“กลับมาแล้วครับยาย”เด็กชายตัวเล็กแต่สูงกว่าไครี่ราวครึ่งหัวเดินเข้ามาที่แคร่พร้อมชำเลืองมองดูเรือนร่างด้านหลังไครี่ด้วยสีหน้าสงสัย‘เด็กที่ไหนวะบังอาจมาใส่เสื้อผ้าของข้าไม่ใช่หรือนั่น ชะชะ ไม่รู้จักไอ้จ่อยซะแล้ว’
“กลับมาแล้วเรอะไอ้จ่อย ไป ไปล้างมือล้างไม้ก่อน แล้วค่อยมากินข้าวกัน”ยายเอียดสั่งการเสียก่อนที่เด็กชายจ่อยจะทันเอ่ยถามสิ่งใดออกมา
“ครับยาย”ไอ้จ่อยทำตามด้วยดี แม้จะเป็หัวโจกเ้าถิ่นแถวนี้แต่ไอ้จ่อยกลับเชื่อฟังและปฏิบัติตัวดีกับยายเอียดเสมอมา เมื่อล้างไม้ล้างมือเสร็จจึงรีบเดินกลับมาสมทบที่แคร่ไม้ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“มาสิยายจะแนะนำให้รู้จัก นังหนูนี่ชื่อไครี่ ยายเจอที่ท้ายทุ่ง นังหนูเป็เด็กกำพร้าตอนเจอนี่หกล้มอยู่ในปรักควายน่าสงสารนัก ยายเลยพากลับมาพักอยู่ด้วยกันหวังว่าเอ็งจะไม่รังแกรังเกียจและเป็เพื่อนที่ดีกับนังหนูนะ”ยายเอียดเริ่มต้นแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน “ส่วนไอ้จ่อยนี่ก็คือหลานชายของยายเองพ่อแม่มันทำงานอยู่เมืองกรุงนู่นตอนนี้ที่บ้านเลยมีแค่ยายกับไอ้จ่อยสองคนเท่านั้นแหละ”
“สวัสดีค่ะหนูขออยู่ด้วยคนนะคะ” ไครี่เริ่มเอ่ยทักทายพร้อมฝากเนื้อฝากตัว
“สะสวัสดีๆ เอ่อ.. ยินดีที่ได้รู้จัก” หลังจากที่ได้เห็นหน้าเห็นตาไครี่ชัดๆ นักเลงจ่อยเริ่มพูดตะกุกตะกักพร้อมแก้มที่ขึ้นสีแดงน้อยๆ‘เด็กอะไรหน้าตาน่ารักอิ๊บอ๋ายยังกะตุ๊กตา’ ไอ้จ่อยคิดในใจ
“วันนี้ยายเปิดสำรับกินข้าวก่อนไม่ได้รอกินพร้อมเอ็ง กลัวนังหนูจะหิวมากเกินไป ไม่ว่ากันนะ” ยายเอียดอธิบาย
“ดีแล้วครับยาย”ไอ้จ่อยเริ่มตักข้าวและลงมือกินอาหารปกปิดความเก้อเขินที่ได้เพื่อนใหม่หน้าตาสะสวยน่ารัก
“เออว่าแต่นังหนู เอ็งอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ” ยายเอียดถาม
“สิบขวบค่ะ”
“เอ้างั้นก็เป็น้องของไอ้จ่อยสินะ ไอ้จ่อยอายุสิบสอง ปีนี้อยู่ป.หก แล้วเอ็งล่ะ ได้เรียนหนังสือมั่งหรือเปล่า”
“เรียนค่ะเอ่อ หนูพยายามเรียนด้วยตัวเองค่ะ” ป.หกคืออะไรก็ยังไม่รู้แต่ดูท่าจะเป็ระดับชั้น ตอบหลวมๆ ให้มีทางหนีทีไล่ก่อนดีกว่า ไครี่คิด
“ออนั่นสินะ ร่อนเร่แบบนี้จะเข้าโรงเรียนได้ยังไงแล้วสนใจจะเข้าโรงเรียนของที่นี่บ้างหรือเปล่า”
“เข้าเรียนได้หรือคะสนใจค่ะ” ไครี่เริ่มวาดแผนการในใจ
“อืมไว้ข้าจะปรึกษาผู้ใหญ่บ้านกะครูใหญ่ดู เผื่อจะมีทุนการเรียนให้”
“ถ้าได้อยู่โรงเรียนเดียวกับผมก็คงดีนะครับยาย”ไอ้จ่อยชักรู้สึกดีใจถ้าจะมีน้องสาวแสนน่ารักไปโรงเรียนด้วยกัน
“ไครี่เป็ชื่อฝรั่งเหรอแปลว่าอะไรอะ” ไอ้จ่อยเริ่มชวนคุย
“แปลว่าหยกสีชมพูค่ะ”ไครี่ตอบ
“โหแล้วทำไมไม่ชื่อหยกหละ เรียกง่ายกว่าเยอะเลย” ไอ้จ่อยสงสัยตามประสาเด็ก
“เอ่อ...เรียกหยกก็ได้ค่ะ” ไครี่ตามน้ำเผื่อว่าจะได้ไม่เป็ที่แปลกประหลาดสำหรับโลกใบนี้เกินไปขนาดเพิ่งรู้จักคนสองคนยังถูกถามเหมือนกันซ้ำๆ
“ชื่อเขามีพ่อมีแม่ตั้งให้อยู่ๆ เอ็งจะมาเปลี่ยนชื่อคนอื่นตามใจชอบอย่างนี้ได้ยังไงไอ้จ่อย” ยายเอียดดุ
“ผมคิดไม่ถึงครับขอโทษครับ” จ่อยใเพราะไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
“ไม่เป็ไรค่ะชื่อหยกฟังดูเพราะดีค่ะ” ไครี่รีบตอบ
“เอ้าเ้าตัวว่างี้ก็ตามใจนะ คิดซะว่ามีชื่อเล่นเพิ่มละกัน แต่ก็เรียกคล่องปากขึ้นจริงๆฮ่าๆ” ยายเอียดตบท้าย
“ค่ะหนูยังไม่รู้อะไรอีกมาก ยายกับพี่จ่อยช่วยสอนหนูด้วยนะคะ”
“อยู่เป็นะนี่เราน่ารักจริง” ยายเอียดไม่มีหลานสาว ครั้นเห็นไครี่เป็เด็กดีมีมารยาทก็รู้สึกเอ็นดูยิ่งขึ้น
“เอาละไอ้จ่อยอิ่มแล้วงั้นก็มาช่วยกันเก็บสำรับไปล้างจานแล้วค่อยไปอาบน้ำอาบท่าทำการบ้าน”
“ครับยาย”ในวันจันทร์ถึงศุกร์ที่ต้องไปโรงเรียนจ่อยจะรับหน้าที่ช่วยยายล้างจานชามเฉพาะตอนเย็นส่วนวันหยุดจะช่วยงานสารพัดสารเพเป็กิจวัตรเพราะรู้ว่ายายของตนอายุมากแล้วยังต้องมาดูแลตนแทนพ่อแม่ที่ไปทำงานหาเงินอยู่ไกลถึงเมืองหลวง นับว่าเป็เด็กที่รู้ความและกตัญญูดีทีเดียว
ไครี่หรือหยกหมาดๆรีบกุรีกุจอเข้าช่วยจ่อย ครั้นเสร็จจากงานล้างจานชามครั้งแรกในชีวิตแล้วยายเอียดจึงเห็นสมควรแก่เวลาพาหยกขึ้นเรือนไปแนะนำห้องพักบนเรือนมีห้องนอนทั้งหมดสามห้อง เป็ห้องของยายเอียดเองหนึ่งห้องห้องจ่อยและห้องว่างซึ่งเป็ห้องของพ่อแม่จ่อย นอกจากนี้ยังมีห้องน้ำที่ใช้ร่วมกันมีห้องเล็กอีกห้องหนึ่งซึ่งประตูถูกเปิดไว้อยู่ หยกมองเข้าไปเห็นชั้นวางขนาดเล็กลดหลั่นกันลงมาชั้นบนสุดวางรูปปั้นขนาดเล็กของคนนั่งขัดสมาธิ ชั้นต่อๆ มาวางภาชนะปักดอกไม้ ชั้นตรงกลางมีกระถางปักไม้อะไรสักอย่างได้กลิ่นหอมอ่อนๆ บางอย่างโชยออกมา ทั้งหมดแลดูเรียบง่ายแต่ให้บรรยายกาศที่พิเศษมากหยกคิดในใจอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าห้องนี้คือห้องอะไรแต่ยังไม่กล้าเอ่ยถามให้มากความเกรงว่าจะกลายเป็พิรุธบริเวณพื้นที่ส่วนกลางเป็โซนพักผ่อน มีเก้าอี้หลายตัวล้อมรอบโต๊ะเตี้ย ริมผนังด้านหนึ่งจัดวางตู้หนังสือถัดไปเป็ชั้นวางกล่องโลหะสี่เหลี่ยม หยกมารู้ทีหลังว่าเ้าสิ่งนี้เรียกว่าทีวี ยายเอียดให้หยกพักอยู่ในห้องของพ่อแม่จ่อยเพราะนานๆ ทีพ่อแม่จ่อยถึงจะกลับมา ตัวห้องสะอาดสะอ้าน มีโต๊ะตู้เตียงครบครันนับว่าอยู่สบายทีเดียว
(ต่อไปขอเริ่มแทนตัวไครี่ว่าหยกนะคะ)
“นังหนูวันนี้พักผ่อนให้สบายก่อนเถอะพรุ่งนี้ยายจะพาเอ็งไปหาซื้อเสื้อผ้าเครื่องใช้ที่จำเป็เพิ่มเติมให้”ยายเอียดว่าแล้วก็กลับเข้าห้องหับของตนไปพักผ่อนวันนี้เข้านาไปโรยปุ๋ยหลายไร่จึงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
“ขอบคุณค่ะยาย”เมื่อได้อยู่ตามลำพัง หยกจึงเริ่มรวบรวมความคิด ลำดับสิ่งที่ควรทำก่อนหลังคงต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยบนโลกใหม่ใบนี้เป็อันดับแรก
‘ข้างนอกนั่นมีสิ่งที่ยายเอียดเรียกว่าหนังสือยายบอกว่าสามารถเอามาอ่านได้ตามสะดวก เราออกไปสำรวจกันก่อนดีกว่านะทีเจวัน’หยกเดินออกจากห้องนอนและตรงไปหยุดยืนอยู่หน้าตู้หนังสือประจวบเหมาะกับที่จ่อยอาบน้ำเสร็จออกมาพอดี จึงพบกันที่ห้องพักผ่อน
“สนใจอ่านหนังสือเหรอมา พี่แนะนำให้ ชั้นล่างสุดนี่เป็พวกหนังสือเรียนเก่าๆ ของพี่เอง ยายสอนว่าหนังสือเป็สิ่งล้ำค่าเป็โลกกว้างของเรา ดังนั้นพวกตำราเรียนต่างๆ ยายไม่ให้ทิ้งขว้างมีหมดั้แ่อนุบาลจนถึงป.หกเลย ชั้นต่อมานี่เป็หนังสือสะสมของยายพวกหนังสือธรรมะหนะ เยอะเลย ส่วนชั้นบนถัดไปเป็พวกหนังสือตำราอาหารหนังสือการเกษตรกับหนังสือเบ็ดเตล็ดอีกหลายประเภท” จ่อยแนะนำอย่างกระตือรือร้น
ที่แท้หนังสือก็คือสื่อบันทึกข้อมูลนี่เองเปรียบได้กับจานคริสตัลบนโลกทวิภาค “ขอบคุณค่ะ หนูขอดูหนังสือเรียนชั้นเริ่ม เอ่อ ั้แ่ชั้นอนุบาลของพี่จ่อยก่อนได้ไหมคะอยากเห็นค่ะ”
“เอาสิอยู่ตรงนี้เอง ตามสบายเลย พี่จะนั่งทำการบ้านอยู่ตรงนี้นะ”ว่าแล้วจ่อยก็นั่งลงที่พื้นมุมหนึ่งพร้อมกางสมุดหลายเล่มบนโต๊ะ
หยกหอบหนังสือที่จ่อยแนะนำว่าเป็หนังสือเรียนชั้นอนุบาลออกมากองบนโต๊ะอีกมุมหนึ่งพลางก็หยิบหนังสือที่ดูซับซ้อนน้อยที่สุดออกมาเปิดอ่าน เป็หนังสือแสดงตัวอักษรเดี่ยวๆพร้อมรูปภาพ
“พี่จ่อยสอนหนูอ่านหนังสือนี่หน่อยได้ไหมคะช่วยทบทวนเผื่อหนูจำผิด” หยกพยายามหาเหตุผลประกอบคำขอร้อง ถึงแม้จะประมวลคลื่นเสียงจนพอจะสื่อสารได้แล้วแต่สัญลักษณ์เชิงภาษาต่างๆ ก็ยังต้องศึกษา
“ได้เลย”จ่อยไม่มีอาการสงสัย เขาเริ่มต้นสอนอย่างกระตือรือร้นไปทีละหน้า หนังสือออกเสียงก.ไก่ถึง ฮ.นกฮูก พยัญชนะ สระ อักษรภาษาอังกฤษ การผสมเสียงอ่านตัวเลขนับหนึ่งถึงหลักสิบ หลักร้อย สัญลักษณ์บวกลบคูณหาร สอนเพลินจนหมดหนังสือชั้นอนุบาลไปอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณค่ะพี่จ่อยหนูทบทวนความจำได้แล้ว พี่จ่อยทำการบ้านต่อเถอะค่ะ ที่เหลือเดี๋ยวหนูอ่านเอง” หยกหาข้ออ้างเธอมีความจำและความเฉลียวฉลาดเป็เลิศ แค่ได้เห็นได้ฟังผ่านตาก็จำได้ไม่รู้ลืม เมื่อจับสัญลักษณ์และโครงสร้างทางภาษาได้ก็มีความเข้าใจทั้งหมดหยกจึงอยากจะอ่านต่อให้ไวขึ้น
“อ้องั้นถ้ามีอะไรก็ถามเพิ่มได้ไม่ต้องเกรงใจนะ พี่ทำการบ้านต่อละ” จ่อยหันกลับไปทำการบ้าน
“ค่ะ”หยกวิเคราะห์แล้วตัดสินใจศึกษาไปทีละศาสตร์วิชา จากอนุบาลไปจนจบป.หก เริ่มต้นจากการศึกษาภาษาต่างๆสิ่งนี้คือประตูสู่ความรู้ทั้งหมดคิดได้ดังนั้นจึงเริ่มหยิบหนังสือเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่หนึ่งมาอ่านไล่ขึ้นไปจนจบประถมศึกษาปีที่หกจากภาษาไทยไปภาษาอังกฤษระดับประถมยังมีภาษาจีนเพิ่มเติมขึ้นมาจากชั้นอนุบาลอีกด้วยใช้เวลาเพียงสองสามชั่วโมงก็แตกฉานในหลักของภาษาทั้งสาม
“โหทำไปทำมาก็เกือบสามทุ่มแล้วนะ ต้องเตรียมตัวนอนกันแล้ว ไม่งั้นพรุ่งนี้เช้าจะตื่นไม่ไหว”จ่อยทำการบ้านเสร็จแล้วจึงปิดปากหาว “วันนี้การบ้านเยอะ อดดูทีวีเลย”
“ก็ดีเหมือนกันค่ะหนูก็เริ่มเพลียแล้ว” หยกเก็บหนังสือเข้าชั้นพร้อมกับแอบส่งจิต ‘ทีเจวันสแกนหนังสือในตู้ทั้งหมดแล้วถ่ายโอนข้อมูลให้ชั้นที แบบนี้จะได้เร็วขึ้น’จากนั้นจึงแยกย้ายกันเข้าห้องนอนไปพักผ่อน
แม้จะเพลียอยู่ไม่น้อยแต่ความร้อนใจกลับมีมากกว่าก่อนจะเข้านอนหยกจึงตัดสินใจรับข้อมูลจากทีเจวันมาประมวลผล แยกแยะความรู้หลักๆออกมาได้แก่ ภาษาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ การเกษตร คหกรรม ศาสนศาสตร์คณิตศาสตร์ และอื่นๆ อีกยิบย่อย
ความรู้หลากหลายหลั่งไหลเข้ามาในหัวเธอตั้งสมาธิย่อยข้อมูล ที่แท้ชั้นวางรูปปั้นในห้องนั้นเรียกว่าโต๊ะหมู่บูชา รูปปั้นนั้นคือพระพุทธรูปนั่นเองก้านไม้หอมๆ คือธูป ภาชนะใส่ดอกบัวเรียกว่าแจกัน ส่วนทีวีคืออุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียง
ประเทศนี้คือประเทศไทยมีเขตการปกครองระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ บางประเทศมีมณฑล มีรัฐฯ
พื้นที่บริเวณนี้อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเดิมเป็พื้นที่แห้งแล้ง ปลูกพืชผักไม่ได้ หากแต่ได้ศาสตร์แห่งพระาาเข้ามาพัฒนาปรับปรุงหน้าดินจนกลายเป็พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดทุกฤดูกาล
วิชาการเกษตรเป็สิ่งที่หยกไม่เคยคิดอยากจะเรียนในโลกทวิภาคเธอคิดถึงเชอเชียนัก แต่ก่อนเคยบ่นเพื่อนว่าเชยตอนนี้รู้สึกแล้วว่าเชอเชียฉลาดจังที่เลือกเรียนศาสตร์แห่งเกษตรกรรมถ้าหลุดมาโลกแบบนี้บ้างคงไม่อดตายแน่ ‘ดังนั้นั้แ่บัดนี้เป็ต้นไปชั้นจะเก็บรายละเอียดทุกเม็ดเลยคอยดู’
วิชาคหกรรมทำอาหารตัดเย็บเสื้อผ้ายังมีรายละเอียดไม่มากแต่ตำราอาหารที่ยายเอียดสะสมไว้กลับมีเยอะ มีทั้งสูตรอาหารคาวอาหารหวานตำราอาหารไทย อาหารฝรั่ง อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น แต่ละอย่างเห็นภาพแล้วชวนน้ำลายไหล
น่าเสียดายที่มีข้อมูลด้านจักรวาลวิทยาน้อยนิดเหลือเกินเวลานี้รู้แค่ว่าโลกนี้คือโลกไกอา อยู่ในระบบสุริยะจักรวาลมีดวงดาวแปดดวงหลักโคจรรอบดวงอาทิตย์ และระบบสุริยะอยู่ในกาแลกซี่ทางช้างเผือก
...
เช้าวันถัดมาอากาศสดชื่นเย็นสบายหยกตื่นไม่สายนัก ได้ยินเสียงยายเอียดทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆอยู่ที่ชั้นใต้ถุนจึงรีบลุกจากเตียง หมายใจจะลงไปช่วยยายเอียด เมื่อลงไปถึงชั้นล่างจึงเห็นยายเอียดอยู่ในห้องครัวนั่นเองหยกรีบกุลีกุจอเข้าไปขันอาสาเป็ลูกมือทำกับข้าวให้ยายเอียด แรกๆ เงอะงะอยู่ไม่น้อยเหตุเพราะเธอไม่เคยหยิบจับงานครัวมาก่อน ยายเอียดใจเย็นและมีเมตตามาก แทบจับมือหยกสอนราวกับเป็ลูกเป็หลานแท้ๆคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่นานอาหารหน้าตาน่ากินส่งกลิ่นหอมฟุ้งสองสามอย่างก็เสร็จชวนให้หยกแอบภาคภูมิใจไม่น้อยที่มีส่วนร่วมในการทำอาหารครั้งแรกของชีวิตตนเช้านี้มีข้าวต้มหมูสับทรงเครื่องกับไข่ลวก ยายเอียดบอกว่าเช้าๆ กินอาหารเบาๆย่อยง่ายหน่อย เพราะเพิ่งตื่นนอนกัน คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้สึกหิว
่สายหลังจากที่ไอ้จ่อยไปโรงเรียนยายเอียดจึงพาหยกไปหาซื้อเสื้อผ้าสามสี่ชุด เครื่องใช้ส่วนตัวเช่นแปรงสีฟัน จากนั้นแวะหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อแจ้งเื่ของหยกพร้อมกับปรึกษาเื่การให้หยกเข้าโรงเรียนผู้ใหญ่บ้านกำลังว่างอยู่จึงใจดีพายายเอียดและหยกไปคุยกับครูใหญ่ทันที พอครู่ใหญ่รับทราบเื่ราวก็ให้ความช่วยเหลือด้วยความเมตตาครูใหญ่ให้หยกทำแบบทดสอบสำหรับชั้นเรียนประถมศึกษาปีที่ห้าซึ่งเป็ชั้นเรียนมาตรฐานของเด็กสิบขวบครั้นเห็นผลการทดสอบ ครูใหญ่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงเพราะหยกทำข้อสอบได้ถูกต้องทั้งหมดเพชรเม็ดงามอย่างนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไงเขาตัดสินใจมอบโควตาทุนการศึกษาให้หยกและให้เข้าแทรกเรียนกลางเทอมทันที
ชีวิตนับจากนี้ไปถือว่าเต็มไปด้วยความสงบสุขเช้ามาหยกรีบตื่นขึ้นมาช่วยยายทำกับข้าวเพื่อหัดทำอาหารก่อนไปโรงเรียนอย่างไม่กลัวเหนื่อยเธอคิดว่าหากมีโอกาสเป็ไปได้แม้เพียงหนึ่งในล้านที่จะถูกเวฟหายไปไหนอีก อย่างน้อยที่สุดจะได้มีความรู้พอช่วยเหลือตนเองได้ยามเย็นหลังเลิกเรียนก็ติดสอยห้อยตามไอ้จ่อยไปตะลอนเที่ยวเล่นในทุ่งนาทุ่งไร่ขุดรูปู ขุดไส้เดือน จับปลาจับกุ้งหอย เก็บรังมดแดง เด็ดผักเก็บเห็ดปีนต้นไม้เก็บผล มีทั้งชมพู่ มะม่วง มะขบ พุทรา ผลงานทั้งหมดส่งให้ยายเอียดไว้ทำอาหารเป็การช่วยแบ่งเบาภาระการหาวัตถุดิบทำอาหารไปในตัวทั้งสนุกตื่นเต้นและได้ประโยชน์จนแทบลืมความทุกข์ที่จากบ้านมา บางวันเจอเด็กเกเรเข้ามาก่อกวนไอ้จ่อยก็สวมบทนักเลงวาดมวยไทยสวนกลับ หยกเห็นแล้วสนใจมากรบเร้าให้ไอ้จ่อยสอนมวยไทยอยู่หลายกระบวนท่า ส่วนไอ้จ่อยก็ยินดีถ่ายทอดวิชาให้พร้อมสั่งสอนกลเม็ดเด็ดพลายต่างๆเพื่อให้น้องสาวแสนสวยรู้จักป้องกันตัวและทันเล่ห์ทันเหลี่ยมผู้คน
กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่หยกติดงอมแงมคือการดูทีวีไม่ว่าจะเป็ข่าว สารคดี รายการโชว์ต่างๆ รายการเพลง ละครไทยหรือเทศ ญี่ปุ่นเกาหลีโดยเฉพาะซีรี่ส์จีน หยกไม่พลาดซักเื่ที่ออกอากาศ
ที่ห้องสมุดของโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทให้นักเรียนได้ศึกษาหาความรู้หยกหัดจนเข้าใจการใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หยกทำตัวเป็ฟองน้ำดูดซับความรู้ทุกอย่างทุกแขนงเข้าตัวอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย นอกจากปริมาณข้อมูลข่าวสารต่างๆอันเปรียบเสมือนการเชื่อมประตูสู่โลกทั้งใบผ่านอินเตอร์เน็ทแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่หยกตั้งหน้าตั้งตาดูคือซีรี่ส์จีนนั่นเองไม่รู้ทำไม พอเห็นพวกเทพเซียนในหนังเหาะเหินเดินอากาศปล่อยพลังแสงเฟี้ยวฟ้าวกันหยกก็อดคิดเปรียบเทียบไม่ได้ว่าถ้าฝึกฝนจนกลายเป็ร่างแสงตามแบบชาวดาวทวิภาคแล้วตัวเองจะทำได้มั่งหรือเปล่าความรู้ด้านการวิวัฒน์จากกายเนื้อสู่ร่างแสงในโลกทวิภาคหยกเพิ่งเคยศึกษาทฤษฎีอย่างคร่าวๆยังไม่เคยจับต้องหรือฝึกปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากยังไม่ถึงเวลา
แน่นอนว่าหยกไม่ลืมที่จะให้ทีเจวันสแกนหนังสือทั้งหมดในห้องสมุดโรงเรียนเก็บไว้เรียบร้อย
ส่วนการฝึกจิตหยกได้ยายเอียดพาเข้าวัดไปฟังเทศน์ฟังธรรมพร้อมฝึกกรรมฐานทุกวันอาทิตย์ซึ่งหยกติดใจอย่างมาก การฝึกกรรมฐานที่โลกนี้ช่วยส่งเสริมการฝึกพลังจิตของหยกให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นจนแทบจะเรียกว่าก้าวะโ
เวลานี้หยกหลงเข้ามายังโลกมนุษย์ได้เจ็ดเดือนกว่าแล้วไม่นานฤดูฝนก็มาเยือน วันนี้ไอ้จ่อยนัดเตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนหยกจึงกลับบ้านก่อนโชคไม่ดีที่พอเดินมาถึงทุ่งนาบริเวณปลักควายที่หยกเคยลงไปคลุกดินในครั้งแรกที่มาเยือนโลกฝนที่ไม่เห็นท่าตั้งเค้ามาก่อนกลับเทลงมาแรงขึ้นและแรงขึ้นอย่างไม่ทันให้หยกได้ตั้งตัวแถมจู่ๆ ก็เกิดวงพายุขนาดเล็กพร้อมสายฟ้าพุ่งฟาดลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...
วู๊ว...เปรี้ยงๆ....