จุติเทพกระบี่

    ตอนที่ 53 เขตแดนอสูร


            หลิวอี้เดินออกมาจากหอเขาแปลงโฉมเป็นคนขับรถม้า เดินถามผู้คนที่อยู่ภายในเมืองว่ารู้จักกลุ่มคนที่รับจ้างคุ้มกันหรือไม่ สุดท้ายเขาได้รู้ถึงที่ตั้งของกลุ่มรับจางคุ้มกัน เขาเดินไปหยุดอยู่ที่ด้านหน้าประตู มีคนแต่งชุดเหมือนกับนักสู้ยืนเฝ้าอยู่ที่ด้านหน้าประตูทางเข้า


            “พี่ชายที่นี่ใช่สำนักคุ้มภัยหรือไม่”หลิวอี้ถามทหารที่อยู่ด้านหน้าประตู


            “ใช่แล้ว เชิญท่านเข้าไปด้านในก่อน”


            ชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูนำทางหลิวอี้เข้าไปด้านใน หลิวอี้เดินตามชายหนุ่มคนนั้นมาถึงด้านหน้าโต๊ะ เขาบอกให้หลิวอี้นั่งรอก่อนจากนั้นจะมีคนมาเชิญ


            หลิวอี้มองดูภายในสำนักเห็นคนที่เหมือนพ่อค้าและคนที่กำลังจะเดินทางต่างนั่งรอเรียกเข้าไปภายในห้องๆหนึ่ง ภายในนั้นน่าจะมีผู้ดูแลสำนัก แสดงว่ากิจการของสำนักคุ้มภัยของที่นี่น่าจะรายได้ดีทีเดียวเพราะมีคนมารออยู่เยอะมาก


            ในที่สุดก็ถึงคิวของหลิวอี้ มีคนออกมาเชิญเขาเข้าไปภายในห้อง ภายในห้องมีชายอ้วนหนึ่งคนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงหน้าของเขามีโต๊ะอยู่หนึ่งตัวและมีเก้าอี้อีกหนึ่งตัว


            “เชิญท่านนั่งลงก่อน”


            หลิวอี้นั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่


            “ท่านต้องการจะเดินทางไปยังที่ไหน”


            “ข้ากำลังจะเดินทางไปยังทวีปลิ่ว ข้าจึงอยากจะได้คนนำทางและคนคุ้มกัน”


            “ท่านจะให้พวกเราคุ้มกันคนหรือว่าคุ้มกันสินค้า”


            “คุ้มกันคน พอดีข้าจะต้องส่งคุณหนูของข้าไปยังทวีปลิ่ว”


            “แล้วท่านต้องการคนคุ้มกันกี่คน”


            “ข้ายังไม่แน่ใจ หากข้าอยากจะเดินทางไปให้ถึงทวีปลิ่วโดยเร็วที่สุดมันพอจะมีเส้นทางที่สามารถเดินทางได้รวดเร็วขึ้นหรือไม่”


            “มันก็พอมี แต่เส้นทางเส้นนี้จะอันตรายเป็นอย่างมาก”

            

            “ไม่เป็นไรท่านบอกราคาข้ามาได้เลย”


            “เอาเป็นว่าข้าจะจัดคนคุ้มกันให้ท่าน 10 คน พวกเขาจะช่วยนำทางและคุ้มกันท่านไปส่งยังจุดหมายที่ท่านต้องการ ข้าคิดราคาเป็นหินกำเนิดปราณจำนวน 100,000 ก้อน ท่านคิดว่าเหมาะสมหรือไม่”


            หลิวอี้คิดว่ามันไม่แพงเลยสักนิดเพราะโอสถเม็ดเดียวของเขาสามารถขายได้ตั้งหนึ่งล้านหินกำเนิดปราณ


            “ตกลง แล้วข้าจะต้องจ่ายตอนไหน"


            “ท่านรอจ่ายตอนที่พวกเขาส่งท่านไปถึงจุดหมาย”


            หลิวอี้ได้ฟังคำพูดของชายอ้วนผู้ดูแลสำนักเขารู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง เพราะปกติการทำการค้าแบบนี้จะต้องจ่ายก่อนไม่งั้นก็ต้องจ่ายมัดจำก่อนล่วงหน้าแต่นี่กับไม่ต้องจ่ายอะไรเลย


            หลิวอี้ไม่ได้พูดข้อสงสัยอะไรของเขาออกไป เขานัดแนะวันเวลาพร้อมกับสถานที่กับชายอ้วนจากนั้นหลิวอี้กลับออกมาจากสำนักคุ้มภัย

    เขากลับมาถึงโรงเตี้ยม


            “พรุ้งนี้พวกเราจะออกเดินทาง ข้าได้นัดแนะกับคนคุ้มกันเอาไว้แล้ว”หลิวอี้พูดคุยกับเย่เอ๋อ


            แต่นางไม่พูดอะไรกับเขา นางยังคงทำเป็นไม่สนใจเขาเช่นเคย


            “พวกเรารีบนอนพักกันก่อนจะดีกว่าเพราะว่าพรุ้งนี้จะต้องตื่นเช้า”


            หลิวอี้เดินไปอุ้มนางจากนั้นก็เดินไปที่เตียงและวางนางลงไป


            “ข้าไม่ง่วง ท่านนอนเถอะ”เย่เอ๋อพูดขึ้นมา


            “ถ้าเจ้าไม่ง่วงข้าจะทำให้เจ้าง่วงเอง”


            หลิวอี้พูดจบประโยคเขาก็ทำการจูบนางทันที เย่เอ๋อพยายามที่จะขัดขืนแต่ก็ไร้ความหมายสุดท้ายพวกเขาทั้งสองจบลงด้วยการผสมสายเลือดกัน


            เช้าวันต่อมาหลิวอี้กับเย่เอ๋อออกจากโรงเตี้ยม เขาเป็นคนขับรถม้าเช่นเคย หลิวอี้ขับรถม้ามาถึงจุดที่เขานัดพบกับคนของสำนักคุ้มกันที่ด้านหน้าประตูเมืองฝั่งทางที่จะไปยังทวีปลิ่ว หลิวอี้มาถึงก็พบเห็นกลุ่มคนที่ใส่เสื้อที่มีสัญลักษณ์ของสำนักคุ้มภัยยืนรอเขาอยู่ หลิวอี้มองหน้าแต่ละคนนึกว่าพวกโจร ทุกคนต่างไว้หนวดเครายาว


            “ท่านคือผู้ที่ติดต่อจ้างพวกเราให้มาคุ้มกันใช้หรือไม่”ชายที่ดูมีอายุมากที่สุดและน่าจะเป็นหัวหน้าของทุกคนถามหลิวอี้


            “ใช่แล้วพี่ชาย คุณหนูของข้าเองที่เป็นคนจ้าง”


            “ข้าอยากจะพบกับคุณหนูของเจ้าหน่อยจะได้หรือไม่”


            “พอดีคนหนูของข้านางเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบพูดคุยกับคนหน้าแปลก ข้าต้องขออภัยพี่ชายด้วย”


            กลุ่มคนที่มาคุ้มกันทั้ง 10 คนรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาถูกชายหนุ่มคนนี้หลอกด่า เพราะพวกเขาถูกเรียกว่าหน้าแปลก


            “พวกเราเดินทางกันเถอะ”


            กลุ่มคนคุ้มกันจัดขบวนให้รถม้าของหลิวอี้อยู่ตรงกลางมีชายแก่ขี่ม้านำหน้า จากนั้นพวกเขาได้เดินทางออกจากเมืองทันที


            เยี่ยนฟางนางกลับออกมาจากสำนักหมื่นโอสถ นางได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าสำนักหมื่นโอสถคนใหม่เพื่อสอบถามเรื่องของหลิวอี้ แต่เจ้าสำนักคนใหม่บอกกับนางว่าไม่เคยพบเห็นหลิวอี้และตอนนี้เย่เอ๋อภรรยาของหลิวอี้ก็ไม่ได้อยู่ภายในสำนัก


            เยี่ยนฟางนางกลับมาถึงหอหงอี้นางจึงให้คนออกไปสืบหาข่าวของเย่เอ๋อ


            “ได้ข่าวของนางหรือไม่”


            “ผู้น้อยได้ไปสืบมาแล้ว มีคนพบเห็นนางนั่งรถม้าออกไปนอกเมืองขอรับ”


            “นางเดินทางไปที่ไหน”


            “เส้นทางที่นางเดินทางไปเป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองชายเเดนของทวีปขอรับ”


            เยี่ยนฟางรู้สึกว่ามันแปลก เพราะตอนนี้นางหาหลิวอี้ไม่พบ แถมเย่เอ๋อภรรยาของหลิวอี้ยังเดินทางไปยังเมืองชายเเดน นางพยายามที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่นางก็ยังคิดไม่ออก


            “เจ้ารีบส่งคนไปสืบหาข่าวของแม่นางเย่เอ๋อที่เมืองชายแดนและรีบกลับมาแจ้งข้าให้เร็วที่สุด”


            “ขอรับ”


            เยี่ยนฟางนางมีเพียงเบาะแสเดียวที่จะสามารถตามหาหลิวอี้ได้ นั่นคือภรรยาของเขา


            ขบวนรถม้าของหลิวอี้เริ่มเคลื่อนตัวเข้าไปยังเขตของสัตว์อสูรมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คุ้มกันทั้งสิบคนของหลิวอี้พวกเขามีระดับพลังระดับแม่ทัพทั้งหมดมีเพียงชายแก่คนเดียวที่อยู่ในระดับนักรบขั้นสูงนอกนั้นอยู่ในขั้นต่ำกับกลางเป็นส่วนมาก