... ตับๆๆๆ... เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังเป็จังหวะพร้อมด้วยเสียงขับร้องสอดประสานบทเพลงแห่งรักร่วมกันอย่างหฤหรรษ์ ทั้งสองผลัดกันโลมเลียโลมไล้ปรนเปรอกันไปมาต่างคนต่างเอาใจกันไม่หยุด ตามตัว ผิวกายของทั้งคู่ก็ต่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“อ๊า... พี่จิน...น... ข้าจะไม่ไหวแล้ว” ฉีซื่อที่ตอนนี้กำลังขึ้นคร่อมขยับขึ้นลงไม่หยุดหย่อนอยู่บนตัวอ๋องจินอู่กำลังจะถึงจุดหมายแล้ว แน่นอนว่าเมื่ออีกฝ่ายได้ยินแบบนี้ย่อมตอบสนองด้วยเช่นกันเพราะตอนนี้เขาเองก็ก็จวนจะถึงแล้วด้วยอีกคน
... อึก...ฮึก...ฮ้า!...
เสียงแห่งความสุขสมของทั้งคู่ปลดปล่อยออกมาพร้อมกันพร้อมกับอาการเกร็งจนบิดตัว และตามมาด้วยอาการกระตุกสองถึงสามครั้งของฉีซื่อก่อนฉีซื่อจะก้มลงไปจูบอ๋องจินอู่อีกครั้งอย่างโหยหา พวกเขาจูบกันอยู่พักนึงก่อนจะมีเสียงคนเดินมาหยุดอยู่หน้าห้อง พร้อมกับรายงานว่าร้านค้าต่างๆเริ่มทยอยนำของมาส่งแล้ว พอฉีซื่อได้ยินดังนั้น ก็รีบผละออกจากอ๋องจินอู่ใส่เสื้อผ้าแล้วรีบเดินไปเปิดประตู
“นายน้อยจะไปพร้อมกันเลยหรือไม่ขอรับ” ซิ่นเผิง เป็ผู้มาแจ้งข่าว เอ่ยถามผู้เป็นาย ด้วยท่าทีตื่นตระหนกแถมยังหน้าซีดอย่างกับคนเจอผี
“อืม ได้ซิ งั้นเ้ารอข้าประเดี๋ยว” ฉีซื่อพูดพร้อมกับหันไปมองที่อ๋องจินอู่ เพื่อดูว่าอีกคนแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยพร้อมที่จะเดินทางไปกับเขาได้หรือยัง
“นายน้อยขอรับ งั้นข้าขอไปรอท่านด้านล่างนะขอรับ” ซิ่นเผิงพูดจบก็รีบจ้ำอ้าวเดินออกไป
ผ่านไปชั่วอึดใจเดียวอ๋องจินอู่และฉีซื่อ ก็พากันเดินมาด้านล่าง จากนั้นก็ออกเดินทาง ไปยังคลังสินค้าทันทีในระหว่างทางฉีซื่อพยายามถามรายละเอียดเกี่ยวกับบ้านหลังอื่นๆที่ยังว่าง แต่ซิ่นเผิงกลับถามคำตอบคำไม่เหมือนซิ่งเผิงคนเมื่อเช้าที่ตนได้รู้จักเลย
“นายน้อยขอรับ เชิญท่านตรวจดูสินค้าได้เลยขอรับข้าน้อยแยกประเภทและราคาไว้ให้ท่านหมดแล้วขอรับ” ซิ่นเผิงกล่าวพร้อมกับยื่นใบรายการให้
ฉีซื่อก่อนเขาจะเดินไปเอาน้ำชามารับรองนายน้อย
“อาฉี เดี๋ยวข้าจะออกไปเดินดูของแถวนี้หน่อยเดี๋ยวข้ามา” อ๋องจินอู่เมื่อเห็นฉีซื่อกำลังยุ่งเขาก็เลยไม่อยากอยู่เกะกะ อยู่ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ก่อนเขาจะไปก็ให้เซียวหลงและจางมู่หานอยู่คอยช่วยเหลือฉีซื่อ
ทุกคนต่างช่วยกันตรวจนับสินค้ากันอย่างขมักเขม้นอันไหนนับเสร็จแล้วก็ทยอยเอาใส่เกวียนเอาไว้ โดยมีฉีซื่อเป็คนจดบันทึกทุกอย่างลงบัญชีด้วยตนเองส่วนซิ่นเผิงหลังจากที่เอาน้ำชามาวางไว้ให้ตนก็หายไปพักใหญ่จนตอนนี้ฉีซื่อเองก็เริ่มมองหาแล้วเพราะมีเื่จะสอบถามเขาอีกมากมาย
...ไปไหนกันน่ะ... ไม่นานซื่นเผิงก็ปรากฏตัวมาพร้อมสมุดบัญชีรายได้ของตระกูลโจว
“นายน้อยขอรับ ข้าน้อยทำรายงานรายได้อันใหม่ให้ท่านเสร็จแล้วขอรับเชิญท่านตรวจดูได้ขอรับ” ฉีซื่อรับมา แล้วนั่งอ่านอย่างเงียบๆแต่ก็ไม่วายยังคงสังเกตเห็นท่าทางที่แปลกไปของซิ่นเผิง
“นี่เ้าเป็อะไร! เ้าท่าทางแปลกๆั้แ่ไปเรียกข้าที่เรือนรับรองแล้ว” ฉีซื่อพับสมุดลง แล้วหันไปถามประจันหน้ากับซิ่นเผิงตรงๆ
“ข้าน้อย...เอ่อ...ไม่ได้เป็อะไรขอรับ” ซิ่นเผิงพยายามทำตัวให้ปกติ แต่มีหรือจะทำได้แเี
“หรือว่าเ้าอึดอัด ที่ข้าให้เ้ามาดูแลที่นี่”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นขอรับ...ข้าน้อยยินดีรับใช้นายน้อยขอรับ” ซิ่นเผิงรีบปฏิเสธข้อสันนิฐานของฉีซื่อทันที
“หรือมีคนมาข่มขู่เ้าเื่ความผิดของเ้าใครกัน บอกข้ามา!” ฉีซื่อเริ่มหว่านแหแล้วเพราะตอนนี้อีกคนไม่ยอมบอกความจริง
“นายน้อย ท่านอย่าคิดมาเลยขอรับ ไม่มีเื่อะไรหรอกขอรับเดี๋ยวอีกหน่อยข้าน้อยคงจะชิน คงจะไม่เป็อะไรแล้วขอรับ”ฉีซื่อหยุดคิดก่อนจะมองไปรอบๆ แล้วหันกลับมาพร้อมกับดึงตัวซิ่นเผิงเข้าไปคุยกันคนสองต่อสองที่ท่าน้ำด้านหลังของเรือน
“เอาล่ะ ที่นี่ไม่มีใครแล้ว เ้าบอกมาว่าเ้าเป็อะไรข้าไม่ชอบใจที่เ้าเป็เช่นนี้ ข้าถามคำเ้าก็ตอบคำ เหมือนคนไม่มีสติ”
“นายน้อยท่านให้อภัยข้าด้วยขอรับ ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่บอกสิ่งที่ข้าได้ยินมาแก่ผู้ใดแม้แต่บิดาข้าก็จะไม่ให้รู้ขอรับ” ฉีซื่อไม่เข้าใจกับสิ่งที่ซิ่นเผิงกำลังพูดถึง
“เ้าหมายถึงเื่ใดกัน เื่เมื่อเช้ามันก็จบไปแล้วนิ”
“ไม่ใช่เื่เมื่อเช้าขอรับ...คือ...เมื่อตอนบ่ายข้าน้อยขึ้นไปหานายน้อยที่เรือนรับรองเพื่อไปแจ้งข่าวเื่สินค้าขอรับ แต่นายน้อย...เอ่อ...ติดธุระกับสหายของท่านอยู่ข้าน้อยเลยไม่กล้าขัดจังหวะ ได้แต่ยืนรออยู่พักใหญ่เพื่อรอแจ้งข่าวขอรับ”
ฉีซื่อพอได้ยินแบบนั้นจากปากของซิ่นเผิงก็เล่นทำเอาฉีซื่อเป็ฝ่ายยืนตัวแข็งทื่อทันที พูดอะไรไม่ออกเพราะไม่รู้จะไปต่อยังไง เขาคิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาพบเื่นี้เข้า และไม่ได้เตรียมใจไว้หรับเื่นี้เช่นกันว่าจะอธิบายความสัมพันธ์นี้เช่นไรอย่างไร
“นายน้อย นายน้อยขอรับ”ซิ่นเผิง พยายามเรียกสติฉีซื่อ เมื่อเห็นผู้เป็นายเงียบไป
“เ้าจะไม่บอกใครใช่ไหม”ฉีซื่อพูดเสียงเบา
“ขอรับ ข้าจะไม่บอกใครขอรับเพียงแต่เมื่อบ่ายข้าน้อยใขอรับ เลยตั้งรับไม่ทัน”แน่นอนสำหรับซิ่นเผิง ในวันนี้เขาพบเจอหลายเหตุการณ์จริงๆ จะพูดง่ายๆเลยก็คือหนึ่งวันพันเื่ก็ว่าได้
“แล้วตอนนี้เ้าตั้งรับได้แล้วใช่ไหมเพราะต่อไปเมื่อพวกข้ามาที่นี่ เ้าก็ต้องมาได้เห็นได้ยินอย่างเลี่ยงไม่ได้” อ๋องจินอู่ พูดแทรกขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาหาฉีซื่อที่ตอนนี้ยืนหน้าซีด และสีหน้าดูเป็กังวล
“ขะ ขอรับ” ซิ่นเผิงตอบรับพร้อมโค้งคำนับก่อนจะค่อยๆถอยออกไป
“อาฉี เ้าอย่าได้กังวล มีข้าอยู่ ใครกล้าแตะเ้า” อ่องจินอู่เดินเข้ามาโอบเอียวเบาๆ แต่ก็ถูกฉีซื่อผลักออก
“ท่านอย่าทำประเจิดประเจ้อ!” ฉีซื่อพูดเสียงแข็ง แล้วเดินหนีไปอีกทาง
“ฮ่าๆๆ เ้าจะกังวลไปใย จะให้ข้าบอกเ้าอีกสักกี่ครั้งกันเ้าถึงจะเชื่อ” อ๋องจินอู่พูดอย่างสบายอารมณ์โดยไม่ทันได้สังเหตสีหน้าของอีกคนที่ตอนนี้ ทั้งโกรธ ทั้งสับสน ดวงตาเริ่มแดง มีน้ำตาใหลเอ่อออกมานิดๆ
“ความสัมพันธ์ระหว่างเรา เรียกว่าอะไร พี่จิน” ฉีซื่อตัดสินใจถามออกมาในที่สุด ทำให้เสียงหัวเราะของอ๋องจินอู่เมื่อครู่หยุดลงทันที
“นี่เ้า! ทำไมจู่ๆถึงได้ถามเช่นนี้...”
“พี่จิน ที่ข้าถามท่าน เพราะเผื่อมีคนมาถามข้าข้าจะได้ตอบได้อย่างไรเล่า” คำพูดของฉีซื่อแทงเข้าไปในใจของอ๋องจินอู่อย่างจัง
“แล้วเ้าอยากให้ข้าเรียกว่าอะไรละ มันจำเป็ด้วยหรือที่จะต้องไปจำกัดมันแบบนี้เรื่อยไปเ้าก็มีความสุขดีมิใช่หรือ” อ๋องจินอู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่ทุกข์ไม่ร้อน ส่วนฉีซื่อเมื่อเห็นคนตรงหน้าเป็เช่นนี้ จู่ๆน้ำตาของเขาก็ใหลออกมาไม่รู้ตัวหัวใจของเขาเหมือนแตกสลายไปแล้ว เริ่มหายใจติดขัด เนื้อตัวสั่นไปหมด เหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทรงตัวยืนอยู่เลย
“ท่านอ๋อง ท่านกลับไปโรงเตี๊ยมท่านก่อนเถิดข้ามีงานต้องสะสางต่ออีกเยอะ” ฉีซื่อพูดตัดบททันที อ๋องจินอู่เองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเขาตอบรับแต่โดยดีแล้วก็เดินออกไป
ฉีซื่อมองดูคนที่เดินจากไปอย่างช้าๆโดยที่คนคนนั้นก็ไม่คิดที่จะหันหลังกลับมามองเขาเลยแม้แต่น้อย ฉีซื่อยืนมองอยู่เช่นนั้นพักใหญ่จนเริ่มได้สติจากเสียงเรียกของเซียวหลงและจางมู่หาน
“ท่านฉี ท่านจะให้ข้าทำอะไรอีกหรือไม่ขอรับ” จางมู่หานเอ่ยถาม เพราะงานที่พวกเขาทำตอนนี้เสร็จสิ้นแล้ว
“พวกท่านทั้งสองคน กลับไปกับท่านอ๋องเถิดข้าไม่มีอะไรให้ทำแล้ว” ฉีซื่อตอบเบาๆ
“งั้นพวกเราจะอยู่เป็เพื่อนก็แล้วกันขอรับ” เซียวหลงตอนกลับทันที เพราะตนกับเพื่อนนั้นมีหน้าที่ดูแลคุ้มครองฉีซื่อดังนั้นจะกลับก่อนไม่ได้
“ไม่ต้องหรอก ที่นี่เป็ถิ่นของข้า เป็เขตตระกูลโจวไม่มีใครมาทำอะไรข้าได้หรอก พวกเ้ากลับไปเถิด งานข้ายังอีกมากไม่รู้จะเสร็จกี่โมง” ฉีซื่อตอบกลับพร้อมฝืนยิ้มให้อ่อนๆก่อนจะเดินออกไปทางอื่น เพราะตอนนี้เขาไม่ไหวกับความรู้สึกที่อึดอัดเช่นนี้เลยยิ่งเห็นคนของเขายิ่งเ็ป...
หลังจากเซียวหลงและจางมู่หานจากไปฉีซื่อก็เร่งให้ทุกคนรีบขนของกันอย่างเต็มที่ โดยได้ขอแรงคนในตระกูลโจวบางส่วนมาช่วยเพิ่มเติมเพราะตอนนี้ฉีซื่อตัดสินใจแล้วว่า หากจัดแจงของแล้วเสร็จ เขาจะออกเดินทางทันทีจะไม่รอให้คนฝั่งอ๋องจินอู่มาสมทบ โดยฉีซื่อทำการออกอุบายให้คนไปแจ้งแก่อ๋องจินอู่ว่าคืนนี้ตนจะไม่กลับไปพักที่โรงเตี๊ยมเพราะยังจัดการงานไม่เสร็จและให้อ๋องจินอู่มาสมทบกับขบวนในตอนเช้าก่อนรุ่งสาง โดยก่อนมาให้ท่านอ๋องแวะซื้อขนมเล่าปิ่งติดมือมาด้วยซึ่งร้านขนมจะเปิด่เกือบรุ่งสาง แน่นอนว่าอ๋องจินอู่ไม่มีทางมาถึงก่อนที่ตนจะออกเดินทางแน่นอน
“นายน้อยท่านจะไปแบบนี้เลยจริงๆหรือขอรับ” ซื่นเผิงถามผู้เป็นายที่กำลังก้าวขึ้นไปนั่งบนรถม้าที่อยู่หน้าสุดของขบวน
“ใช่ ข้าทิ้งร้านที่เมืองหลวงมาหลายวันไม่รู้ที่นั่นจะเป็เช่นไรบ้าง ในเมื่อเสร็จงานแล้วข้าควรรีบกลับ”
ซิ่นเผิงหันไปมองหน้าบิดาของคนที่ตอนนี้เขาออกมาส่งนายน้อยด้วยเช่นกันแต่บิดาของตนก็ไม่ได้กล่าวอะไร นอกจากมอบเสบียงให้แก่ทุกคน รวมไปถึงฉีซื่อให้เอาไว้กินระหว่างทาง ก่อนไป ฉีซื่อสั่งให้คนตระกูลโจว ทำทีเดินเข้าเดินออก จุดไฟให้ทั่วคลังสินค้าเหมือนกับว่ากำลังทำงานกันอยู่เพื่อตบตาอ๋องจินอู่และหากรุ่งเช้าคนฝั่งอ๋องจินอู่มาถึง ฉีซื่อได้ขอให้ท่านผู้เฒ่าเก็บสัมภาระของฉีซื่อที่อยู่กับทางอ๋องจินอู่ไว้ที่ตระกูลโจวไม่ต้องให้เขานำกลับเมืองหลวง
...ความสัมพันธ์ของข้ากับท่านเรียกว่าอะไรกันข้าเองก็พอจะรู้ได้บ้างแล้ว แต่ใจไม่แข็งพอที่จะยอมรับความจริงได้เลยยามข้ามีภัยท่านก็คอยช่วยข้า ส่งคนมาอยู่ข้างกายข้า เป็ห่วงข้า โอบกอดข้า ดูแลข้าเป็อย่างดีท่านเปิดเผยทุกการกระทำของท่านต่อผู้คน เดิมทีข้าคิดว่าที่ท่านทำเช่นนี้ก็เพื่อแสดงความจริงใจต่อข้าแต่วันนี้ ข้าได้รู้แล้วว่า แท้จริงแล้ว ท่านเพียงแค่ไม่สนใจสายตาผู้ใดก็เท่านั้น ดังนั้นข้าจะถือว่าการที่ท่านไม่ยอมเอ่ยเื่ความสัมพันธ์ของเราออกมานั้น มันคือความเมตตาเดียวที่ท่านมอบให้ข้าก็แล้วกันแน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่ความรักแน่นอน...
ฉีซื่อนั่งพรรณากับตนอย่างเงียบๆในรถม้า...จะเรียกว่ารักได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่เคยบอกคำนั้นแก่ข้าเลยสักครั้ง... ฉีซื่อหัวเราะเยาะตัวเองทั้งน้ำตาเพราะทั้งเสียใจ ทั้งเจ็บใจที่รู้สึกว่า เหมือนตนเองนั้นเป็แค่ของเล่นของคนนึงเท่านั้น