ตอนที่ 195
หลังจากที่ ซุน เอ่ยพูดคุยกับ หยวนอิงเล่อ อยู่อีกไม่กี่คำ โดยพยายามเว้นระยะห่างจากนางก็บอกกับนางเกี่ยวกับเรื่องที่ศิษย์หลักในขบวนต้องการให้นางช่วยเหลือ ส่วนตัวของซุน จะมุ่งหน้าไปยังสนามรบสุดท้ายของ จ้าวซือจี๋
แม้หญิงสาวจะเผยสีหน้าขุ่นมัวเล็กน้อย ทว่านางย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดมีความสำคัญก่อนหลังนางจึงยกกิ่งไม้วิเศษของนาง แตะลงบนร่างของ ซุน มีบุปผาผุดขึ้นบนร่างของชายหนุ่มสามดอกซึ่งกลิ่นของมันเต็มไปด้วยพลังในการฟื้นฟู ไม่ต่างกับสุราของ ซุน ก่อนจะหันมาขยิบตาเล็กน้อย และทะยานร่างจากไป
ซุน รู้สึกจิตใจถูกกระตุ้นอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง...ศพของ หวางเย่หลิง ที่สูญเสียความเยาว์วัยและพลังไปหมดแล้ว ย่อมไม่เหลือคุณค่ามากพอจะนำไปเป็นศพหลอมแต่อย่างน้อยก็ได้เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณ และทรัพยากรจากแหวนมิติของนางซึ่งไม่นับว่าย่ำแย่นักมีทั้งตำราพิษ และพิษอีกหลายชนิดที่ควรค่าแก่การศึกษา
เมื่อหมดธุระ ซุน ก็ตรงไปยังสนามรบแห่งสุดท้าย หากสามารถจัดการได้สำเร็จวิกฤตครั้งนี้ก็ย่อมได้รับการคลี่คลายอย่างสมบูรณ์...ที่สำคัญก็คือ ซุน สัมผัสได้ว่าศัตรูซึ่งเป็นชายร่างกำยำนามว่า ฉุยป๋อ คนสุดท้ายนี้เป็นผู้ใช้พลังแห่งความตายและดวงวิญญาณอาฆาต หากจะบอกว่าเป็นพลังการต่อสู้ที่ ซุนมีเปรียบก็ไม่ผิดนัก ความมั่นใจจึงมีมากยิ่งกว่าสนามรบอื่น ๆ
ในสมรภูมิของ จ้าวซือจี๋ และ ฉุยป๋อ ถึงแม้จะไม่มีพิษร้ายแฝงอยู่ในชั้นบรรยากาศทว่ารอบด้านกลับเป็นไปด้วยรังสีศาสตราจากทวนยาว และวิญญาณอาฆาตหลายดวงที่ถูกผสานเข้ากับอาคมและลมปราณดวงวิญญาณเหล่านี้จึงมีพลังอำนาจมากพอจะใช้โจมตี เป็นสมรภูมิที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงและอันตรายที่สุดก็ว่าได้...
ฉุยป๋อ ยังสามารถปลุกวิญญาณอสูรแดงร่างสมบูรณ์ที่มีพลังเทียบเคียงชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลายออกมาเป็นลูกสมุนช่วยต่อสู้ได้อีกด้วยหากมิใช่เพราะ จ้าวซือจี๋ มีพื้นฐานเพลงทวนที่แข็งแกร่งล้ำลึก และยังมีทักษะเฉพาะหลายทักษะจนแตกฉานเพลงทวนถึงขั้นปลุกจิตวิญญาณแห่งศาสตราขึ้นมาได้ ก็คงพ่ายแพ้ไปนานแล้ว...
“ทวนสยบอสูร!!”
ตูม! ตูม! ตูม!
รังสีศาสตราและเงาทวนครอบฟ้าคลุมดิน ฟาดฟันวิญญาณอาฆาตหลายดวงให้แตกสลายกลายเป็นอณูวิญญาณทั้งยังกดดันให้วิญญาณอสูรแดงขนาดใหญ่ต้องร่นถอยไปอีกไกลโข แต่ถึงกระนั้นจ้าวซือจี๋ ก็ยังต้องสำรอกโลหิตบางส่วนออกมา เพราะถูกการระเบิดของวิญญาณดวงหนึ่งในระยะประชิด
ฉุยป๋อ แม้จะมีร่างกายกำยำ ทั้งยังมีไอดุร้ายแผ่ซ่าน แต่ดูเหมือนว่าความเชี่ยวชาญของชายผู้นี้กลับมิใช่การเข้าต่อสู้แบบตะบี้ตะบัน แต่เป็นรูปแบบกลยุทธของจอมอาคมที่อยู่นอกระยะใช้ร่างกายที่กำยำนั้นสำหรับต้านรับกระบวนท่าของ จ้าวซือจี๋ พลางหลบหนีไปมาเท่านั้นในมือถือมีดสั้นรูปร่างคดงอเล่มหนึ่ง ในหลายพื้นนี้จะเรียกมีดลักษณะนี้ว่า กริชซึ่งมันมีพลังแห่งวิญญาณแฝงเร้น สามารถใช้บงการดวงวิญญาณอาฆาตได้...
แม้ว่า จ้าวซือจี๋ จะพยายามตรงเข้าหา ฉุยป๋อ สักเพียงใด อีกฝ่ายก็คล้ายไม่คิดที่จะเผชิญหน้าตรงๆ เอาแต่ป้องกันและหลบเลี่ยงเท่านั้น การโจมตีทั้งหมดล้วนให้เป็นหน้าที่ของ วิญญาณอสูรแดงและเหล่าวิญญาณอาฆาต ที่วนเวียนอยู่รอบ ๆ ถือเป็นรูปแบบกลยุทธในการต่อสู้ที่ค่อนข้างขี้ขลาดแต่มันกลับรัดกุมเป็นอย่างมาก จนกดดันให้ จ้าวซือจี๋ ร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง...
“หน้าไม่อาย!!เจ้ายังมีศักดิ์ศรีของยอดฝีมืออยู่อีกหรือไม่!!” จ้าวซือจี๋ตะเบ็งเสียงคำรามขึ้น ใบหน้าและดวงตาแดงก่ำ
ฉุยป๋อ กลับแสยะยิ้ม ชายผู้นี้เจ้าเล่ห์ผิดกับรูปลักษณ์
“เพื่อชัยชนะที่สมบูรณ์ คำด่าทอของเจ้าไม่ทำให้ข้ารู้สึกเจ็บหรือคันเลยสักนิด...”
จ้าวซือจี๋ เต็มไปด้วยความเดือดดาล แผ่รัศมีต่อสู้ออกมาอย่างรุนแรงวิญญาณอสูรแดงขนาดใหญ่ ไม่หวั่นเกรงความเจ็บปวดใด ๆยกแขนสองข้างตะปบคว้าอย่างโหดเหี้ยม ยังดีที่ จ้าวซือจี๋สร้างเงาทวนรวมกับเป็นกำแพงหนามสองฝั่งสามารถต้านรับวิญญาณอสูรแดงเอาไว้ได้
ทว่าในตอนนั้นกลับมาดวงวิญญาณอาฆาตสามดวงโผล่ออกมาจากพื้นดินพร้อมเสียงโหยหวน ก่อนจะเกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน ความรุนแรงนั้นมีมากพอที่จะทำให้เกิดหลุมทรายขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา
จ้าวซือจี๋ แม้ไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ต้องสำลักเลือดสดอีกทั้งขาสองข้างอันเป็นพื้นฐานพลังในการต่อสู้กลับเสียหายอย่างหนัก สั่นเทาแม้เพียงแค่หยัดยืนไม่ต้องกล่าวถึงพลังการพุ่งทะยานที่จะติดตาม ฉุยป๋อ ได้อีก แม้คิดจะหลบหนีก็ยังไม่สามารถทำได้...
ฉุยป๋อ หัวเราะออกมาด้วยความสะใจ แม้มันจะสูญเสียดวงวิญญาณที่สั่งสมมาหลายสิบดวงในการต่อสู้ครั้งนี้แต่ด้วยความที่เป็นองค์กรใต้ดินการลงมือจึงซึ่งไร้ศีลธรรม มันจะหาดวงวิญญาณอาฆาตมาเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ย่อมได้...
จ้าวซือจี๋ ที่บาดเจ็บ บัดนี้เบื้องหน้าเต็มไปด้วยดวงวิญญาณอาฆาตบินวนเวียนทั้งยังวิญญาณอสูรแดงขนาดใหญ่ ที่มีใบหน้าเป็นหัวกะโหลกน่าสะพรึงก้าวเดินเข้ามาถูกโอบล้อมจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ทำให้ จ้าวซือจี่ ต้องกัดฟันเผยความเจ็บใจอย่างที่สุด
แต่แล้วในตอนนั้นเอง ที่ท้องฟ้าได้มีเสียงกู่รองของวิหคพาหนะ...ซุน ที่อยู่บนหลังของ เฝิงน้อย หดนัยน์ตาหรี่แคบ เพ่งมองไปยังการต่อสู้เบื้องล่างสะดุดตากับ วิญญาณอสูรแดง อยู่ไม่น้อย ที่ตัวใหญ่สูงโปร่งราวกับเปรตนรกที่อัปลักษณ์...ซุน จดจำได้ว่าตนนั้นเคยเผชิญหน้ากับสิ่งนี้มาก่อนที่เทือกเขาหมิงซาน แม้เวลานั้นจะไม่ใช่ที่ร่างสมบูรณ์ก็ยังร้ายกาจมาก(ตอนที่ 116)
แต่ ซุน ในวันนี้ แตกต่างจาก ซุน เมื่อหลายเดือนก่อนที่เทือกเขาหมิงซาน!! ดังนั้นย่อมมิอาจนำอดีตมาเปรียบวัด ใบหน้าของ ซุน เผยความเหี้ยมเกรียม ยิ่งเห็นดวงวิญญาณอาฆาตที่วนเวียนมากมายนั่นด้วยแล้วก็ถึงกับเลียริมฝีปากเบา ๆ
ฉุยป๋อ ที่สังเกตเห็นการมาครั้งนี้เช่นกัน ถึงกับตื่นตะลึง...
“เป็นไปไม่ได้!! เย่ต้าเฟิงทำงานพลาดงั้นหรือ!!”
จ้าวซือจี๋ เมื่อเห็นว่า ซุน ที่ตนรู้สึกเลื่อมใสในตอนที่อาสาแยกตัวออกไปยามนี้ยังแข็งแรงสมบูรณ์ดี ทั้งยังมุ่งหน้ามาช่วยเหลือตนด้วย ก็ยิ่งเต็มไปด้วยความตื้นตันถึงแม้ว่าจะไม่แน่ชัดก็ตามทีว่า ซุน ใช้วิธีการแบบใดเล่นงาน เย่ต้าเฟิงแต่ก็เชื่อว่าต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน...
“สมเป็นแมวสวรรค์ ชื่อเสียงมิใช่เพียงคำล่ำลือ!!”
ซุน เพียงแค่มองพื้นที่ต่อสู้ เห็นตำแหน่งของทั้งสองคนเห็นดวงวิญญาณอาฆาตที่วนเวียน และร่างมหึมาของ วิญญาณอสูรแดง ด้วยนิสัยช่างสังเกตสังกาก็เพียงพอจะพินิจพิเคราะห์ภาพร่วมของการต่อสู้ทั้งหมดได้แล้ว... มองออกถึงอุปนิสัยในการเลือกใช้กลยุทธขี้ขลาดของฉุยป๋อ เป็นอย่างดี เนื่องด้วยกลยุทธเช่นนี้ ซุน ก็มีความชำนาญเป็นเลิศเช่นเดียวกัน!!
“โอ้ว... ในยุทธภพที่ยอดฝีมือเปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรี ไม่คิดว่าจะมีคนบางคนใช่วิธีการเช่นนี้อยู่ด้วย...”ชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ แฝงเลศนัย ซุน วางมือแตะไปยังแผ่นหลังของ เฝิงน้อยส่งเจตนารมณ์บางอย่างถึงรูปแบบการบินโฉบเฉี่ยวที่จะใช้ ซึ่ง เฝิงน้อยก็กู่ร้องขานรับอย่างผู้รู้ใจ
กระบี่ไร้เอกลักษณ์ ถูกดึงออกมาหมุนวนรอบกายชายหนุ่ม... เมื่อ โฉบบินเข้าไปใกล้ซุน ก็เหยียดนิ้วชี้และนิ้วกลางออกจากกำปั้น หันตรงไปยัง ฉุยป๋อควบคุมจิตวิญญาณแห่งกระบี่ทองด้วยเจตนา แสงสีทองก็พุ่งทะยานดุจดาวตก ตรงเข้าเล่นงานศัตรูในทันที...
ฉุยป๋อ ถลึงตาขึ้นโดยพลัน ถือกริชในมือไว้อย่างแนบแน่นก่อนจะตวัดฟันเข้าปะทะกับ กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์... เสียง ตูม!ดังขึ้นระลอกหนึ่ง กระบี่ทองปลิวถลันออกมาจากแรงปะทะอย่างไรเสียพื้นฐานของ ซุน ก็ยังอ่อนด้อยกว่า ฉุยป๋อ มากมายนักพลังควบคุมที่ส่งไปยังกระบี่ทอง จึงน้อยเกินไปที่จะมีชัยในการปะทะตรง ๆ เช่นนี้
ทว่าในแง่ระดับของ ศาสตรา... กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ อันเป็นศาสตราโบราณที่แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณต้องสาป ดังนั้นมันจึงทรงพลังมิต่างอะไรกับอาวุธอักขระระดับสูงถึงการปะทะจะทำให้กระบี่ทองร่นถอย แต่มันก็ได้ทิ้งรอยบิ่นไว้บนกริชในมือของ ฉุยป๋อ
“บัดซบ!! นั่นมันอาวุธบ้าอะไรกัน!!” ฉุยป๋อ อดไม่ได้ที่จะสบถขึ้นอีกทั้ง ซุน ยังควบคุมกระบี่ทองจากบนท้องฟ้า ไม่ยอมปล่อยให้ ฉุยป๋อเข้าใกล้ตนเองได้ ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับกลยุทธของ ฉุยป๋อ ก่อนหน้านี้ที่ใช้เล่นงานจ้าวซือจี๋
ซุน แสยะยิ้มอีกครั้ง ก่อนที่แหวนมิติจะเปล่งประกายขึ้น...เวลานี้มิได้มีเพียงกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์อีกแล้ว แต่ยังมีขวานโบราณสองคมที่คมด้านหนึ่งแตกหักไปและทวนจอมทัพที่เต็มไปด้วยรอยร้าว... ศาสตราทั้งสองเล่มนี้ ก็เป็นศาสตราโบราณที่มีจิตวิญญาณต้องสาปมิต่างกับกระบี่ทองอันเป็นศาสตราเก่าแก่ที่ ซุน ได้รับมาจาก สุสานแห่งศาสตรา (ตอนที่ 130)
ปกติ ซุน ไม่ได้นำจิตวิญญาณศาสตราชนิดอื่น ๆ ออกมาใช้นักเพราะในแง่ความชำนาญ และความสะดวกที่ครอบคลุม กระบี่เป็นศาสตราที่ ซุน เชี่ยวชาญมากที่สุด...แต่ในการต่อสู้ครั้งนี้ มุ่งเน้นการโจมตีนอกระยะเป็นหลัก ด้วยพลังของจิตวิญญาณแห่งขวานและจิตวิญญาณแห่งทวนที่กล้าแกร่งย่อมสามารถควบคุมให้เคลื่อนไหวได้อิสระมิต่างจากกระบี่ทองก่อนหน้านี้...
เกิดเป็นศาสตราสามชนิดที่หมุนวนอยู่บนนภาอากาศ ภายใต้อำนาจควบคุมของซุน ที่อยู่บนหลังของ เฝิงน้อย... ชายหนุ่มแสยะยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะชี้มือตรงไปยังฉุยป๋อ จิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งสามก็พลันสั่นไหว พวยพุ่งแยกเป็นสามสาย เกิดเป็นลำแสงสีทองจากกระบี่สีดำจากขวาน และสีแดงจากทวน!!
ฉุยป๋อ ใบหน้าซีดเผือดในทันที สัมผัสได้ถึงวิกฤตบางอย่าง... เสียงตูม! ตูม! ตูม! ดังขึ้นต่อเนื่องภายใต้การปะทะแม้ว่าในทุก ๆ ครั้ง ฉุยป๋อ ที่มีพลังลมปราณมากล้ำกว่า ซุน หลายเท่า จะมีชัยโดยตลอดทว่าศาสตราต้องสาปทั้งสามที่ถึงแม้จะชำรุดไม่สมบูรณ์แต่ก็เป็นถึงศาสตราโบราณในยุคดึกดำบรรพ์ที่เกิดจากวิทยาการลึกล้ำในอดีตความแข็งแกร่งย่อมสูงส่งมากกว่า กริช ในมือของ ฉุยป๋อ หลายเท่า
ทุกการปะทะจึงเกิดรอยบิ่นรอยร้าวขึ้นบนกริชเล่มนี้ ทำเอา ฉุยป๋อใบหน้าซีดเผือด... เพราะศาสตราชิ้นนี้คืออาวุธอาคม อันเป็นสื่อกลางที่ทำให้ ฉุยป๋อสามารถควบคุมวิญญาณอาฆาต และวิญญาณอสูรแดง ทั้งหมดได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากกริชเล่มนี้พังทลายย่อมเป็นวิกฤตของ ฉุยป๋อ อย่างแท้จริง...
“สารเลวเอ้ย!! วิญญาณอาฆาตและวิญญาณอสูรแดง เลิกสนใจเจ้าคนบาดเจ็บผู้นั้นได้แล้ว เล่นงาน ซุน และวิหคพาหนะตัวนั้นซะ!!” ฉุยป๋อ ออกคำสั่งอย่างไม่มีทางเลือก เพราะว่าตนนั้นไม่สามารถบินขึ้นไปจัดการกับซุน ที่โฉบบินไปมาได้... แต่หากเป็นเหล่าดวงวิญญาณอาฆาตก็ยังสามารถที่จะล่องลอยขึ้นไปได้อยู่ขอแค่ทำให้ ซุน ร่วงตกลงมา ฉุยป๋อ ก็ยังพอจะหาวิธีเล่นงาน ซุน ได้อยู่บ้าง จากพื้นฐานลมปราณที่เหลือชั้นกว่า...
สิ่งชั่วร้ายทั้งหมดที่เคยโอบล้อม จ้าวซือจี๋ ก่อนหน้านี้ จึงเบี่ยงเบนไปยังซุน ที่เป็นเป้าหมายใหม่บนท้องฟ้า... ดวงวิญญาณอาฆาตหลายดวงส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนวิญญาณอสูรแดง ก็ใช้ร่างที่สูงโปร่ง เพียงยกมือก็เท่าเทียบกับระยะบินของ เฝิงน้อยได้แล้ว...
จ้าวซือจี๋ เห็นท่าไม่ดีจึงตะโกนย้ำเตือนออกมา...
“ระวังดวงวิญญาณพวกนั้นด้วย มันสามารถระเบิดตนเองได้!!”
ซุน หันมาหา จ้าวซือจี๋ พร้อมรอยยิ้มไร้กังวลใด พยักหน้าคราหนึ่งแทนการตอบรับ...ดวงวิญญาณอาฆาตดวงหนึ่งรวดเร็วยิ่งกว่าวิญญาณตนอื่น เสียงโหยหวนยังเสียดแทงแก้วหูดังระวิงจนน่ารำคาญ
ซุน เผยแววตาดุร้าย พร้อมกับบริกรรมคาถาบทหนึ่ง...
รอยสักแห่ง นาคราช ก็พลันสาดส่องออกมา...
“จงออกมา... นาคามณีมรกต!!”
.....................................................
**ตอนถัดไปเป็นช่วงเช้านะครับ**