เข้าตำหนักวิญญาณ
กลุ่มของฟางเฉินถึงกับตื่นตระหนกและพุ่งออกมาจากค่ายกลมิติด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาไม่คิดว่าพลังของเถ้าวัลย์สีม่วงเส้นนี้จะทรงพลังถึงขนาดทำลายค่ายกลมิติลงได้“นั่นไม่ใช่เถาวัลย์ธรรมดามแต่มันคือจิตวิญญาณระดับเทวะ หนึ่งในจิตวิญญาณพืชที่น่าหวาดกลัวที่สุด เถาวัลย์มรณะ ข้าไม่คิดเลยว่าในโลกนี้จะมีคนที่ได้รับการยอมรับจากมัน” เสียงของความโลภสั่นหลัวอย่างเห็นได้ชัด“แล้วพลังของมันเป็นยังไง” ฟางเฉินกล่าวและมองไปยังเถาวัลย์มรณะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“มันมีความสามารถในการกัดกร่อนที่ทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณ เหล็ก กระดุก ทุกสรรพสิ่งที่สัมผัสมันจะถูกกัดกร่อนและสลายหายไปทันที แม้แต่เปลวเพลิงถ้าไม่ทรงพลังพอก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้” ความโลภกล่าว“ที่เจ้าต้องการจะสื่อก็คือข้าในตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรเถาวัลย์มรณะได้สินะ” ฟางเฉินกล่าว“ใช่แล้ว” ความโลภกล่าว“ไป รีบไปยังตำหนักวิญญาณเร็วเข้า ฝ่าพวกกลุ่มอสูรเข้าไปในตำหนักวิญญาณเลยไม่อย่างงั้นพวกเราได้ตายหมดแน่” ฟางเฉินคำราม“พวกเจ้าคิดจะไปใหน” ในตอนนั้นเองคนของลัทธิเทพอสูรระดับครึ่งเซียนก็พุ่งเข้าหาฟางเฉิน“ใสหัวออกไปให้หมด” ฟางเฉินคำรามด้วยความโกรธดาบในมือเปล่งแสงสีแดงออกมาและฟาดฟันออกไป“เพลิงผลาญสวรรค์” ฟางเฉินคำราม“ตูม!!!!!!!!!!!!” เปลวเพลิงที่ถูกบีบอักระเบิดใส่ร่างของหนึ่งในชาลัทธิเทพอสูรจนร่างหลายเป็นเถ้าถ่านทันทีฟางเฉินไม่ยอมหยุดและใช้อาภรณ์อาชูร่าออกมา จากนั้นดวงตาของฟางเฉินก็กลายเป็นสีแดงโลหิต“ตายไปให้หมด อาชูร่าพิโรธ!!!!!!!!!!!” ฟางเฉินฟาดดาบใส่พวกลัทธิเทพอสูรระดับครึ่งเซียนอีก 3 คนที่พุ่งเข้ามา“แย่แล้วรีบหลบเร็วเจ้านี่มันไม่ธรรมดา” ครึ่งเซียนของลัทธิเทพอสูรต่างก็นำของวิเศษออกมาและป้องกันจากโจมตีของฟางเฉินเอาไว้“คิดว่ามันจะบเหรอ” เสียงที่เย็นชาของถังเจี่ยดังขึ้นและในตอนนั้นเองค้อนของถังเจี่ยก็ขยายใหญ่ขึ้นและทุบลงมายังร่างของทั้งสาม“ตูม!!!!!!!!!!”“อ๊ากกกกกกกกกกก” ทั้งสามคนกรีดร้องออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวดและสิ้นหวังเพราะของวิเศษของพวกเขาไม่สามารถทนพลังของพวกฟางเฉินที่ร่วมมือกันได้“ไปเร็ว!!!!!!!!!!” ฟางเฉินคำรามและรีบตามพวกเย่เซียนไปทันที“นายท่านเราจะเอายังไงกันดี” เสวี่ยหนิงกล่าว“ตอนนี้พวกเราไม่มีทางหนีแล้วรีบเข้าไปในตำหนักวิญญาณก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ฟางเฉินกล่าวพร้อมกับกินยาเข้าไป“สังหารคนของข้าแล้วคิดจะหนีงั้นเหรอ” ในตอนนั้นเองธิดาอสูรก็เค้นเสียงและใช้เถาวัลย์มรณะโจมตีฟางเฉิน“หึ!!!” ฟางเฉินนำระเบิดเพลิงอสนีสังหารออกมา นี่เป็นระเบิดที่ฟางเฉินดัดแปลกให้ทรงพลังขึ้นด้วยแร่และวัสดุที่หาจากเส้นทางวิญญาณใส่เข้าไปทำให้ระเบิดเพลิงอสนีทรงพลังจนแม้แต่เซียนขั้นสูงยังต้องได้รับบาดเจ็บหากถูกเล่นงานฟางเฉินขว้างระเบิดเพลิงอสนีสังหารทั้ง 3 ลูกออกไปใส่เถาวัลย์สีม่งที่โจมตีทันที“ตูม!!!!!!!!!!!!!” การระเบิดที่รุนแรงทำให้เถาวัลย์สีม่วงแตกกระจายออกไปทันที กลุ่มคนที่กำลังต่อสู้ก็ตื่นตระหนกและหันมามองเช่นกัน“เอ๋ คุณชายฟางเฉินมีของแบบนั้นด้วยเหรอ” ครึ่งเซียนของนิกายเทพธิดาที่กำลังวิ่งไปพร้อมกับพวกเย่เซียนกล่าวขึ้น“นั่นเป็นไพ่ลับของพวกเราหนะ” เย่เซียนกล่าว“อดทนเอาไว้อีกไม่นานพวกเราก็จะไปถึงตำหนักวิญญาณแล้ว” อู่เย่หลานกล่าวด้วยมีเซียนของนิกายเทพธิดาและศิษย์พี่ของเย่เซียนคอยนำทำให้พวกเย่เซียนไม่จำเป็นต้องลงมือจัดการกับพวกอสูร“แย่แล้วเจ้าพวกนั้นคิดจะนำหน้าข้าไป” หยูฮ่าวคำรามออกมา“ไป!!! พวกเราเองก็รีบไปที่ตำหนักวิญญาณ” ผู้คุ้มกันของหยูฮ่าวคำรามก่อนจะนำหยูฮ่าวตรงไปยังตำหนักวิญญาณเช่นกัน“ข้าเองก็คงได้เวลาไปแล้วเช่นกัน” เฟยเหยากล่าวและซัดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังมิติออกมาชายหน้ากากมังกรปลดปล่อยพลังเอาไว้ที่หมัดและชกหมัดออกไปพลังหมัดที่แข็งแกร่งทำให้คลื่นมิติที่เฟยเหยาสร้างไม่มั่นคงและหายไปทันที“แล้วค่อยมาสู้กันใหม่นะ” เฟยเหยากล่าวพร้อมกับร่างของนางหายไปและปรากฎอีกทีก็เข้าใกล้พวกฟางเฉินไปแล้ว“เคลื่อนย้ายมิติงั้นเหรอ” ชายหน้ากากมังกรกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาอีกด้านพวกชายหน้ากากวิหคต่อสู้กับเสวี่ยซินอย่างยากลำบากบนร่างของพวกเข้าปรากฎเกล็ดน้ำแข็งเต็มไปหมด“หึ คิดจะแอบเข้าไปในตำหนักวิญญาณขณะที่ข้ายังสู้อยู่งั้นเหรอ” เสวี่ยซินกล่าวเสียงเย็นและในพริบตานั้นหิมะที่ตกลงมาก็ยิ่งตกแรงยิ่งขึ้นบนพื้นหิมะที่กองกันอยู่จนทำให้พื้นเป็นสีขาวก็เริ่มเปล่งแสงสีฟ้าและพริบตาเกล็ดหิมะก็ระเบิดกลายเป็นผลึกน้ำแข็งและสร้างเป็นกำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่ออกมาเสวี่ยซินใช้โอกาสนี้ตามพวกเฟยเหยาไปในตอนนี้ได้ปรากฏสะพานแสงที่ส่องลงมาจากตำหนักวิญญาณ พวกเย่เซียนจึงไม่ลังเลและรีบขึ้นไปบนสะพานแสงทันที สะพานแสงได้นำร่างของพวกเย่เซียนเข้าไปในตำหนักวิญญาณอย่างรวดเร็วฟางเฉินที่ตามมาก็พบว่าตำหนักวิญญาณนั้นมีขนาดใหญ่มากแต่ตัวของยักษ์ศิลาที่เข้ามาดูใกล้ๆกลับมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่า ฟางเฉินไม่มีเวลาชื่นชมขนาดตัวและที่มาของยักษ์ศิลาและวิ่งเข้าไปในสะพานแสงทันที“หืม สะพานแสงนี่มัน!!!” ฟางเฉินสัมผัสได้ว่าทักษะมหาดาบอาชูร่ากำลังตอบสนองกับสะพานแสง และพริบตาพวกฟางเฉินก็หายไปในสะพานแสงและเข้าไปในเส้นทางวิญญาณจากนั้นก็มีร่างแดงเพลิงปรากฏขึ้นและตามพวกฟางเฉินไป ร่างแดงเพลิงนั้นคือหวู่เถียนอี้ซึ่งนางติดตามฟางเฉินมาตลอดแต่นางไม่ได้เข้าไปยุ่งกับกับการต่อสู้เลยและต่อจากหวู่เถียนอี้เฟยเหยาและเสวี่ยซินก็เข้าไปในตำหนักวิญญาณเช่นกัน พวกลัทธิเทพอสูรที่ตามมาทีหลังก็แสดงสีหน้าบิดเบี้ยวเพราะการต่อสู้เมื่อสักครู่พวกเขาแทบไม่ได้สร้างความเสียหายให้พวกเฟยเหยาเลย“ไอ้เจ้าเด็กที่ระเบิดพวกเราตายมันเป็นใครทำไมเราไม่เคยเห็นของแบบนั้นมาก่อนเลย” ชายหน้ากากมังกรกล่าว“จากข้อมูล เขาน่าจะมีนามว่าฟางเฉินเป็นศิษย์ของราชาเซียนเต้าจีและยังเป็นเป้าหมายสังหารที่พันธมิตรต้องการให้ตายมากที่สุดอีกด้วย” ชายหน้ากากแมงมุมกล่าว“อย่างงั้นก็ดี ต่อไปพวกเจ้าต้องหาเจ้าฟางเฉินนั่นให้เจอและเจ็บเป็นมันมาเพราะไอ้ลูกระเบิดที่มันใช้น่าสนใจอย่างมากและมันจะมีประโยชน์กับเราถ้ารู้วิธิสร้างมัน” ธิดาอสูรกล่าวและนำคนขอลลัทธิเทพอสูรเขาไปในตำหนักวิญญาณทางด้านฟางเฉินเมื่อเข้าไปในตำหนักวิญญาณแล้วฟางเฉินก็ปรากฎตัวในพื้นที่รกร้างแห่งหนึ่ง รอบ ๆพื้นที่มีแต่ต้นแม้ที่แห้งตายและผืนดินก็แห้งและแตกละแหง ฟางเฉินหันไปมองรอบ ๆก็พบว่าถังเจี่ยหายไปและแม้แต่พวกเย่เซียนก็ไม่อยู่ข้างๆฟางเฉินมีเพียงเสวี่ยหลิงเท่านั้นที่ยังไม่ได้สติ