกลมหาสมุทรถูกตั้งขึ้นอย่างแน่นหนา กลายเป็นพันธนาการที่ยากจะหลุดพ้น

            สายหมอกหนาทึบที่ปกคลุมพื้นที่แห่งนี้ราวกับจะฉุดกระชากผู้คนให้ดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกแห่งท้องทะเล

            ฟ้าคำรามราวกับเสียงพายุโหมกระหน่ำ สายฟ้าฟาดแลบแปลบปลาบ ราวกับฉากมหันตภัยแห่งเทพเจ้า พลังวิชาศักดิ์สิทธิ์สาดประกายร้อยเรียงเป็นสายแสงเจิดจ้า พาดผ่านทั่วท้องนภา

            ท่ามกลางความโกลาหลนี้ บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรและยอดฝีมือที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างแอบมองดูอยู่ไกลๆ ด้วยแววตาที่สะท้อนความรู้สึกอันหลากหลาย

            “องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรผู้นี้ ช่างเหี้ยมโหดนัก ถึงกับยกพลมามากมายเพื่อล่าตัวเด็กสาวผู้นี้ แถมยังกล้ากางค่ายกลสมุทรออกมา แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์ก็ยังยากจะหลุดพ้นไปได้!”

            “ทว่าการสังหารพี่น้องร่วมสายโลหิตไปนั้น...แค้นนี้ย่อมมิอาจจะให้อภัยได้ แล้วผู้ใดเล่าจะไปถือโทษนางได้”

            “ได้ยินมาว่า องค์รัชทายาทหญิงแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทานกำลังมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี้ ทว่ากลับถูกยอดยุทธ์หญิงอีกนางหนึ่งถ่วงเวลาเอาไว้ การประลองของทั้งสองยืดเยื้อจนยากจะกล่าวได้ว่าจะรีบมาช่วยได้ทันหรือไม่...”

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ยืนสังเกตการณ์ต่างพากันถกเถียงเรื่องราวกันเสียงขรม ก่อนเสียงมหึมาจะดังก้องขึ้นท่ามกลางท้องนภาอันกว้างใหญ่

            ตูม!

            พลังอำนาจอันตระการตาบังเกิดขึ้นดั่งแผ่นฟ้าเดือดพล่าน เสียงฝีเท้ามหึมาดั่งหมื่นกองทัพม้าถาโถมเข้ามา สะท้านสะเทือนฟ้าดิน ราวกับเสียงกลองศึกอันไร้ที่สิ้นสุด

            กลางท้องนภาอันแผ่พุ่งไปด้วยรังสีสังหาร ประกายไฟสีทองแลบลั่นเป็นริ้วคลื่น แผ่ซ่านไปพร้อมกับการย่างก้าวของม้าศึกสีทองตัวหนึ่ง

            เปลวไฟสีทองลุกโชนอยู่ใต้กีบเท้า ราวกับเพลิงสวรรค์จากแดนวิญญาณ

            เหนืออานม้านั้นปรากฏสตรีผมสีฟ้าคราม นางสวมเกราะทองอันเจิดจรัส มือขวาถือทวนประหนึ่งเทพสงคราม ดวงตาของนางเยียบเย็น ทอดมองลงไปยังภูผาเบื้องล่าง

            สายตานั้นจับจ้องไปยังร่างของกู้เซียนเอ๋อร์ ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยโลหิตบนมุมปาก ใบหน้าแม้ซีดเซียวทว่ายังแฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนง

            มุมปากของนางพลันแย้มยิ้มเยาะเย้ย คล้ายกับพญามัจจุราชที่ลงมาสำเร็จโทษผู้คน นางกล่าวเสียงเย็นชา

            “เจ้าเด็กโง่ วันนี้ข้าจะดูซิว่าเจ้าจะหนีไปทางไหนได้อีก!”

            ทันใดนั้น บรรดาเผ่าห้วงสมุทรทั้งหมดก็พากันโค้งคำนับพลางเปล่งเสียงพร้อมกัน

            “น้อมคารวะองค์หญิงเจ็ด!”

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่เฝ้าดูอยู่ในที่ห่างไกลต่างสูดลมหายใจลึกอย่างหวาดหวั่น สีหน้าแต่ละคนล้วนซีดเผือด

            “นี่คือองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรอย่างนั้นหรือ พลังของนางช่างน่าสะพรึงกลัวนัก! ดูจากพลังของนางแล้ว...นางได้บรรลุถึงขอบเขตจอมราชันขั้นสูงสุด แล้วสินะ!”

            “น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก! ขอบเขตเช่นนี้ หากเป็นคนรุ่นเดียวกัน นางย่อมถือว่าไร้ผู้ต้านทาน!”

            บรรดาผู้คนที่เฝ้าดูอยู่ต่างสั่นสะท้านกับความเกรียงไกรขององค์หญิงเจ็ดผู้นี้ มิมีผู้ใดกล้าคิดขัดขวาง หรือแม้แต่จะเข้าไปใกล้

     

      

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน