ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 79 เล่นละคร

            คนในห้องโถงทยอยกันแยกย้ายเดินกลับออกไปหมดแล้วพวกของหลินหยางยังคงนั่งรออะไรบางอย่างอยู่ในห้องรับรองขั้นตอนต่อไปก็คือช่วงของการจัดการบัญชีแล้วล่ะ

            ช่วงพักคั่นเวลาก่อนหน้านี้ลู่ชิงเฟิงได้มาหาพวกเขาก่อนแล้วรอบหนึ่ง หลินหยางได้มอบเอกสารที่เขาเตรียมเอาไว้ให้อีกฝ่ายไปในตอนนั้นซึ่งอีกฝ่ายเมื่อได้เห็นเอกสานก็ยืนอึ้งตาค้างอยู่กับที่ตรงนั้นเลยเหมือนกัน

            ซึ่งการที่อีกฝ่ายยอมเปิดบัญชีวงเงินไม่จำกัดให้เขานั้นก็ล้วนอยู่ในการคาดการณ์ของหลินหยางอยู่แล้วนอกจากนี้หลินหยางยังได้ของครบทุกอย่างตามที่ตั้งเป้าไว้ด้วยโดยเขาประมูลได้มาทั้งวัตถุดิบระดับสี่ทั้งห้าชนิด ได้ค้อนสะเทือนขุนเขามาและสุดท้ายคือสร้อยไข่มุกมหาสมุทรมาด้วยอีกเส้นหนึ่ง

            ของพวกนี้เมื่อนำมาคิดมูลค่ารวมกันแล้วหลิหยางต้องเสียเงินทั้งหมดสี่หมื่นห้าพันล้านชั่งเงินขาวต่อให้หักกับต้นผลึกไฟหลีหั่วของเขาที่ถูกซ่างกวันอวิ๋นประมูลไปกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันล้านชั่งแล้วเขาก็ยังเหลือหนี้ทีต้องจ่ายมากกว่า สองหมื่นเจ็ดพันล้าน

            นอกจากนี้ยังมีพวกวัตถุดิบที่หลินหยางได้สั่งจองเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ด้วยอีกห้าหมื่นล้านชั่งเท่ากับว่าหลินหยางตอนนี้มีหนี้ที่ต้องจ่ายอยู่ทั้งหมดเจ็ดหมื่นเจ็ดพันล้านชั่งเลยทีเดียว

            ซึ่งหนี้ทั้งหมดล้วนถูกจดเอาไว้ภายใต้ชื่อของสมาคมการค้าตระกูลจ้าวถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็ เจ้าอ้วนจ้าวคงคิดจะกระโดดตึกฆ่าตัวตายไปแล้ว

            แต่ตอนนี้ เจ้าอ้วนจ้าวไม่ได้สนใจอะไรเลยแถมมันยังสวาปามผลไม้บนโต๊ะที่ถูกยกเข้ามาวางให้อย่างต่อเนื่องอยู่กับหั่วเอ๋อร์โดยไม่มีท่าทางกังวลใจเลยแม้แต่น้อย

            ต่อให้ฟ้าจะถล่มลงมาเขาก็ไม่กลัวแล้ว ขอแค่มีเอกสารพวกนั้นอยู่ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว

            คนที่มาเข้าร่วมงานคงไม่มีใครรู้เลยว่าการซื้อขายครั้งใหญ่ที่มีมูลค่าสูงยิ่งกว่างานประมูลเมื่อครู่ทั้งหมดรวมกันนั้นกำลังจะเกิดขึ้นในห้องรับรองระดับแผ่นดินหมายเลขสิบหกนี้แล้ว

            ก๊อกก๊อกก๊อก

            ทันใดนั้นก็มีเสียงประตูดังขึ้น จากนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก

            มีเงาร่างสี่สายเดินเข้ามาในห้องจากด้านนอก

            เจ้าอ้วนจ้าวที่เพิ่งกัดลูกท้อโลหิตไปครึ่งคำนั้นพอเห็นทั้งสี่คนที่เพิ่งเดินเข้ามาแล้ว ก็ยังต้องรู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย

            เถ้าแก่ระดับสามดาวของหอฟ้าสมุทร ลู่ชิงเฟิงระดับสี่ดาวอีกสองคน กวันสีและจ้าวกงอวิ๋น ล้วนเข้ามาในห้องนี้กันหมด

            และที่น่าตกใจที่สุดคือสตรีรูปงามผู้หนึ่งที่เดินตามเข้ามาเป็นคนสุดท้ายซึ่งนางตอนนี้ได้กลับมาสวมใส่เสื้อที่ดูหรูหราตัวเดิมของนางแล้ว... หยูยี่นั่นเอง

            หยูยี่ตอนนี้ไม่เหลือท่าทางอันเย้ายวนนั่นเลยแม้แต่น้อย ตัวนางตอนนี้ดูสง่าและสูงศักดิ์อย่างมากเจ้าอ้วนจ้าวนั่นยืนจ้องจนเอ๋อไปแล้ว

            แต่สายตาของหยูยี่นั้นไม่ได้ชายตามองเจ้าอ้วนนี่เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวพอนางเข้ามาด้านในห้องแล้ว ก็เดินตรงเข้าไปหาหลินหยางที่กำลังนั่งเอื่อยๆ อยู่อีกด้านหนึ่งแทน

            “คุณชายหลิน ข้าน้อยจีหยูยี่ เป็นเถ้าแก่ระดับห้าดาวของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้ายินดีที่ได้พบค่ะ”

            ค่อกค่อก...

            เจ้าอ้วนจ้าวพอได้ยินคำว่าเถ้าแก่ระดับห้าดาวเข้าไปก็สะดุ้งทันทีเกือบจะสำลักลูกท้อที่อยู่ในคอจนต้องไอค่อกแค่กออกมา

            โอ้วเทพเจ้า

            ตัวตนของพวกเถ้าแก่ระดับห้าดาวนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับเทพเซียนเลยแม้แต่น้อยแต่ละคนล้วนเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นตัวจริงแบบนี้

            แถมยังเป็นพี่สาวที่สวยงามจนยากจะอธิบายความงามของนางได้แบบนี้!

            หลินหยางนั้นอายุน้อยกว่าจ้าวเหวินชางอยู่ไม่น้อยแต่การตอบสนองของทั้งคู่นั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

            หลินหยางตอนนี้ไม่คิดที่จะแกล้งเป็นที่ปรึกษาอะไรนั่นอีกต่อไปแล้วอย่างไรคนที่อยู่ในห้องนี้ก็มีแต่พวกมากประสบการณ์ไม่ว่าใครต่างก็ดูออกว่าใครกันแน่ที่ใหญ่ที่สุดในห้องนี้

            เขามองไปที่คนทั้งสี่ของหอฟ้าสมุทรแบบเงียบๆโดยที่ลมหายใจของเขาก็ยังคงสงบนิ่งไม่มีท่าทีตื่นเต้นแม้แต่น้อย “แม่นางหยูยี่ฐานะสูงศักดิ์ยิ่งนักแต่กลับมาทำหน้าที่เป็นพิธีกรด้วยตัวเองแบบนี้ความขยันเอาใจใส่ของท่านช่างน่านับถือยิ่ง”

            “คิคิคิ” หยูยี่ยิ้มหวานอ่อนๆออกมา ดูงดงามประดุจกลีบดอกไม้ “ข้าน้อยก็แค่บังเอิญผ่านมาที่เมืองฮุยยื่อนี้ก็เลยลงมือช่วยนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเองค่ะ แต่คุณชายหลินต่างหากที่อยู่ดีๆ ก็มาเยือนหอฟ้าสมุทรของเราราวกับพญามังกรท่ามกลางฝูงคนทำเอาเรารับมือกันแทบไม่ทันเลย ทางเราอาจจะให้การต้อนรับท่านขาดตกบกพร่องไปบ้าง อย่างไรข้าน้อยก็โปรดคุณชายหลินให้อภัยพวกเราด้วยนะคะ”

            “เข้าเรื่องเลยเถอะ” หลินหยางตอบกลับเสียงราบเรียบดึงเข้าประเด็นหลักทันทีโดยไม่สนใจการหว่านเสน่ห์ยั่วยวนออดอ้อนของหยูยี่เลย

            เห็นได้ชัดว่าหยูยี่เองก็แอบตกใจอยู่บ้างเล็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหยางแล้ว นางรู้สึกราวกับตัวเองไร้ซึ่งพลังอย่างไรอย่างนั้น

            ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้นแต่บรรยากาศรอบตัวเขากับหนักแน่นดุจภูผา ทำเอาพญาจิ้งจอกอย่างนางถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว

            “ได้เลยค่ะ” หยูยี่โบกมือทีหนึ่งลู่ชิงเฟิงที่อยู่ข้างๆ ก็เอาเอกสารฉบับหนึ่งส่งมาให้นางระหว่างที่หยูยี่กำลังอ่านอยู่ก็พูดขึ้นมาด้วยว่า “การประมูลในวันนี้คุณชายหลินประมูลไปทั้งหมดเจ็ดชิ้นทั้งหมดล้วนเก็บรักษาเอาไว้ในถุงฟ้าดินแล้วเรียบร้อยและเมื่อรวมกับพวกวัตถุดิบที่ท่านสั่งจองเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วจำนวนเงินทั้งหมดที่ท่านยังติดค้างพวกเราพันธมิตรใต้หล้าอยู่คือเจ็ดหมื่นเจ็นพันล้านชั่งเงินขาว”

            หลินหยางรับฟังเงียบๆ โดยไม่ได้กล่าวอะไรโต้ตอบ

            หยูยี่ค้นพบว่าทักษะการสังเกตอารมณ์ความคิดของฝ่ายตรงข้ามที่นางถนัดนั้นมันใช้ไม่ได้ผลกับหลินหยางโดยสิ้นเชิงทำได้แค่พูดต่อไปว่า “หนี้ก้อนนี้ได้บันทึกลงไปในบัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ให้กับตระกูลจ้าวเมื่อครู่นี้แล้ว”

            จากนั้นนางกลับหันหน้าไปอีกทางกะทันหัน “ท่านประมุขจ้าว ท่านคิดจะใช้หนี้ก้อนนี้อย่างไรหรือ?”

            อ้าวเฮ้ย!!

            เจ้าอ้วนจ้าวพอถูกเรียกชื่อขึ้นมากะทันหันแบบนี้ก็ตกใจจนเผลออุทานออกมา

            จ่ายบ้าอะไรล่ะ!

            ถ้าข้าจ่ายเงินขนาดนั้นไหวละก็เจ้าจะกล้าเมินข้าแล้วไปคุยกับหนุ่มน้อยสุดหล่อนั่นแทนหรือ?

            จ้าวเหวินชางไม่ตอบอะไรกลับไป แต่หันไปมองที่หลินหยางแทน

            หลินหยางรู้ว่าที่คือเทคนิคการสร้างความกดดันของหยูยี่จึงตอบกลับไปตรงๆ เลยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ใช้เอกสารที่ข้าเพิ่งมอบให้ทางนั้นไปมาหักลบออกแทนก็แล้วกัน”

            ในที่สุดก็พูดถึงหัวข้อหลักแล้ว

            สรุปแล้วหลินหยางให้อะไรกับหอฟ้าสมุทรไปกันแน่ทำไมมันถึงสามารถทำให้เถ้าแก่ดาวม่วงยังต้องหวั่นไหวได้แถมยังได้รับบัญชีแบบไม่จำกัดวงเงินมาอีก

            ตกลงนั่นมันคือสมบัติสุดล้ำค่าระดับไหนกัน?

            หยูยี่แย้มยิ้มราบเรียบ นั่งหลังตรงสีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที

            นางนิ่งไปพักหนึ่งก่อน เหมือนกับกำลังเรียบเรียงข้อสรุปและเงื่อนไขต่างๆที่นางใช้เวลาคิดอยู่นานนั่นออกมา “คุณชายหลิน หยูยี่ขอเป็นตัวแทนพันธมิตรการค้าใต้หล้ายอมยกหนี้ทั้งหมดเจ็ดหมื่นเจ็ดพันล้านของตระกูลจ้าวให้ขณะเดียวกันทางเราจะจ่ายทองคำจำนวนหนึ่งพันล้านชั่งเพิ่มให้ท่านด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อแลกกับ‘พิมพ์เขียวงานช่าง’ทั้งสามฉบับของท่าน ไม่ทราบว่าท่านเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้หรือไม่?”

            แม่เจ้า!!

            จ้าวเหวินชางนั้นถึงกับเนื้อตัวสั่นหงึกไปทั่วร่าง

            ถึงเขาจะเคยเห็นพิมพ์เขียวนั่นมาแล้วก็ตามแต่ก็ไม่คิดว่าทางนั้นจะยอมเสนอราคาที่มหาศาลจนแทบจะไร้เหตุผลแบบนั้นออกมา

            ทองคำหนึ่งพันล้านชั่ง

            หรือก็คือเงินขาวหนึ่งแสนล้านชั่ง

            เมื่อรวมกับหนี้ที่ค้างอยู่นั่นแล้วก็เท่ากับว่าอีกฝ่ายจะยอมจ่ายเงินทั้งหมดหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันล้านชั่งเพียงเพื่อแลกกับพิมพ์เขียวสามฉบับที่หลินหยางเตรียมมานั่นน่ะหรือ

            มันจะบ้าบอเกินเหตุไปแล้ว!

            พอหยูยี่เสนอราคาเสร็จแล้ว ดวงตาคู่สวยของนางก็จับจ้องไปที่หลินหยาง

            ตอนนี้เป็นช่วงของการเจรจาธุรกิจที่กดดันมากๆ สำหรับคนในห้องถึงดูภายนอกหยูยี่จะมีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ก็ตาม แต่ในใจของนางนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

            ไม่มีพ่อค้าคนไหนยอมเสียเปรียบอยู่แล้วถึงราคาที่หยูยี่เสนอออกมานั้นจะสูงเทียมฟ้าขนาดนี้ก็ตามแต่ผลดีที่จะตกถึงมือของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั้นรับรองว่าไม่มีทางขาดทุนแน่นอนนางจึงหวังแค่คำว่า ตกลง ของหลินหยางเพียงคำเดียวเท่านั้น

            ด้านข้างนั้น เถ้าแก่ระดับสี่ดาวสองคนและลู่ชิงเฟิงเองก็ล้วนจับจ้องมาที่หลินหยางเหมือนกัน

            สายตาของสวี่เหยาและจ้าวเหวินชางก็เช่นกันทั้งหมดล้วนกำลังรอคำตอบเพียงคำเดียวของหลินหยางอยู่ไม่รู้ว่าการซื้อขายครั้งใหญ่นี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่

            ผลคือ หลินหยางยิ้มออกมาแล้ว

            รอยยิ้มนี้ราวกับแผ่นน้ำแข็งที่ถูกหลอมละลาย บรรยากาศอันเคร่งขรึมกดดันของหลินหยางพลันสลายหายไปทันทีแต่หลินหยางกลับแย้มยิ้มที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสุดชั่วร้ายออกมาแทน

            รอยยิ้มแบบนี้ สวี่เหยาเคยเห็นมาก่อน...

            มันคือรอยยิ้มที่เป็นสัญลักษณ์ว่าหลินหยางกำลังจะลงมือ “ทำงาน” แล้ว

            “ประมุขจ้าว มีคนกำลังรังแกเรา ดูถูกว่าเราไม่มีการศึกษาบวกลบเลขไม่เป็น ทำอย่างไรกันดีเล่า?”

            เอ๋?

            เจ้าอ้วนจ้าวพอถูกหลินหยางเรียกชื่อหัวสมองก็หมุนแล่นอย่างรวดเร็ว รู้ตัวดีว่าถึงเวลาทำงานของตัวเองแล้วเขารีบกระโดดดึ๋งมาทางหลินหยางพร้อมกับกล่าวว่า

            “ที่ปรึกษาหลิน เราจะพูดอะไรมั่วๆ ไม่ได้นะอีกฝ่ายเป็นถึงเถ้าแก่ระดับห้าดาวของพันธมิตรการค้าใต้หล้าพวกเขาจะมารังแกสมาคมเล็กๆ ของพวกเราทำไมเล่า”

            หลินหยางยิ้มแบบมีเลศนัย กล่าวต่อว่า ”จะไม่ใช่ได้อย่างไรเงินหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันล้านฟังดูเหมือนจะเยอะแต่ท่านรู้รึเปล่าว่าแบบแปลนของเราอันนั้นมันสุดยอดมากแค่ไหน?”

            จ้าวเหวินชางยื่นมือทั้งสองข้างออกทำท่าสงสัย “สุดยอดขนาดไหนรึ?”

            หลินหยางผงกหัวไปพลางอธิบายไปพลางว่า

            “พิมพ์เขียวของเราน่ะนะ ชิ้นหนึ่งเป็นอาวุธระดับวิถีราชันขั้นกลางชิ้นหนึ่งเป็นอาวุธระดับวิถีราชันขั้นต้นและสุดท้ายคืออาวุธระดับวิญญาณขั้นต้นแบบเป็นชุดด้วยชุดหนึ่ง ไอ้ระดับวิถีราชันสองชิ้นนั่นน่ะข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกชิ้นหนึ่งน่าจะได้แค่ประมาณหลักพันล้านแต่มาพูดถึงแค่ชุดเกราะระดับวิญญาณนั่นแค่อย่างเดียวกันดีกว่า... เถ้าแก่หยูยี่ท่านน่าจะอ่านพิมพ์เขียวรู้เรื่องสินะ?”

            จีหยูยี่เริ่มหน้าเสียแล้ว

            เป็นถึงเถ้าแก่ระดับห้าดาวจะอ่านไม่รู้เรื่องได้อย่างไรหลินหยางถามมาแบบนี้ แสดงว่าเจ้าหนูคนนี้มองออกแล้วว่านางเสนอราคาต่ำกว่าความเป็นจริงให้เลยเล่นละครสวนกลับมา

            “ไม่เป็นไร ถ้าท่านอ่านไม่เข้าใจละก็ เดี๋ยวข้าอธิบายให้ฟังเอง!”หลินหยางพูดด้วยน้ำเสียงโมโห เหล่าเถ้าแก่ที่อยู่ในห้องได้แต่นั่งฟังเพียงอย่างเดียว

            “ชุดเกราะระดับวิญญาณชุดนี้ถ้าว่ากันที่ความแข็งแกร่งแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอกแต่จุดเด่นของมันอยู่ที่วัตถุดิบที่ใช้สร้างมันนั้นระดับต่ำมากใช้แค่พวกวัตถุดิบระดับสองดาวกับระดับสามดาวอีกนิดหน่อยก็สามารถสร้างชุดเกราะระดับวิญญาณได้แล้วต่างหาก!”

            “โอ้! แบบนี้ก็ได้หรือนี่!”จ้าวเหวินชางรีบส่งเสียงตกใจออกมาตรงจังหวะพอดี

            แม้แต่สวี่เหยาที่ไม่ค่อยรู้เรื่องด้านการช่างเท่าไรยังพอจะสัมผัสได้ถึงความล้ำค่าของมันเลย

            ซึ่งแต่เดิมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับอาณาจักรหนึ่งนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองแต่เป็นความรู้ต่างหาก

            และความรู้ที่ล้ำค่ามากที่สุดในทวีปชี่อู่ ก็คือความรู้ที่ใช้ในการสร้างยุทธภัณฑ์และพวกสูตรในการหลอมโอสถต่างๆ นั่นเอง

            ไม่ว่าจะเป็นการช่างหรือการหลอมยาก็ตาม การจะสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบแต่ละชิ้นออกมาได้นั้นล้วนต้องผ่านการศึกษาทดลองและสั่งสมประสบการณ์จากผู้คนในอดีตจำนวนนับไม่ถ้วนมาอย่างยาวนานนับร้อยนับพันปีกว่าจะสามารถตกผลึกความรู้ออกมาเป็นผลงานถูกบันทึกเป็นพิมพ์เขียวอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้ได้

            ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่กระดาษธรรมดาๆ แน่นอนแต่มันคือคัมภีร์ที่เกิดจากการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นจากอดีตกาลอันยาวนานผ่านเลยมาจนถึงปัจจุบัน

            และเทคนิควิธีการใช้แค่วัตถุดิบระดับสองก็สามารถสร้างชุดเกราะระดับวิญญาณได้แล้วนั้นเป็นความรู้ที่วิเศษยิ่งกว่าวิเศษเสียอีก

            ซึ่งทักษะแบบนี้มันอยู่เหนือขอบเขตความรู้ด้านการช่างในตอนนี้ไปไกลแล้วถ้าหากพิมพ์เขียวนี้เป็นของจริงละก็ มันจะมีความหมายว่าอะไรน่ะหรือ?

            มันจะหมายความว่า เหล่าเครื่องป้องกันของกองทัพของทุกอาณาจักรจากทั่วทั้งทวีปชี่อู่แห่งนี้อาจจะเกิดการวิวัฒนาการครั้งใหญ่ซึ่งมันจะต้องมาพร้อมกับคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอนผลกำไรอันมหาศาลจนแทบจะจินตนาการไม่ออกนั่นกำลังรออยู่ตรงหน้าแล้ว

            หลินหยางเริ่มขยับนิ้วมือคิดคำนวณว่า “ข้าว่าชุดเกราะระดับวิญญาณนี่ชุดเดียวอย่างต่ำๆก็น่าจะขายได้ประมาณพันกว่าชั่งแล้วกระมัง ถ้าเจ้าเป็นกษัตริย์ของอาณาจักรหนึ่งแล้วได้พบกับชุดเกราะนี้เข้าละก็ เจ้าจะซื้อรึเปล่า?”

            “อย่างไรก็ต้องซื้ออยู่แล้วสิ!”

            “อาณาจักรหนึ่ง มีทหารในครอบครองอย่างต่ำๆ ก็น่าจะประมาณหนึ่งล้านนายก็เท่ากับว่าตลาดของอาณาจักรเดียวจะมีมูลค่าประมาณพันล้าน... ท่านประมุขจ้าวทวีปชี่อู่มีกี่อาณาจักรนะ ?”

            “อย่างต่ำๆ ก็น่าจะหลักพันนะ...”

            “อย่างนั้นตลาดทั้งหมดของชุดเกราะนี่มันจะใหญ่โตมโหฬารขนาดไหนกัน?”

            “โอ...” จ้าวเหวินชางแกล้งทำท่าคิดหนัก“ที่ปรึกษาหลิน ข้าคิดเลขไม่ค่อยเก่งน่ะ...แต่ข้าก็เริ่มรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบขึ้นมาแล้วเหมือนกัน....”

            “แกล้งกันสนุกใหญ่เลยนะ!” หลินหยางตบขาฉาดใหญ่ด้วยท่าทางเดือดดาลสุดขีด!