พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยการต่อสู้ บัดนี้เหลือเพียงเศษเกราะ ดาบหัก และรอยเท้าที่ลึกในดินโคลน เสียงอาวุธและคำรามของพลังเวทเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงลมหายใจของผู้รอด เสียงลมพัดผ่านสนามรบ และใบไม้ไหวเบาๆ เหมือนโลกหยุดพัก ม่านหมอกแห่งความมืดที่เคยปกคลุมค่อยๆ สลายไป แสงสีทองของดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ต้นไม้ที่เคยเหี่ยวเฉางอกใบเขียวอ่อนขึ้นใหม่ ดอกไม้แปลกตาค่อยๆ บานในดินที่เคยถูกเหยียบย่ำ กลับมีแสงสว่างเริ่มส่องแสงขึ้นอีกครั้ง
โดยมีเซเลีย ที่ยืนท่ามกลางหมอกสีขาวที่ปกลุมอย่างบางเบา โดยมีแสงอาทิตย์อ่อนๆแรกหลังาสะท้อนลงบนใบหน้าทีเปื้อนฝุ่น แต่สายตาของเธอยังคงแน่วแน่และเต็มไปด้วยความดีใจที่านี้ได้จบลง ส่วนเหล่าผู้พิทักษ์ทั้ง 5 คน ยังคงยืนเคียงข้างกัน แม้จะมีาเ็และอ่อนแรง แต่สีหน้าทุกคนก็เต็มไปด้วยความภูมิใจและศรัทธาในสิ่งที่ได้ปกป้อง เซนยังคงเงียบงันเขาเงยหน้า มองขึ้นฟ้า ซึ่งอาวุธคู่กายได้ปักลงพื้น
ณ ลานกว้างใต้ร่มเงาของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ส่องแสงอ่อน ๆ เหมือนดวงดาวกำลังร่ำลาท้องฟ้า ลำแสงทองสาดลงบนร่างของเซเรียที่ยืนอยู่หน้าวงเวทเรืองแสงเธอหันหน้ามาทางผู้พิทักษ์ทั้งห้า ลูคัส, ฟินน์ เอเธน เฟย์ และเรฟใบหน้าแต่ละคนเปื้อนรอยยิ้ม แต่แววตาเปล่งประกายความหวัง เซเรียแตะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์แ่เบาพร้อมหายเข้าไปในนั้นโดยมีสัตว์ต้นกำเนิดตามไปด้วย ทำให้เกิดสว่างนวลจากอณูแสงที่ลอยละล่องกลางอากาศ คล้ายละอองเกสรหรือเศษดาวจิ๋ว สีทองอ่อน สีเงิน และสีฟ้าขุ่น ซี่งมีการเคลื่อนไหวอย่างอิสระแผ่ขยายจากพื้นขึ้นไปยังบนท้องฟ้า วาดลวดลายเวียนเป็วงคล้ายอักขระเก่าแก่ที่ยังคงเต้นระริกอยู่ราวกับมีชีวิต
เซเลียลืมตาขึ้นพบเสาไม้ธรรมชาติผุดขึ้นตามแนวรากและแยกตัวคล้ายเสาหิน ล้อมรอบเป็วงโดยมีเซเลียเป็ศูนย์กลาง แท่นศักดิ์สิทธิ์ อยู่ตรงกลาง เป็แท่นไม้แกะสลักจากรากหลักของต้นไม้ มีรูปร่างคล้ายกลีบดอกไม้กางออก รับแสงไว้รอบตัว พื้นไม้เรียบสนิท มองเห็นลวดลายวงแหวนตามอายุต้นไม้ มีเงาร่างในแสงอาจขยับเล็กน้อยและมีสายตา เหมือนกำลังเฝ้ามองและรับรู้การมาเยือนของเธอ
“ลูกมาแล้วรึ” สิ้นเสียงปรากฏบุคคล สองคน คนแรกเป็ชายวัยกลางคน ผมยาวสีเทาเงินแซมดำ มัดรวบไว้หลวม ๆ ดวงตาสีฟ้าสว่างเหมือนท้องฟ้าหลังพายุ แววตาสงบเย็นแต่แฝงความรู้ลึกรูปร่างสูงใหญ่ ผึ่งผาย มีพลังแฝงที่แม้ยืนเฉย ๆ ก็ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามมีรอยอักขระจาง ๆ บนมือและแขน ชายวัยกลางคนเสื้อคลุมยาวสีหม่น ปักด้วยลวดลายอักขระเก่าแก่ด้วยด้ายเงินคอเสื้อสูงแบบนักเวท แขนกว้างปลายแขนมีแถบหนังหรือเหล็กแบนสวมรองเท้าหนังสูงถึงข้อเท้า และมีผ้าคาดเอวลวดลายโบราณ
สร้อยห้อยหินเรืองแสง คนที่สอง ผู้หญิงวัยกลางคน มีผมยาวสีดำสนิทแซมประกายเงิน มักปล่อยยาวและประดับด้วยเข็มกลัดเงินรูปจันทร์เสี้ยวดวงตาสีม่วงอมน้ำเงิน ที่มองดูเหมือนจะเห็น "สิ่งที่คนอื่นไม่เห็น"
ผิวขาวท่าทาง อ่อนโยน แต่เฉียบคม ชุดคลุมยาวสีเงินอมม่วงหรือขาวหม่น เนื้อผ้าบางเบาเหมือนละอองหมอกปักอักขระลงบนชายเสื้อด้วยด้ายทองคำ ผ้าคลุมศีรษะหรือผ้าคาดผมประดับด้วยคริสตัลเวทมนตร์
สวมเครื่องรางประจำเผ่าหรือดวงตาเวท
เงาสองร่างยืนอยู่ตรงขอบแสงจันทร์ ชายหญิงในชุดคลุมสีเงินปักลายจันทร์กับดวงตะวัน ยืนเคียงข้างกัน แสงสะท้อนเส้นผมของชายคนนั้นให้ดูขาวเหมือนหิมะ ส่วนแววตาของหญิงข้างกายเปล่งประกายม่วงสว่างทั้งสองยิ้มให้เซเลีย เซเลียไม่รู้ว่าขาของเธอขยับั้แ่เมื่อไหร่เธอเพียงรู้ว่าเธอกำลังวิ่ง วิ่งไปหาพวกเขาโดยไม่พูดอะไรเลย น้ำตาไหลพรากไม่หยุดเหมือนหัวใจะเิออกมาทั้งดวงหญิงวัยกลางคนของเธอเปิดแขนรับก่อนที่ร่างเล็กจะพุ่งเข้ากอดเต็มแรง
“ แม่…” เซเลียพึมพำเสียงสั่น และหันไปมองอีกคนหนึ่ง ไม่ต้องมีคำกล่าวอะไร เซเลียรู้ได้ทันทีว่านี่คือ “ พ่อ …”
พ่อของเธอวางมือลงบนไหล่เธอเบา ๆ ไม่พูดอะไรนอกจากจ้องตาเธอด้วยสายตาที่บอกทุกอย่าง
“เราเฝ้ารอวันแบบนี้มานาน…นานกว่าชั่วชีวิตหนึ่ง” แม่กระซิบพลางลูบหลังเธอ
“เ้าเติบโตอย่างกล้าหาญ…ลูกของข้า” พ่อเซเลียเอ่ย
เธอนั่งเงียบ ๆ ข้างพ่อแม่ในต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ บรรยากาศรอบตัวจะเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน เหมือนโลกทั้งใบช้าลงเพื่อให้ความทรงจำได้หายใจช้า ๆ สายลมจะพัดแ่ลง อุณหภูมิอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย และแสงแดดอ่อนโยนจนนุ่มละมุนราวกับห่มผ้าผืนบาง ในตันไม้ศักดิ์สิทธิ์กลับมีดอกไม้ป่าที่มีกลิ่นหอมของใบสมุนไพรแห้ง ลอยตามลมออกมา
“เอาล่ะไหนๆพวกเราก็ได้เจอกันแล้ว เราจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้า พร้อมตาได้แล้ว” แม่เซเลียพูดพรางเอามือลูบหัวอย่างเอ็นดู แต่คำพูดนั้นเหมือนจี้ใจดำของเธอ เธอไม่อยากจากเพื่อนๆของเธอที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ทั้งๆที่เป็การเดินทางที่แสนอันตรายแต่ก็แฝงไปด้วยมิตรภาพที่ดี โดยเฉพาะเธอไม่อยากจาก เรฟคนที่เธอรัก
เซเลียมองหน้าแม่ของเธอ แต่ดูเหมือนว่าทีทั้งสองคนจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ
“ลูกสาว เ้าไม่อยากจากเพื่อนๆของลูกใช่ไหม ” พ่อเธอพูดแววตาแฝงไปด้วยความอบอุ่น
“ไม่ใช่หรอกพ่อ ต้องเป็พ่อหนุ่มนั่นแน่ๆเลย” แม่ธอแหย่ ทำเอาหน้าเซเลียร้องผ่าวเลยทีเดียว
“เอ๊ะ! คนไหนแม่” พ่อเธอเหย่าแหย่ เซเลียยิ่งเขินอายก้มหน้ามองพื้น ทำเอาท่านทั้งสองคนหัวเราะพร้อมกัน
“เอาล่ะ ไม่แกล้งลูกสาวคนดีของพ่อแล้ว เรามาพูดจริงจังกันได้แล้ว” เปลี่ยนจากความขี้เล่นเป็ท่าทางที่เขร่งขรึมของพ่อ ทำให้เซเลียเงยหน้ามองพ่อเธออย่างตั้งใจฟัง โดยมีแม่ของเธอยืนข้างพ่อ
“เซเลียลูกรัก ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจากความซนของลูกเอง ลูกหลงเข้าไปในป่าต้นกำเนิดจนเข้าในลูปมิติโนวาเรีย ตอนนี้ทุกอย่างก็เป็ปกติแล้ว ลูกจำคำพูดที่ลูกพูดกับพี่ชายเ้าได้ไหม ”
‘ ฉันขออยู่ช่วยพวกเขาก่อน และฉันจะกลับบ้าน’ คำนี้ลอยตามอากาศมาอย่างแ่เบา
“อย่าลืมพวกเราเป็คนของอาเคเนีย รักษาคำพูดมากที่สุด ” แม่ของเซเลียกล่าว เซเลียเข้าใจดีกับคำนี้และเธอเองก็รู้ว่าสักวันหนึ่งต้องมาถึง น้ำตาเธอหยุดลงพื้น เธอร้องไห้อย่างเด็กน้อย แม่เข้ามากอดและปลอบใจเธอ
“แม่รู้ว่ามันยากกับการตัดใจ แต่เราก็ไม่ใช่คนที่นี่ อย่าลืมนะลูก ยังมีครอบครัวอยู่ มีพ่อ แม่ พี่ชายที่รักลูก ” เซเลียพยักหน้างึกๆ แต่ยังยังร้องไห้อยู่ดี
“กว่าพวกเราจะเจอลูก กว่าจะนำลูกกลับมาได้ กว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน มันไม่ง่ายเลยนะลูก ” เซเลียยังคงพยักหน้างึกๆ กับคำพูดของแม่
“ลูกรัก กลับบ้านเราเถอะ เรารอคอยลูกมานานแล้ว พี่ชายของลูกก็ออกตามหาลูก ตอนนี้มันจบหมดแล้ว กลับบ้านเรานะลูก” พ่อเธอพูดเพื่อให้เธอเข้าใจ เซเลียเงยหน้ามองพ่อกับแม่ พร้อมใช้มือปาดน้ำตาที่อาบแก้มของเธอ
“ได้จ๊ะ หนูจะกลับบ้าน” เธอพูดแม้หัวใจจะเ็ปก็ตาม เธอเองเฝ้าหาคำว่าครอบครัวมาตลอดชีวิต และตอนนี้เธอเองมีครอบครัวแล้ว เธอจะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไง เธอคงต้องเลือกระหว่างคนที่เธอรักและครอบครัวที่เธอฝันหา และตอนนี้เธอเลือกแล้ว ครอบครัวคือสิ่งที่เธอเลือก
‘ลาก่อน เรฟคนรักของฉัน’ เมื่อเธอพูดจบ พ่อกับแม่เข้ามาโอบกอดเธออย่างอบอุ่น เธอเองก็ััได้
“เราจะรอลูกที่บ้านนะ กลับมาพร้อมพี่ชายลูกนะ” สิ้นเสียง เกิดแสงสว่างจ้าแต่รู้สึกอบอุ่น จนเธอต้องหลับตา
“ว่าไงน้องสาวตัวดี เจอพ่อกับแม่แล้วสิ” เซนพี่ชายเธอเข้ามาตบบ่าเบาๆ เซเลียลืมตาขึ้นตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้ป่ากลิ่นหอมเหมือนลูกอม ปริ้มไสวตามลมพัดเอ่ยๆ เธอมองหน้าพี่ชายแล้วร้องไห้ ทำให้เซนใรีบกอดน้องสาวทันที
“เกิดอะไรขึ้น พ่อกับแม่ว่าอะไร ตาเฒ่าด่าน้องรึ” เซเลียสั่นหัวเป็คำตอบ
“แล้วร้องทำไม โอ้ย! พี่ปลอบไม่เป็นะ” เซเลียทั้งร้องทั้งขำพี่ชาย เป็ถึงพี่ชายกับปลอบใจน้องไม่เป็
เสียงร้องไห้ทำเอาผู้พิทักษ์ทั้ห้าวิ่งมาดูเซเลีย โดยเฉพาะเรฟที่มีท่าทีจะเข้ามาปลอบแต่ลูคัสดึงเสื้อไว้ก่อน
“พี่ชายนางก็อยู่ เ้าอย่าเข้าไปยุ่งเลย” เรฟได้แต่กัดฟันและมองดูต่อไป
“ฉันไม่เป็ไร” เซเลียตอบพร้อมเช็ดน้ำตา เซนยื่นผ้าผืนเล็กๆให้
“เอานี่ไปเช็ด มือสกปรก แล้วไปล้างหน้าล้างตาซะ อารมณ์ดีค่อยมาคุยกัน” พูดเสร็จก็เดินไปพร้อมสงสัญญาณให้เรฟเข้าไปหาเซเลีย
เสียงน้ำไหลเอื่อยของลำธารเบื้องหน้า ดังกล่อมโลกให้เงียบลง เซเลียถอดรองเท้า แล้วจุ่มเท้าลงในน้ำเย็นใสที่สะท้อนเงาของต้นไม้และท้องฟ้ายามเย็น สีส้มอ่อนของแสงอาทิตย์ลอดผ่านเรือนใบไม้ลงมาแตะผิวแก้มเธอเบา ๆ เซเลียกำลังควักน้ำจากลำธารเพื่อล้างหน้า ไม่ทันระวังลืนล้มก้มจ้ำเบ้าลงในน้ำ
“ 555 ” เสียงหัวเราะนั้น…ทำให้เซเลียมองหาเ้าของเสียง
เรฟยืนพิงต้นไม้ แต่ภาพตรงหน้าทำให้เขาหัวเราะจนตัวงอ ไม่หลงเหลือภาพชายผู้เงียบขรึม
"จะหัวเราะฉันอีกนานไหม?" เธอถามยิ้ม ๆ แต่หางเสียงสั่นนิด ๆเพราะความเย็นของน้ำ
“ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจแต่…5555” เรฟยังคงขำเซเลีย เซเลียพยายามยืนขึ้นอย่างทุลักทุเลจนเสียหลักจะล้มอีกครั้งแต่ยังไม่ทันล้ม ตัวไปอยู่ในอ้อมกอดของเรฟ สายตาทั้งสองประสานกันอย่างไม่ได้นัดหมาย เรฟก้มหน้าลงมาที่เซเลีย เป้าหมายคือปากสีชมพูเรื่อของเธอ เซเลียหลับตาลง เพื่อรองรับปากหนาๆที่นุ่มนั้น
“ พวกเ้าจะทำอะไรกัน นั้นมันน้องสาวข้านะ” เสียงเซนทำเอาสองคนผละออกจากกัน อย่างอายๆ
“แล้วไง นั้นก็พี่ชายข้าเหมือนกัน ” เฟย์ตบไหล่เรฟ
“นั้นก็เพื่อนรักพวกเราเหมือนกัน” ผู้พิทักษ์ทั้ง สามคน เอ่ยพร้อมกัน
“นี่ พวกนาย พี่เซน มาทำอะไรตรงนี้” เซเลียเอ่ยกลบเกลื่อนความอาย ส่วนเรฟเอาตัวยืนบังเซเลียที่กำลังเปียกชุ่ม อยู่ดีๆ เซเลียกวักน้ำสาดใส่พี่ชายของตน
“เฮ้ย! ทำไรเนี้ย” เรฟไม่ยอมตอบโต้กลับ กลายเป็าน้ำขนาดย่อมๆเล่นกันทั้งหมด อย่างสนุกสนาน เป็เสียงหัวเราะที่ไม่ต้องแปล ไม่ต้องตีความ แค่ได้ยินก็รับรู้ได้ว่า…ทุกคนกำลังมีความสุขอยู่จริง ๆ
…………………………………………………………………………………………………………………….
ค่ำคืนในป่าต้นกำเนิดไม่เคยมืดสนิท แม้ดวงจันทร์จะถูกเมฆหนาปกคลุม แต่หมู่ไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้ากลับเรืองแสงอ่อน ๆ จากตะไคร่เวทสีฟ้าเงินที่เกาะตามเปลือกไม้ และรากที่แผ่ทอดอยู่ตามพื้นเสียงกลางคืนเป็ความเงียบแบบมีชีวิต เสียงแมลงปีกใสที่บินผ่านแสงเรือง เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ คล้ายกระซิบของผืนป่าที่พูดภาษาโบราณไม่มีผู้ใดเข้าใจ อากาศเย็นแต่ไม่เหน็บหนาว กลิ่นดินเปียก กลิ่นไม้สด และกลิ่นดอกไม้แปลกตาที่บานเฉพาะเวลากลางคืน ลอยปะปนกันในอากาศ ราวกับธรรมชาติกำลังเต้นรำอย่างเงียบงัน ละอองแสงจากผีเสื้อเวทมนตร์ ลอยผ่านกลางอากาศ เหมือนเศษความฝัน และที่กลางป่า มีลำธารใสไหลเอื่อย ราวกับกระจกที่สะท้อนดวงดาวในเวอร์ชันที่ชัดกว่าบนฟ้าแต่กลับปลอดภัยอย่างประหลาด เหมือนทุกสิ่งในป่าเฝ้าดูอยู่ และพร้อมโอบอุ้มสิ่งที่บริสุทธิ์ไว้ใต้เงาไม้ของมัน
“เ้าจะกลับบ้านพร้อมพี่เ้าใช่ไหม” เรฟถามขณะที่เซเลียกำลังมองดูท้องฟ้าที่มีดาวเป็เส้น อย่างไม่เคยเห็นมันมาก่อน
“ใช่ ฉันต้องกลับบ้าน ” เธอพูดโดยไม่หันไปมองผู้ถาม และไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้า ชายผู้เป็ที่รัก
“เ้าจะกลับมาหาข้าไหม” คำพูดนี้เซเลียไม่สมารถให้คำตอบเรฟได้ เพราะเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะกลับมาหาได้ไหม
“ทำไมเ้าไม่ตอบข้า” เรฟเดินเข้ามาหาเซเลีย เซเลียหันหลังกลับไปหา พร้อมกอดตัวเรฟปากเธอประกบลงบนปากของเรฟ โดยไม่มีคำใดเอ่ยอีก
“เ้าจะพานางกลับไปจริงหรือ” เฟย์ถามเซน เซนมองภาพตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์
“เ้ายังไม่ตอบข้าเลย”
“เ้าไม่อยากให้ข้าจากเ้าไปงั้นรึ” เซนถามโดยไม่ทิ้งท่าทางยียวนใส่เฟย์
“เ้านี้มัน” ยังไม่ทันพูดจบ ริมฝีปากของเซนััปากเฟย์ราวกับละอองแสงแรกของเช้า อ่อนโยน ลึกซึ้ง และไม่เร่งเร้า แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่ัักัน...ทุกอย่างก็หยุดนิ่ง หัวใจของเฟย์เต้นรัวจนแทบหลุดออกจากอกเธอเผลอยกมือขึ้นแตะแผงอกเขาเบา ๆ และหลับตาลงอีกครั้ง ในความเงียบที่โอบล้อม มีเพียงหนึ่งสิ่งที่พูดได้ดังที่สุด
“เ้านี่ ชอบเอาเปรียบข้า”
“แต่เ้าก็ไม่เคยปฏิเสธ หรือขัดขืนข้านี่”
“เ้า !” เฟย์ง้างมือหมายจะฟาดลงที่หน้าเซนแต่เซนจับมือนั้นได้ทันและรวบตัวเฟย์เข้ามาในอ้อมกอด
“ไม่ทะเลาะกันแล้วนะ ข้าชอบเ้านะ ” ไม่พูดเปล่ายังแอบหอมแก้มเฟย์
“ถึงข้าจะกลับไปแล้ว ข้าก็จะกลับมาหาเ้า ถึงเ้าจะไปอาณาจักรข้าไม่ได้ แต่ข้าก็มาหาเ้าได้นี่ ” เซนยังแอบหอมแก้มอีกข้างของเฟย์
“เ้าพูดจริงหรือ เ้าจะกลับมาหาข้าจริงหรือ” เฟย์เผลอยิ้ม เซนหันตัวเฟย์มาเผชิญหน้า คราวนี้สายตาสบตาทำให้ ดวงตาของเซนในความตั้งใจจริง
“จริง ข้าให้สัญญา เพราะในโลกของข้า สัจจะวาจาเหนือสิ่งอื่นใด ข้าจะกลับมาหาเ้า” เซนพร้อมร่ายเวทลงบนสร้อยคอรูปดาวที่เฟย์สวม
“นี่คือสัญญาของข้า ถ้าเ้าคิดถึงข้า พูดกับดาวดวงนี้แล้วข้าจะมาหาเ้า” เฟย์จับที่จี้ดวงดาวตอนนี้เปล่งประกายสีเงินสดใส พร้อมยิ้ม
“แล้วเ้าบอกนางหรือเปล่าว่ามาหาพี่ชายข้าได้” เฟย์มองดูเซเลียอยู่ในอ้อมกอดเรฟที่กำลังนั่งมองท้องฟ้าด้วยกัน แต่บรรยากาศเศร้าหมอง ไม่เหมือนบรรยากาศของเธอกับเซนที่มีแต่ความอบอุ่น
“ข้าไม่บอกหรอก ปล่อยให้สองคนนั้นแบบนั้นแหละดีแล้ว ใครให้มาแย่งน้องสาวข้าไปล่ะ กว่าข้าจะเจอน้อง ยังมาแอบอ้างว่าเป็ข้าที่ไปหาโลกนั้น ชิ !”
“เ้านี่ มัน…” เฟย์ส่ายหัวก่อนจะเดินหนีไปทำเอาเซนเดินตาม
“พรุ่งนี้เ้าจะไปแล้วใช่ไหม” เรฟกอดฉันแน่นกว่าเดิม
“อืม…ขอโทษนะที่เป็แบบนี้” ฉันมุดอยู่ที่อกของเรฟ ฉันไม่อยากไปจากเรฟเลย
“เ้าไม่ต้องขอโทษ เ้าไม่ได้ผิด ข้าก็อยากให้เ้ามีความสุข กับครอบครัวที่เ้า้า ข้าจะไม่ลืมเ้า” เรฟจูบที่หน้าผากฉัน ฉันไม่อยากให้เช้าเลยจริงๆ แต่ความจริงมันก็คือความจริง ฉันทำอะไรไม่ได้ แล้วน้ำตาจะเริ่มไหลออกมาอีก
“เ้าไม่ต้องร้องแล้ว น้ำตาเ้าทำให้ข้าเ็ป” เรฟชัดน้ำตาให้ฉัน แต่มันทนไม่ได้
“มันหยุดไม่ได้ ฉันไม่อยากจากนายไปนี่ ฉันอยากอยู่ครอบครัว และมีนายอยู่ด้วย ฉันผิดมากหรือไง ”
“เ้าไม่ผิด แต่เ้าเลือกไม่ได้ ข้าอยากให้เ้ามาความสุข ” เรฟพูดจบ ก็ยื่นสร้อยที่มีจี้พระจันทร์มาให้ ปกติสร้อยนี้จะอยู่ที่คอของเรฟตลอด
“เ้าเอาไปครึ่ง ข้าเก็บไว้ครึ่ง เวลาเ้าคิดถึงข้าก็ดูนี่” มันเป็สร้อยที่มีเื่ราวระหว่างฉันกับเรฟไว้ เหมือนกับภาพสามดีที่เสมือนจริงมาก ฉันถือมามองดู พร้อมกับมองหน้าเรฟ
“ขอบคุณนะ ฉันรักนายนะเรฟ” เรฟจูบหน้าผากฉันอีกครั้งแล้วกอดฉันแน่นกว่าเดิม
“ข้าก็รักเ้า เซเลีย” เราสองคนนั่งมองดูท้องฟ้าไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ เวลาที่ลาจากก็มาถึง
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
“เ้าสองคนไม่นอนกันเลยหรือไง นั่งถึงเช้า” ฟินน์ถามทั้งที่ยังหาว
“เ้านี่ ไม่รู้สึก รู้สาอะไรเลย” ลูคัสเดินมาสมทบ
“เื่อะไร ” ฟินน์มองหน้าเอเธนที่กำลังเดินมาสมทบ
“เซเลีย กับเซนจะกลับบ้านแล้ว” เอเธนเฉลยคำตอบให้ฟินน์
“อะไรนะ จะกลับแล้ว ”
“ใช่ ข้ากับน้องสาวจะกลับแล้ว” สายตาเซนมองหน้าเฟย์ แล้วยิ้มให้อย่างเ้าเลย์
“ มองหน้าข้าทำไม” เฟย์เอียงอายสายตาของเซน
“เดี๋ยวนี้ เฟย์เ้าดูเป็ผู้หญิงขึ้นนะ ข้าว่า” ฟินน์หยอก
“แล้วทุกวันนี้ข้าไม่ใช่ผู้หญิงหรือไง ” พูดจบเฟย์ไล่ตีฟินน์ ทั้งสองคนวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนาน
“ฉันต้องไปแล้ว ” เซเลียเอ่ย เรฟจับมือเธอแน่น เซเลียเองจับมือเรฟแน่นเช่นกัน
“นี่ เ้าสองคนข้าเห็นแล้ว เอือมระอาจริงๆ แค่กลับบ้าน จะมาอาลัยอาวรณ์เหมือนจากไปแล้วไม่เจอกันอีก อย่างงั้นแหละ” เซนเอ่ย
“ก็ฉันจะกลับบ้าน แล้วไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ เดี๋ยวนะ ที่พี่พูดหมายถึง แค่กลับบ้าน แล้วสามารถมาเจอกันอีกได้เธอก็ไม่เหรอ” เซเลียหันไปมองหน้าพี่ชาย สิ่งที่ได้มาคือพี่ชายเธอยิ้มให้อย่างเ้าเลห์
“พี่……เซน!” เซเลียวิ่งไล่พี่ชายตัวดีของเธอ ตอนนี้เหมือนยกูเาออกจากอกเธอ และเรฟ สุดท้ายเธอก็ไม่ต้องเลือกแล้ว เรฟยิ้มให้กับภาพตรงหน้า
“เอาล่ะ พวกข้าต้องไปจริงๆสักที ” เซนเอ่ย โดยมีเซเลียอยู่ด้านข้าง ด้านหน้าเป็ผู้พิทักษ์ทั้งห้า
“แล้วกลับยังไง” เซเลียกระซิบพี่ชาย
“เ้าก็เรียกสัตว์ต้นกำเนิดมาสิ” เซนกระซิบตอบน้องสาว
เซเรียยืนอยู่กลางลานหญ้าที่เขียวขจี พร้อมหลับตาสักครู่แล้วลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเป็ประกายเมื่อเห็นสัตว์ต้นกำเนิดนี้บินมาใกล้ ทันทีที่มันเข้ามาใกล้ เธอก็ยิ้มกว้างและยื่นมือออกไปให้มันัั โดยไม่ต้องพูดอะไร สัตว์ต้นกำเนิดโบกปีกเบาๆ และลอยเข้ามาหาเธออย่างระมัดระวัง มันเอียงหัวเล็กน้อย ราวกับกำลังสำรวจเธอด้วยสายตาอ่อนโยน จากนั้นมันก็เริ่มทำการเคลื่อนไหวเหมือนกับการเต้นรำเบาๆ ท่าทางของมันทำให้ดูเหมือนมันกำลังเล่นซนอย่างไร้กังวล มันะโไปมา ทำท่าทางเหมือนจะลอยตัวเหนือพื้นดิน ก่อนที่จะหมุนตัวกลับมาและยื่นปลายปีกออกมาเหมือนจะเชื้อเชิญให้เซเรียเล่นไปกับมัน
เซเรียหัวเราะเบาๆ และยกมือขึ้นเกาะปลายปีกของมันเบาๆ ร่างของสัตว์ต้นกำเนิดสั่นะเืเล็กน้อยราวกับมันกำลังหัวเราะด้วยเช่นกัน มันเริ่มวิ่งวนรอบตัวเธออย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ กลับกันเถอะ” เซนบอกน้องสาว
“อืม…” ตอบกลับพี่ชายแล้วสายตามองไปที่เรฟ เซนก็เช่นกันที่มองเฟย์พร้อมกับชี้ที่จี้รูปดาวที่คอของเฟย์ เซเลียจับที่จี้รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนคอของเธอที่ตอนนี้เปล่งประกายระยิบระยับ เช่นเดียวกับรู้พระจันทร์อีกครึ่งเสี้ยวบนคอเรฟ
ทั้งสองพี่น้องขึ้นหลังสัตว์ต้นกำเนิด และโบกมืออำลาเหล่าผู้พิทักษ์
‘ แล้วเจอกันนะ เรฟ ฉันรักนาย ’ เซเลียจับพระจันทร์เสี้ยวบนคอของเธอ
‘ข้าก็รักเ้า เซเลีย ข้าจะรอเ้า’ เสียงรอยมาตามลมถึงแม้ไม่เห็นเ้าของเสียงก็รู้ว่าเสียงที่คุ้นเคยนั้นเป็ของใคร เมื่อได้ยินมักรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอ
สัตว์ต้นกำเนิดบินผ่านหมู่บ้านตามเส้นทางที่เธอเคยผ่าน เหล่าเงามืดนั้นพ่ายแพ้ด้วยพลังแห่งแสงบริสุทธิ์ที่ถูกปลุกขึ้นจากหัวใจของเธอและผู้พิทักษ์ ไม่ใช่แค่เวทมนตร์ แต่เป็ความรัก ความกล้าหาญ และศรัทธาที่รวมกันเป็พลังเกินคำอธิบาย โดยโลกทั้งใบค่อย ๆ ฟื้นตัว หมู่บ้านแห่งแสงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ผลิดอกใหม่ ลำธารใสในป่าต้นกำเนิดเริ่มไหลเอื่อยอีกครั้ง และผู้คนเริ่มยิ้มได้เซเลียหลับตา ลมหายใจสุดท้ายที่เธอสูดเข้า ไม่ใช่เพียงเพื่ออากาศ แต่เพื่อยืนยันกับหัวใจตัวเอง
เธอมองไปข้างหน้า…..ที่รูปร่างคล้ายสะพานโค้งแคบที่ทอดยาวกลางอากาศ โดยไม่มีเสา ไม่มีฐาน ไม่มีจุดเริ่มหรือจุดสิ้นสุดที่แน่นอน พื้นสะพานประกอบด้วยแผ่นหินโปร่งแสงสีเงินอมฟ้า คล้ายผลึกจันทร์ สองข้างไม่มีราว ไม่มีสิ่งป้องกัน มีเพียงม่านแสงบางเบาที่ไหวพริ้ว เหมือนละอองหมอก เหนือสะพานคือท้องฟ้าสีเทาเงินที่ดูเหมือนกำลังหมุนช้า ๆ เมื่อเข้าไปเกิดแสงสว่างจ้าจนต้องหลับตาและภายใต้แสงนั้นกับอบอุ่น อย่างน่าประหลาด
“บางครั้งการเดินทางไม่ได้พาเรากลับบ้าน...แต่พาเรา ‘ไปพบ’ มิตรภาพที่แท้จริงต่างหาก แล้วเจอกันใหม่