เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 87 โปรดปรานเจ้าเพียงคนเดียว


    ผ่านความโกลาหลที่ตลาด ในที่สุดทุกคนก็ค่อย ๆ ทยอยมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลซู

    ด้วยเพราะสนใจใคร่รู้ก็ดี ต้องการแก้ไขคดีก็ตาม ตั้งใจมาทำภารกิจอันยากลำบากก็ดี มีใจมาสังเกตการณ์ก็ตาม จะอย่างไรเสีย คนเดียวก็ไม่ตกหล่น ทั้งหมดล้วนมาเยี่ยมเยียนบ้านตระกูลซู พากันมาเป็นกลุ่มใหญ่จริง ๆ 

             บ้านตระกูลซูในเขตลิ้วเหอตั้งอยู่ในตำแหน่งที่งามสง่าเป็นที่สุด บ้านใกล้เรือนเคียงซ้ายขวาไม่ร่ำรวยแต่ก็มีราคาแพง ตัวอย่างบ้านถังโยว ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับบ้านของซูเยว่หยิ่ง ห่างออกไปประมาณห้าร้อยเมตร 

             ในเขตลิ้วเหอทั้งสองบ้านนับเป็นตระกูลใหญ่เป็นอันดับหนึ่งและอันดับสอง แน่นอน บ้านที่ใหญ่ที่สุดเป็นของไป๋จื่อชี ผู้มากเล่ห์เพทุบาย ใจโหดมือเหี้ยม ใครที่ขวางทางเขา คนผู้นั้นครอบครัวต้องประสบภัยพิบัติภายในไม่กี่วัน หรือหายสาบสูญไม่เจออีก ความโหดเหี้ยมใครเล่าจะกล้าเทียบกับไป๋จื่อชี สัตว์ประหลาดกระหายเลือด!   

            ฉะนั้น บนถนนสายนี้ สุดทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดี จึงมีบ้านของตระกูลหนึ่ง กำแพงสีขาว ประตูสีดำ มองดูเย็นยะเยือก ทว่าเป็นประตูที่สูง สวนกว้างใหญ่สมบูรณ์ นั่นก็คือสวนของไป๋จื่อชี ซึ่งได้ยึดครองตำแหน่งที่ดีมีพลังมงคลแห่งทิศตะวันออก ตัวบ้านสูงกว่าบ้านรอบ ๆ เกินกว่าหนึ่งไม้บรรทัดโดยประมาณ 

            โดยปกติไป๋จื่อชีไม่กลับบ้าน เขาชอบที่จะนอนในโรงบ่อน เรียกนางโลม ที่ขับร้องดีหนึ่งหรือสองคนร้องเพลงให้ฟังสามถึงสี่เพลง กล่าวตามหลักการแล้ว ตัวเขาเปิดหอคณิกา ไปฟังการขับร้องที่นั่นมิใช่จะมีอิสรเสรีและความสุขมากกว่าหรือ? แต่เขาคนนี้มีนิสัยแปลกประหลาดอยู่บ้าง จึงไม่ทำเช่นนั้น 

            ขณะที่ลวี่เยาผ่านหน้าประตูบ้านไป๋จื่อชี จมูกก็ขยับ คล้ายกับได้กลิ่นอะไรเข้า นางเหลือบมองประตูใหญ่สีดำเงาปราดหนึ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อ

            ชวีหนานอีเห็นดังนั้นก็กล่าวเสียงดังว่าถังโยวที่สามารถเอาเลือดซูเยว่หยิ่งได้มาถึงแล้ว จึงส่งสัญญาณให้หลี่ต้าจ้วงไปเคาะประตูใหญ่ 

            เวลาไม่นาน ประตูถูกเปิดออก ถังโยวเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว กล่าว “ข้าคือคุณหนูใหญ่ถัง ได้ยินว่าคุณหนูของเจ้าถูกคนกรีดปาก จึงตั้งใจมาเยี่ยม เปิดประตูให้ข้าเร็ว!”

            เด็กรับใช้เปิดประตูมองถังโยวก็รู้สึกอึ้ง มีมาเยี่ยมเยียนคนเช่นนี้ด้วยหรือ? ที่รู้คือเจ้ามาถามไถ่ดูอาการคนป่วย ที่ไม่รู้ คือคิดว่าเจ้ามาดูเรื่องสนุก หลังจากนั้น ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ผู้มาเยือนก็คือแขก อีกทั้งเป็นแขกสูงศักดิ์ ในฐานะเด็กรับใช้ เขาต้องเปิดประตูต้อนรับ เพียงแต่ วันนี้เขาตัดสินใจเองไม่ได้ เพราะนายท่านกำชับว่า วันนี้ไม่พบแขก  

            เด็กรับใช้กล่าวอย่างลำบากใจ “คุณหนูใหญ่ถัง นายท่านกล่าวว่า วันนี้ไม่พบแขก”

            ดวงตาถังโยวจ้องเขม็ง “ข้าเป็นแขกหรือ? ข้าเป็นเพื่อน!” จากนั้นขยับให้ทางกับชวีหนานอีที่ถูกนางขวางอยู่จนมิด “ท่านใต้เท้ามาเยี่ยมคุณหนูซูด้วยตนเอง เจ้ากล้าขวางรึ? ไปรายงานซูเหลาเหย่นายของพวกเจ้าโดยเร็ว ปูพรมแดงผืนหนึ่ง รับแขก!”  

            มุมปากของเด็กรับใช้เผยออก กล่าวในใจว่าให้นายท่านซูเหลาเหย่รับแขก กลัวว่าแขกล้วนจะวิ่งหนีกระเจิง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าในใจเขาจะสนุกขำขันเช่นไร ล้วนต้องรีบวิ่งไปรายงานซูเหลาเหย่ ท่านใต้เท้ามาแล้ว ท่านรีบออกมารับแขกเถิด 

            ซูเหลาเหย่พาผู้ดูแลบ้าน ก้าวเดินรวดเร็วมาถึงประตู ต้อนรับชวีหนานอีเข้าไปด้วยตนเอง “อา ไม่ทราบว่าใต้เท้าชวีมาถึง มิได้ออกมาต้อนรับทันท่วงที เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาท เชิญรีบเข้ามา เชิญเข้ามา” เขาหันไปสั่งกำชับผู้ดูแลบ้าน “ไปชงชาอย่างดีมา”

            ถังโยวกล่าวเสริม “เตรียมของหวานมาเยอะสักหน่อยด้วย”

            ผู้ดูแลบ้านรับคำสั่ง รีบไปจัดเตรียม

            ซูเหลาเหย่แอบเหลือบมองกลุ่มคนที่มา พบว่ารูปลักษณ์ภายนอกของฮัวชิงหร่านโดดเด่นกว่าใคร เมื่อนึกถึงข่าวลือที่ตลาด คิดปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน จึงคาดเดาได้ว่า ผู้มีลักษณะท่าทางดั่งเทพตกสวรรค์ท่านนี้ ก็คือฮัวชิงหร่านลูกศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์จาง ครั้งก่อนได้รู้ว่าอีกฝ่ายมาถึงเขตลิ้วเหอ พำนักอยู่ที่ฮัวหยุนตู้ เขาตั้งอกตั้งใจเตรียมของกำนัลมากมายไปเยี่ยม น่าเสียดาย แม้เพียงประตูก็ยังมิให้เข้า ครานี้ ไม่รู้ว่าลมหอมหวนที่ไหนพัดพานำฮัวชิงหร่านมาถึง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือร้าย ทำให้ในใจเขารู้สึกกระวนกระวาย

            ซูเหลาเหย่คิดผูกมิตรกับฮัวชิงหร่าน ทว่าจะกล่าววาจาเรื่อยเปื่อยโดยมีชวีหนานอีอยู่ด้วยคงไม่ดี จึงทำได้เพียงนำทุกคนเข้าไปในห้องโถงก่อน ค่อยดำเนินแผนขั้นต่อไป 

            ขณะนำทาง เขาเหลือบมองสาวใช้สองคนของถังโยวไปเรื่อยเปื่อย แอบสูดหายใจอย่างตระหนกทีหนึ่ง กล่าวในใจว่าข่าวลือไม่เท็จอย่างที่ว่า สาวใช้ทั้งสองนี้ อัปลักษณ์จนเป็นโศกนาฏกรรม ขับให้ถังโยวดูดีขึ้นไม่น้อย คิดไปถึงใบหน้าลูกสาวของตนซูเยว่หยิ่ง หากหมอรักษาไม่ดี กลัวทำได้แค่หาสาวใช้อัปลักษณ์สองคนมาขับนางให้เด่นขึ้น  

            ซูเหลาเหย่เพราะมีเรื่องในใจ รอจนนำทุกคนเข้าไปในห้องโถงถึงได้สติ คิดได้ว่าในนั้นมีแขกสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง เขามิได้รายงานท่านใต้เท้าให้รู้ก่อน พอกำลังจะเปิดปากกล่าว แขกสูงศักดิ์ซึ่งกำลังยืนชมทิวทัศน์อยู่ที่หน้าต่างก็หันกลับมา ก้าวตรงมายังชวีหนานอี ยิ้มอ่อนกล่าว “ใต้เท้าชวี พบกันอีกแล้ว” 

            บุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง สะท้อนดอกไม้หอมหวนสะพรั่งในสวนนอกหน้าต่างดูไม่เข้ากันนัก ร่างนั้นสวมผ้าไหมทอสีดำขลับ คอปกสูง แขนยาว ปกปิดร่างกายมิดชิด รูปร่างของเขาสูง ลักษณะท่าทางลึกลับมืดมน อารมณ์ท่าทาง...ไม่ชัดเจน 

            เขาสวมหน้ากากแบบครึ่งหน้าที่ทำด้วยทอง เผยให้เห็นเพียงหน้าผากเงาวับ ริมฝีปากสีอ่อน ไปจนถึงคางไร้หนวดเครา 

            คนผู้นี้ ก็คือไป๋จื่อชี

            ในวันนี้ช่างบังเอิญ ไป๋จื่อชีสวมหมวกม่าน จูงม้า เดินทอดน่องออกมาจากโรงบ่อน พอดีกับได้เห็นความโกลาหลของฮัวชิงหร่าน กล่าวตามจริง ระดับความสนใจในตัวฮัวชิงหร่านของเขาไม่มากไปกว่าการมาของลวี่เยา โดยเฉพาะตำแหน่งที่เขายืน บังเอิญอยู่ตรงข้ามเยื้องกับลวี่เยา สามารถเห็นสีหน้าแววตาอารมณ์ของนางได้แจ่มชัด ได้ยินคำกล่าวของนางอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ เขาสัมผัสได้อย่างว่องไวเฉียบคมเป็นที่สุด ว่าลวี่เยาพุ่งเป้าไปที่ฮัวชิงหร่าน แม้จะไม่ชัดเจน แต่ด้วยความรู้สึกที่ว่องไวของเขา เพียงต้องสังเกตการณ์เพิ่มอีกสักนิดเพื่อยืนยันให้แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ลวี่เยาดูคล้ายคอยระแวดระวัง ราวกับมองมาทางที่เขายืนอยู่ เขาเองไม่รู้คิดเช่นไร รู้สึกตัวก็หลบอยู่หลังม้าแล้ว ตอนนี้มาคิดดู เหตุใดเขาไม่กล้าพบคน? ที่ไม่กล้าเจอหน้าผู้คน ควรเป็นลวี่เยาจึงจะใช่ 

            ไป๋จื่อชีพยายามสะกดจิตตนเอง ไม่คิดถึงเรื่องเป้ากางเกงแตก ทิวทัศน์ดอกไม้เผยแก่ด้านนอก ยิ่งไม่คิดความเจ็บปวดที่ไฟแผดเผาบนใบหน้าซ้าย แน่นอน เรื่องที่เขาไม่อยากคิดมากที่สุด ก็คือละครตลกที่เกิดขึ้นเมื่อคืน หากมิใช่เพราะจิตใจเขาเข้มแข็ง วันนี้คงไม่มีหน้าออกจากประตูเป็นอันขาด 

            เขาเห็นชวีหนานอี ฮัวชิงหร่าน ถังโยว ลวี่เยา เดินทางมุ่งหน้าไปในทิศเดียวกัน จึงใช้เรื่องการส่งมอบเงินให้ชวีหนานอีเป็นข้ออ้าง ฉวยโอกาสไถ่ถามหยาอีสองคนที่ถูกให้อยู่เก็บเศษเงินเศษทอง ถึงได้รู้ คนกลุ่มนี้ต้องการไปบ้านของซูเหลาเหย่  

            ไป๋จื่อชีเดิมไม่ใช่คนค่อนไปในทางอยากรู้อยากเห็น แต่ในกลุ่มคนที่มานี้ มิใช่เพียงชวีหนานอีที่เขามีใจนึกถึง ยังมีลวี่เยาที่เขาสาบานว่าจะถลกหนังควักกระดูก ตอนนี้ยังเพิ่มฮัวชิงหร่านที่เพียงเหลือบมองก็ตกตะลึงในความงาม ไม่ไปไม่ได้แล้ว!  

            ดวงตาของไป๋จื่อชีลุกไหม้ด้วยความร้อนที่สามารถเผาผลาญผู้คนให้บาดเจ็บ คล้ายกับคนที่แสงสุดท้ายส่องสะท้อนกลับมา จิตใจกระปรี้กระเปร่า ฮึกเหิมอย่างไม่มีสิ่งใดเปรียบ ราวกับควบม้าออกวิ่ง เขาอ้อมถนนสองสายล่วงหน้าทุกคน ไปเยี่ยมเยียนซูเหลาเหย่ก่อนแล้ว 

            ไม่สิ ทันทีที่เท้าของเขาเหยียบเข้าไปในห้องโถงตามคำเชิญ ชวีหนานอี และคนอื่น ๆ ก็มาถึงพอดี จังหวะที่ย่างก้าวช่างประสานสอดคล้องกันดีจริง ๆ    


            ชวีหนานอีเมื่อเห็นไป๋จื่อชี ก็นึกอยากดูปฏิกิริยาของลวี่เยาโดยไม่รู้ตัว

            ทว่าเขากลับเห็นลวี่เยายกแจกันดอกไม้ใบใหญ่ซึ่งอยู่ในห้องโถงของบ้านซูเหลาเหย่ขึ้นมาโดยไม่สนใจสิ่งใด กอดมันไว้ และทำเหมือนไม่เห็นไป๋จื่อชี 

            ช่างแปลกประหลาด ชวีหนานอีรู้สึกอารมณ์ดี 

            ลวี่เยานี้ แม้จะโง่เขลาปัญญานิ่ม แต่ก็นับว่ามีเกียรติและศักดิ์ศรี เริ่มตั้งแต่ตะโกนร้องว่าต้องการชอบเขา ผลก็คือมุ่งมั่นใจเดียวชอบเขา แม้เขาจะไม่สามารถให้คำตอบแก่นาง แต่มีคนคนหนึ่งมาชอบ นับว่ามิใช่เรื่องเลวร้าย อย่างเดียวที่เสียใจคือ คนที่ชอบเขาไม่เพียงอัปลักษณ์ สมองยังเลอะเลือน ดูสิ เข้ามาเป็นแขกบ้านคนอื่น กลับยกแจกันดอกไม้ของเจ้าของบ้าน? คิดจะหยิบก็หยิบของชิ้นเล็กๆ ใส่เข้าไปในแขนเสื้อสิ ยกของใหญ่ขนาดนั้น จะซ่อนไว้ที่ไหนได้?  

            ชวีหนานอีรู้สึกว่าลวี่เยาเหมือนเด็กน้อยที่ไม่สามารถสั่งสอน แต่เขาลืมไปว่าตนเองก็มิได้เป็นอาจารย์ของลวี่เยา ไม่เคยสั่งสอนอะไรแก่นาง อีกทั้งยังละเลยสถานะใต้เท้าแห่งเขตลิ้วเหอของตนโดยสิ้นเชิง ห้ามเก็บของตกหายรายทาง กลางคืนห้ามปิดประตู นี่กระมังจึงสมควรเป็นเป้าหมายของการต่อสู้ชีวิต?   

            เมื่อเผชิญหน้าไป๋จื่อชี คนอย่างชวีหนานอีนี้ก็ร้ายพอตัว ทั้ง ๆ ที่ดูจากเสื้อผ้าเขาก็จำได้ทันที กลับยังเสแสร้งแสดงว่าไม่รู้จัก ถามด้วยความสงสัย “ท่านนี้คือ?”  

            ไป๋จื่อชีไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับชวีหนานอีแล้ว

            ทันใดนั้นซูเหลาเหย่จึงกล่าวแนะนำ “เรียนใต้เท้า นี่คือเถ้าแก่ไป๋ ไป๋จื่อชี เขาเพิ่งจะมาเยี่ยมเยือน พร้อมกับใต้เท้าที่เข้าประตูมาเพียงแค่เท้าหน้าเท้าหลังเท่านั้น” 

            ชวีหนานอีพลันทำท่านึกขึ้นได้ ส่ายศีรษะหัวเราะกล่าว “อา ดูข้าคนนี้สิ มีตาหามีแววไม่” หันไปกล่าว “เพียงแต่ ไป๋เม่าฉายเกิดเรื่องอันใดหรือจึงต้องสวมหน้ากาก? ความส่องประกายสดใสนี้ ไฉนไม่กล้าพบเจอผู้คน? สาเหตุเป็นเพราะเมื่อคืน...”  

             ไป๋จื่อชีพบว่าชวีหนานอีช่างปากคอเราะราย ไม่แพ้คุณนายขี้จับผิด ภายใต้หน้ากากที่สวม เขากล่าวขัดจังหวะคำพูดของชวีหนานอีอย่างนิ่งสงบ “ใต้เท้าช่างขี้หลงขี้ลืม ใบหน้าของจื่อชีมีบาดแผล กลัวว่าจะทำให้ท่านใต้เท้าตระหนกตกใจ จึงต้องปิดบัง” 

            ชวีหนานอีมองไป๋จื่อชีคล้ายจะหัวเราะแต่ก็ไม่ กล่าวในใจ ‘ความสามารถกำจัดคนด้วยคำดูถูกนี้เทียบได้กับข้าทีเดียว เพียงแต่ ยังคงด้อยกว่าขั้นหนึ่ง’ 

            ไป๋จื่อชีเมื่อเห็นชวีหนานอีไม่สนทนาต่อ จึงกล่าว “ในเมื่อใต้เท้าขี้หลงขี้ลืมเช่นนี้ จื่อชีคงถือได้ว่าเอาเปรียบแล้ว” 

            ชวีหนานอีฟังเข้าใจทันที นี่คือคิดจะไม่ให้เงินเขา! เรื่องนี้ ไม่ได้เด็ดขาด! เขารีบตรงไปหาไป๋จื่อชี ตบไหล่ กล่าวอย่างสนิทสนม “ต่อให้ข้าขี้หลงขี้ลืมมากสักเพียงใด คนที่ติดเงินข้า ล้วนเป็นตะปูตอกบนไม้กระดานกลางใจข้า หนึ่งคือหนึ่ง สองคือสอง ชัดเจนแจ่มแจ้ง ไป๋เม่าฉาย อย่าได้ใช้ตนเองมาทดสอบ”

            ไป๋จื่อชีกล่าวตอบอย่างไม่จริงใจ “มิกล้า” 

            ชวีหนานอีกล่าวหยอกล้ออีกครั้ง “เสียงของไป๋เม่าฉายแหบเล็กน้อย เป็นเพราะเมื่อคืนทุ่มเทร้องเพลงเกินไปกระมัง? คิดถึงไป๋เม่าฉายที่ยืนบนหลังคา ริมฝีปากเงาวาว ผ้าโปร่งบางปกคลุมร่าง ท่าทางสง่างามไม่มีใครเทียบ ข้าก็อดรู้สึกจั๊กจี้หัวใจไม่ได้ รอไม่ไหวที่จะ...ร่วมร้องกับเจ้าสักเพลงหนึ่ง”   

            ลวี่เยายกมุมปาก กล่าวในใจ ‘มีเจ้าร้องจนถึงตอนที่คอแหบแห้ง’

            ฮัวชิงหร่านมองไปทางไป๋จื่อชี กล่าวในใจ ‘ไป๋จื่อชีผู้นี้ ทำผิดต่อนักพรตหญิงผู้นั้นอย่างไร ถึงได้ถูกสั่งสอนอย่างน่ารันทดเวทนาเช่นนี้?’ 

            ไป๋จื่อชีหลุบตา ไม่ต้องการเปิดเผยความเหี้ยมโหดร้ายกาจในดวงตาของตนให้ทุกคนเห็น เขากล่าว “จื่อชี้ไร้ความสามารถ เทียบมิได้กับใต้เท้าชวีที่ร้องเพลงลึกซึ้งกินใจผู้คน หากสิ่งชั่วร้ายนั่นมาอีกครา จื่อชีจะต้องเชิญให้ไปเล่นเป็นเพื่อนใต้เท้าอย่างแน่นอน” 

            ชวีหนานอีส่ายศีรษะกล่าว “ช่างเถิด ในเมื่อสิ่งนั้นชอบไป๋เม่าฉาย ข้าก็ไม่อยากช่วงชิงความรักความเอ็นดูนี้” 

            ลวี่เยาใช้หางตาเหลือบมองชวีหนานอีแวบหนึ่ง กล่าวในใจ ‘ช่างอยากรักเอ็นดูเจ้าเพียงคนเดียวหนา’ 



    เสน่หาชั่วกัลป์ เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้า ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebook แล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***