คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 126 : ข่าวลือ

     

            “ใช่งั้นรึ”

     

            คำตอบแสนสั้นที่ราวกับทุกสิ่งเป็นเรื่องง่าย ถึงขั้นทำให้สตรีผมเขียวนำมือผสานปิดปากกลั้นขำ 

     

            มิใช่ว่านางไม่เชื่อ แต่มันเป็นไปไม่ได้ 

     

            ต่อให้ชนชั้นมหาจอมเวท มหาปราชญ์ ปรมาจารย์หมอ หรือหมอหลวง ก็ไม่มีทางสามารถ เนื่องจากการห้องโถงพลังงานเสียหาย เป็นสิ่งที่ราวกับถูกทำให้พิการแต่กำเนิด

     

            คนผู้ซึ่งติดตามเกี่ยวกับการแพทย์สมัยใหม่จากบันทึกปรมาจารย์หมออยู่ทุกปีเช่นนาง รู้ดีว่าอาการของตนแย่เพียงใด หากมิได้มีพรสวรรค์ด้านการสลักอาคมจนถูกตำหนักสลักอาคมดึงตัวไปช่วยแต่วัยเยาว์ บางทีนางอาจเดินสู่วิถีการแพทย์ไปแล้ว

     

            ต้องบอกว่า สาเหตุหลักที่ทำให้นางรู้สึกคุยถูกคอกับวลิสเตอร์แต่แรกพบ เป็นเพราะชายหนุ่มที่ใครหลายคนกล่าวขานว่าปัญญาอ่อน กลับรู้เรื่องการแพทย์การรักษาดีราวกับตนเองเป็นหมอ กระนั้นภายหลังนางได้รับรู้ว่า แท้จริงแล้ววลิสเตอร์มิได้สนใจเรื่องการแพทย์ เพียงแต่เขาสามารถจำหนังสือทุกเล่มที่เคยอ่านผ่านตาได้อย่างครบถ้วนเท่านั้น

     

            นัยน์ตาองุ่นหรี่มองสตรีตรงหน้า ผลัดวาดมือกุมท้องสลับปิดปากหลายนาที จึงหลับตาพลางกล่าว

     

             “บางครา..”

     

            เสียงราบเรียบมาพร้อมสายลมแผ่วปลาย

     

             “คนโง่ก็มาในรูปแบบผู้มากความรู้”

     

            สิ้นประโยค ท่าทางของซินเด้ก็กลายเป็นชะงักค้าง ปากกระตุก

     

             “เมื่อครู่ เจ้าว่าข้าโง่รึ”

     

             “ใช่”

     

             “หา! เจ้าเองก็เป็นเพียงชั้นความรู้เช่นข้า มีสิทธิ์อันใดมาว่าข้าโง่!”

     

            ฟังดังนั้น ชิลจึงหันหน้าลืมตาวาดจับจ้องเหล่าสมุนไพรต้นสูงที่ลู่ตามแรงลม

     

             “เจ้าขีดเส้นความคิด มอบบรรทัดฐาน ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ตั้งมั่นไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ทว่าเมื่อมีผู้คิดก้าวข้ามเส้น กล่าวบอกว่ามันเป็นไปได้ สิ่งแรกที่เจ้าทำกลับเผยท่าทีดูแคลน”

     

             “เจ้าจะกล่าวอะไร”

     

            ซินเด้ฟังคำเล่า พลางคิดตาม

     

            เห็นนางมีท่าทีรับฟัง ชิลจึงหลับตาอีกครา ทิ้งช่วงเวลาหมุนผ่านกว่าห้าลมหายใจค่อยกล่าว 

     

             “สามพัน”

     

             “หืม?”

     

             “หากข้าสามารถทำให้ห้องโถงพลังงานเจ้ากลับมาปกติดังเดิม ต้องจ่ายเพิ่มอีกสามพันรวมเป็นเจ็ดพัน กลับกันหากข้าไม่สามารถดังที่เจ้าคิด ข้าจะไม่รับแต้มปัญญาใดเพื่อช่วยอาจารย์เจ้า”

     

            ได้ยินคำกล่าว ซินเด้พลันวาดมือทั้งสองดันตัวขึ้นกับโต๊ะด้วยนัยน์ตาเบิกกว้าง

     

             “เจ้าพูดจริงรึ?”

     

             “แน่นอน”

     

             “ห้ามกลับคำนะ”

     

             “...”

     

             “ตอบข้ามาว่าเจ้าจักไม่กลับคำภายหลัง!”

     

            นางรุกคืบ ยื่นใบหน้าเข้ามา จนระยะห่างจากปลายจมูกเกือบใกล้เพียงสิบเซน ทว่าชิลกลับเป็นฝ่ายยืนขึ้น เดินผละออกจากโต๊ะไปเสียก่อน

     

             “ตอบข้ามาเสียกะ..”

     

            ยังไม่ทันกล่าวจบ ถ้อยคำอันคาดคั้นของซินเด้ก็จำต้องหยุดลงกลางคัน เหตุเพราะบุรุษเรือนผมน้ำตาลอ่อน ได้ยกมือขึ้นวาดอักขระไปบนอากาศโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

     

            นัยน์ตาสีเขียวจับจ้อง แสงสีส้มจากเส้นอักขระลากยาว ส่องประกายยามค่ำคืน ราวห้วงเวลาหยุดหมุน ซินเด้นิ่งค้างวาดตามองการเคลื่อนไหวแสนงดงาม รวดเร็ว อันไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต คล้ายสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่การร่ายอาคม แต่เป็นการสร้างงานศิลปะ

     

            ต้องรู้ตั้งแต่จำความได้ ซินเด้ก็ถูกตรวจพบความสามารถด้านอาคมแต่เยาว์วัย เรียนรู้อักขระ วิธีร่าย บทอาคมวงเวท การสลักอาคม เคยเห็นชนชั้นระดับผู้คุมตำหนัก ปรมาจารย์ หรือแม้แต่หนึ่งในศิษย์มหาจอมเวท ทำการร่ายอาคม ทว่าไม่มีใครสามารถขีดเขียนเส้นอักขระได้ละเมียดเท่าบุรุษผู้ยืนตระหง่านภายใต้แสงจันทร์ผู้นี้

     

             ‘มันช่างสมบูรณ์แบบ’

     

            นางคิด พลันในหัวย้อนภาพกลับไปตอนที่นางนั่งหัวเราะเยาะสิ่งที่เขาพูด ก็เริ่มรู้หน้าชาแปลกๆ

     

            เส้นแสงสีส้มถูกตวัดวาดกลายเป็นอักขระจำนวนมาก ทิ้งช่วงเพียงนาทีกว่า มันก็หลอมรวมกลายเป็นอักษรคำว่า ‘พันธสัญญา’

     

            มองบทอาคมตรงหน้า ซินเด้แทบไม่อยากเชื่อสายตา คราแรกเห็นชิลร่ายอาคมก็พอคาดเดาว่าอาจเป็นอาคมพันธสัญญารูปแบบหนึ่ง โดยมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าต้องเป็นอาคมพันธสัญญาแบ่งความคิด ซึ่งเป็นอาคมระดับเริ่มต้นอันมีความยากเทียบชั้นเชี่ยวชาญ

     

            ถึงอย่างนั้นนางกลับคิดผิด ด้วยที่มัวแต่จับจ้องท่าร่ายอันงดงาม เลยมิได้มีจิตใคร่ครวญ คาดเดาบทอาคม รู้ตัวอีกทีสัญลักษณ์อันบ่งบอกบทอาคมพันธสัญญาตัดชีวันก็ปรากฏเด่นชัดตรงหน้าเสียแล้ว

     

            ควรรู้อาคมพันธสัญญาตัดชีวันคือบทอาคมระดับลึกซึ้งอันมีความยากเทียบชั้นแตกฉาน น้อยนักที่ผู้ใช้อาคมระดับลึกซึ้งในชั้นสำนึกจักสามารถร่ายได้ อย่าว่าแต่ชั้นสำนึกเลย ต่อให้เป็นสามเหนือดั่งปรารถนาแห่งสำนัก ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นไปไม่ได้

     

            เลื่อนตามองสัญลักษณ์สีทองลายพู่กันบนชุดคลุม มั่นใจเต็มสิบส่วนว่าชิลจำต้องเป็นชนชั้นความรู้ดังเช่นนาง แล้วเหตุใดคนผู้นี้จึงสามารถร่ายอาคมระดับลึกซึ้งอันมีความยากเทียบอาคมบรรพกาลเช่นนี้ได้

     

            ช่างไม่สมเหตุสมผลนัก

     

            เห็นซินเด้เริ่มยกมือขึ้นกัดเล็บ ใคร่คิดมากคำถาม ชิลจึงหันมาเผยยิ้มพลางกล่าว

     

             “เจ้าเองก็เป็นผู้ใช้อาคม คงรู้ว่ามันคือบทอาคมใด”

     

             “อาคมพันธสัญญาตัดชีวัน ความยากบทร่ายเข้าขั้นแตกฉาน การร่ายสำเร็จเปรียบดั่งตำนาน ทว่าการแสดงผลกลับง่ายดายเพียงความตาย หากผู้ใดผิดสัญญาเท่ากับจบชีวิต”

     

             “ไม่เลว”

     

            ชิลพยักหน้าให้กับข้อมูลที่ซินเด้พร่ำบอก นี่ทำให้พอคาดเดานิสัยส่วนตัวนางได้บ้างเล็กน้อย

     

             “เหตุใด.. เพียงเจ็ดพันแต้ม ถึงต้องมากเท่าชีวิต”

     

            นิ่งมองอักษรส่องแสงสีส้มจางอยู่เกือบนาที ซินเด้จึงตัดสินใจเอ่ยปากถาม 

     

            แม้ตื่นตะลึงกับบทอาคมที่ไม่คาดจะได้เห็นของจริงตลอดชีวิต อย่างไรมันก็ดูไม่คุ้มค่าเสียเท่าไหร่กับบทลงโทษอันจำต้องได้รับเมื่อผิดสัญญา ด้วยแต้มปัญญาเจ็ดพัน บางทีอาจใช้เวลามากถึงหกปีในการรวบรวม กระนั้นมันก็เป็นเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต มิได้มีค่าเท่าทั้งหมด

     

             “มิใช่ มันคือน้ำหนักคำสัญญา”

     

             “เจ้าจะบอกว่าคำสัญญามีค่าเท่าชีวิต?”

     

            คำถามอันแผ่วเบา ถูกตอบกลับมาด้วยท่าทางอันสงบจนน่าประหวั่น ถึงจะมีคำถามมากมายอยากเอ่ยต่อ ทว่านางกลับเลือกลุกขึ้นเดินตรงไปหยุดยืนข้างบุรุษหนุ่มผู้มากด้วยความลึกล้ำ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้ช่ำตำราเช่นนางจึงรู้สึกราวกับเด็กตัวน้อยทุกครั้งที่พูดคุย

     

            ชิลเห็นซินเด้เดินมาใกล้ จึงเข้าใจทันทีว่านางตัดสินใจตกลงทำพันธสัญญา เลยทำการยกมือแบออกไปด้านหน้าอักษรสีส้ม พลันปรากฏเส้นแสงพุ่งออกมาตวัดเฉือนปลายนิ้วทั้งห้า พร้อมเลือดสีแดงสดห้าสายถูกดูดเข้าไปในเส้นแสงคำว่าพันธสัญญา

     

            ตัวอักษรอักขระวูบแสงสว่างจ้าคราหนึ่ง ก่อนลอยเคลื่อนไปทางซินเด้อย่างเชื่องช้า โดยไม่มีทีท่าตริตรอง นางทำการยืนมือออกไปดังเช่นที่ชิลทำ พลางนิ้วมือทั้งหมดก็ถูกเฉือน

     

             “โอ๊ย!”

     

            ซินเด้ร้อง นำมือข้างนึงขึ้นจับข้อมือ ใช้ฟันบนกัดปากล่างแน่น ขณะเลือดในตัวโดนสูบออก 

     

            ครั้นเมื่อเส้นแสงสว่างวาบ อักษรคำว่าพันธสัญญาจึงหมุนวนบีบรูปลักษณ์กลายเป็นวงกลมสองอัน ลอยหายเข้าไปในหน้าผากนาง ต่อด้วยชิล

     

             “สำเร็จแล้วใช่หรือไม่”

     

            นางเอ่ยถาม พลางใช้สายตาคล้ายเด็กหัดรู้หันมอง

     

             “อืม”

     

            นัยน์ตาองุ่นหรี่ลง ครู่หนึ่งจึงเดินผละออกไปนั่งลงตรงพื้นดินถัดจากโต๊ะไม้ที่วางไว้ด้วยชุดน้ำชาประมาณห้าเมตร

     

             “มานั่งนี่”

     

            เสียงชิลส่งให้ซินเด้สะดุ้งเบา นางเลิ่กลั่กอยู่สองลมหายใจ ค่อยวาดเท้าก้าวเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างเร่งรีบ

     

             “เอ่อ..”

     

             “เงียบ ข้าต้องการสมาธิ”

     

            พอเริ่มรู้สึกว่าสตรีผมเขียวผู้นี้ต้องการถามมากความ ชิลเลยกล่าวตัดบท พร้อมหลับตาลง

     

            เช่นกันเมื่อจบประโยค ซินเด้พลันเม้มปากแน่น ตรึงแขนยืดมือที่กำไว้ลงบนตัก โค้งตัวก้มหน้าอย่างรับฟัง

     

            กระแสเวลาแล่นผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง 

     

            ไม่นานนัยน์องุ่นก็เปิดออก พร้อมยกมือวาดบางสิ่งที่ทำให้ใบหน้าของซินเด้จำต้องแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงหาที่สุดมิได้

     

            นางไม่คิดไม่ฝันว่าตนจักพบเจอสิ่งที่เป็นดั่งตำนานเช่นนี้ถึงสองคราในวันเดียว เรื่องอาคมพันธสัญญาตัดชีวัน นางยังพอรับได้บ้าง เพียงคิดว่าบางทีชายหนุ่มเรือนผมน้ำตาลอ่อนตรงหน้า อาจเป็นพวกอัจฉริยะที่เอาแต่เก็บตัวใช้เวลาทั้งชีวิตเรียนรู้บทอาคม จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ค่อยมีผู้ใดรู้จัก

     

            ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถยอมรับ กระบวนความคิด บรรทัดฐาน ตรรกะ หรือแม้แต่หลักเหตุผลความเป็นไปได้ ล้วนพังทลายจนสิ้น

     

             “ระ..ร่ายรูปแบบ สะ..สัญลักษณ์”

     

            ทันทีร่างบางในชุดเก่าขาดของสตรี ผงะจนล้มไปด้านหลัง ก่อนนำข้อศอกพยุงตัวไม่ให้หลังนาบกับพื้น

     

             “ปะ..เป็นไปไม่ได้”

     

            ซินเด้หอบหายใจถี่ แม้นางจักเป็นผู้คลั่งไคล้วิถีการแพทย์เข้าเส้น อย่างไรศาสตร์แห่งอาคมก็ถือว่าอยู่ในสายเลือด เพราะจำต้องร่ำเรียนตั้งแต่เกิด ทำให้เข้าใจดีว่า การร่ายอาคมรูปแบบสัญลักษณ์ คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปัจจัยหนึ่งมาจากบันทึกทั้งหมดได้ถูกทำลายแต่ครั้งบรรพกาล อีกเหตุหนึ่งคือ ความยากของมันเกินกว่าบุคคลธรรมดาจักสามารถ

     

            นางเคยไล่อ่านตำราทั้งหมดในชั้นหนึ่งและสอง ทั้งยังเคยแอบว่าจ้างพวกชั้นสำนึกให้พาขึ้นชั้นห้าและหก มั่นใจเกินร้อยว่าไม่มีตำราเกี่ยวกับบทร่ายสัญลักษณ์ มีเพียงบันทึกสั้นๆในหนึ่งหน้ากระดาษเขียนไว้ว่า ‘สูญหายแต่ครั้งบรรพกาล’

     

             “นี่...”

     

            นัยน์ตาสีเขียวเบิกกว้างจนแทบหลุด ไม่นานน้ำตาที่ไม่รู้ว่ามาอย่างไรก็ได้ไหลบ่าอาบสองแก้ม พร้อมมือขาวสะอาดข้างหนึ่งที่ยกขึ้นปิดปากกันเสียงสะอื้น

     

            สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแม้ไม่สามารถหาเหตุผลวัด กระนั้นเมื่อคิดไปยังข่าวเรื่องมหาจอมเวทจำแลงกายที่ดังขึ้นในสำนักเมื่อหลายวันก่อน จึงส่งให้เดาได้ว่าบุรุษตรงหน้าเป็นใคร

     

            โดยไม่รีรอซินเด้ทำการยืนตัวตรง จากนั้นก็คุกเข้าลง โค้งตัวกราบกรานจนศีรษะชิดพื้น

     

             “ข้าแต่ท่านมหาจอมเวทเฮก้าที่เคารพ ข้าน้อยมีตาหามีแวว ไม่ทราบว่าเป็นท่าน จึงแสดงกิริยาอันไม่สมควร ได้โปรดช่วยลงโทษข้าน้อยไม่รู้ความผู้นี้ด้วยเถิด”

     

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน