มู่หรงจ้านศีรษะทุยใบหน้าเล็ก รูปโฉมหล่อเหลา หุ่นพยัคฆ์เอวหมาป่ารูปร่างดีอาภรณ์สีแดงสดที่สวมใส่ยิ่งขับเน้นจุดเด่นของเขาให้ปรากฏออกมาทุกส่วน
แม้จะมีความเฉิดฉายคล้ายสตรีอยู่บ้างแต่คิ้วเข้มรูปกระบี่ ดวงตากระจ่างสดใสดุจดารา จมูกโด่งเป็สันท่วงท่าทะนงองอาจข่มผู้คน ดวงหน้าประหนึ่งหยกสลัก สง่างามดุดันดุจยอดบรรพตเยือกเย็นแต่ก็ยังดูมีเสน่ห์เหลือล้น
มู่หรงจ้านคือชายหนุ่มที่ยืนติดระเบียงที่จ้าวห่าวหลินมองเห็นั้แ่ครั้งแรกนั่นเอง
ชายหนุ่มสะบัดพัดโครงเหล็กในมือไปมาดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่จ้าวห่าวหลินด้วยความสนใจั้แ่ที่จ้าวห่าวหลินเข้ามาในบ่อนแห่งนี้ เขาก็จับตามองตลอดโดยเฉพาะสายตาเฉลียวฉลาดคู่นั้นที่มองขึ้นมาอยู่รู้ทันช่างทำให้เขารู้สึกสนใจยิ่งนัก
“คุณชายที่กำลังลงเดิมพันผู้นั้นคือใคร?”
แม้ว่าคุณชายท่านนั้นจะสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดธรรมดาแต่ผิวที่เผยออกมานอกผ้าทั้งขาวทั้งเนียนละเอียด ดูแล้วน่าจะได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่และได้รับการบำรุงอย่างดีใบหน้าหล่อเหลาคมคายบวกกับท่วงท่าท่าทางที่แสดงออกมาช่างสูงส่งเกินกว่าจะเป็คุณชายในแถบบ้านนอกเช่นนี้
“เอ่อ...”จ้าวเหลียงชะโงกหน้าออกไปดูหน้าจ้าวห่าวหลิน คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก “นายน้อยข้าน้อยไม่ทราบขอรับ ข้าน้อยเองก็เพิ่งเคยเห็นคุณชายท่านนี้วันนี้”
จ้าวเหลียงเขี่ยเล็บมองจ้าวห่าวหลินอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นักวันนี้เขาตั้งใจจัดฉากให้คุณชายดูเสียหน่อยว่าบ่อนของพวกเขาใสสะอาดไม่มีการใช้กลโกงใดทำให้รายได้บ่อนไม่สูงมากนัก
ไม่ทราบว่าชายผู้นี้ไปกินหัวใจหมีดีเสือ[1]มาหรือยังไงกัน เหอะ... แต่เอาเถอะดูจากชุดแล้วคงเป็คุณชายที่เดินทางผ่านมาแล้วแวะมาร่วมสนุกเท่านั้นแหละมั้งเอาเถอะ... ถือว่าวันนี้มีโชคหรอกนะ
มู่หรงจ้านมองดูจ้าวห่าวหลินยิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตาอยู่ดี ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมาโดยไม่คิดมาก “คุณชายท่านนี้เป็สหายของข้า”
จ้าวเหลียงหันขวับไปมองมู่หรงจ้านอย่างมึนงงไม่ใช่ว่าเมื่อกี้นายน้อยยังถามชื่อสหายของท่านอยู่หรอกหรือเขาไม่ใช่คนโง่ถึงไม่รู้ว่านายน้อย้าบอกว่าตอนนี้ชายผู้นั้นอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเขาแล้ว
จ้าวเหลียงประสานมือขึ้นถูไปมาท่าทางประจบสอพลอ“ในเมื่อคุณชายเป็สหายของนายน้อย ข้าน้อยจะรับรองอย่างดีขอรับ”
มู่หรงจ้างแย้มยิ้มบางเบา“สหายของข้าคนนี้ เป็บัณฑิตที่รักสันโดษ”
บัณฑิตที่ไม่อยู่เรือนอ่านตำราเตรียมสอบมีด้วยหรือขอรับนายน้อย
ท่านจะอ้างสิ่งใดก็ควรจะดูความจริงหน่อยดีหรือไม่
แม้จะคิดอย่างนั้นแต่จ้าวเหลียงก็ยังคงประดับรอยยิ้ม“ในเมื่อเป็เช่นนั้นข้าน้อยจะกำชับเด็ก ๆ ไม่ให้ไปรบกวนท่านบัณฑิตขอรับ”
ทั้งสองเงียบลงส่วนด้านล่างมีเด็กคนหนึ่งกำลังวิ่งขึ้นมาบนลานยื่นลูกเต๋าให้กับ‘ท่านบัณฑิต’ จ้าวเหลียงกลืนน้ำลาย แล้วแบบนี้เขาควรจะทำอย่างไรดีละเนี่ย
เอาเหอะ...เช่นนั้นก็ต้องให้อาเฉิงรับความอยุติธรรมแล้ว
เขากำลังทำท่าทางจะส่งสัญญาณบอกน้องชายด้านล่างแต่มู่หรงจ้านสายตาดีหันกลับมาที่เขา เขาจึงต้องเอามือลงเม้มปาก
“ข้าดูแล้วบ่อนของข้าที่นี่ช่างใสสะอาดยิ่งนักอืม.... ไม่แปลกที่รายได้จะน้อยไปหน่อย” มู่หรงจ้านเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนักสำหรับเขาแล้วการเปิดบ่อนแห่งนี้ก็แค่การเล่นสนุกเท่านั้นไม่ได้จริงจังเท่าไรนัก
จ้าวเหลียงราวกับยกูเาออกจากอกหลังที่เคยโค้งงอยืดตรงดวงตาเป็ประกาย ฉีกยิ้มกว้างเสียจนน่าขยะแขยงมู่หรงจ้านถอนหลบไปด้านหลังเว้นระยะห่างสองก้าวใหญ่
“แน่นอนขอรับนายน้อยบ่อนแห่งนี้ข้าน้อยดูแลอย่างดี การเดิมพันของเราขึ้นชื่อว่ายุติธรรมที่สุดเพื่อไม่ให้เหล่านักพนันต้องผิดหวังกลับไป” เขาโน้มเข้ามาหามู่หรงจ้านเล็กน้อยพูดเบาลง “ไม่งั้นคงเสียชื่อนายน้อยแย่ใช่หรือไม่ขอรับ”
มู่หรงจ้านไม่ตอบสะบัดคลี่พัดโครงเหล็กใส่หน้าจ้าวเหลียงให้เขาถอยออกไปแล้วจ้องลงไปที่ลานพนันเงียบๆ
จ้าวเหลียงจะทำอะไรได้นอกจากยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบปากสงบคำในที่สุด
จ้าวเฉิงเย่มองจ้าวห่าวหลินควงกระบอกในมือไปมาท่าทางไม่จริงจังดูท่าทางอยากรู้อยากเห็นเสียมากกว่าก็ขยับยิ้มมุมปากมองไปทางชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ผู้คุมบ่อน เพื่อให้แน่ใจว่าชายผู้นี้ไม่ใช่งูเ้าถิ่น
ชายฉกรรจ์ทำมือส่งสัญญาณให้เชือดจ้าวห่าวหลินนิ่มๆ กินอย่าให้เหลือ
เขาชำนาญอยู่ในวงการพนันในเป่ยเฉิงมานานเพียงแค่ปรายตาก็มองออกว่าชายตรงหน้ามีดีแค่ท่ามาก หมูตัวอ้วนกลมเช่นนี้หากไม่สอนบทเรียนให้เสียหน่อยคงต้องรู้สึกผิดไปอีกนานเป็แน่
จ้าวเฉิงเย่มองดูสัญญาณมือก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้ใจตอนที่เล่นกันก่อนหน้านี้เป็แค่การจัดฉากไม่ใช่การเดิมพันจริงจังทำให้น่าเบื่อไปเสียหน่อยพอมีหมูเดินเข้ามาติดอวนเช่นนี้ เขาจะพลาดได้อย่างไง
มือเรียวเอื้อตัวกระแทกแผ่นไม้ลงเดิมพันไปที่ตัวอักษรคำว่า‘ต่ำ’
ผู้คนต่างพากันส่งเสียงด้วยท่าทางลุ้นระทึกยิ่งสร้างความฮึกเหิมและกำลังใจแก่เขามากยิ่งขึ้น
จ้าวห่าวหลินหันไปมองเด็กขอทานข้างตัวอย่างไม่หยี่หระ“ข้าต้องทอยให้ได้เท่าไรถึงจะชนะ”
ผู้คนรอบลานต่างพากันหัวเราะเขาเด็กขอทานเกาหัวมองดูเขาตาปริบ จะเชื่อชายผู้นี้ได้อยู่หรือไม่ข้าจะได้กินถังหูลู่จริงหรือไม่
จ้าวเฉิงเย่เองก็หัวเราะ“ต่ำกว่าสิบสามข้าชนะ แต้มสิบสามขึ้นไปเ้าชนะ”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าเข้าใจ“เช่นนั้นคงต้องเขย่าเยอะหน่อย จริงไหม?”
จ้าวเฉิงเย่กระดิกนิ้ว“ท่านช่างขี้เล่นนัก”
“ไม่ใช่เ้าบอกกับแม่นางผู้นั้นว่าคำนี้ไว้ใช้ในห้องหรอกหรือ?” พูดจบเขาก็มองไปยังแม่นางผู้นั้น“หรือว่าใช้ที่อื่นได้ด้วย”
คำพูดของเขาช่างน่าสนใจนักทำให้ผู้คนรอบลานพากันหัวเราะชอบอกชอบใจ เหล่าชายฉกรรจ์ที่ชอบสุมหัวรวมกันในบ่อนั้แ่กลางวันเช่นนี้ย่อมนิสัยไม่ต่างกันมากนัก เมื่อมีเื่สนุกบรรยากาศก็ครื้นเครงขึ้นมาทันที
จ้าวเฉิงเย่หัวเราะ“ท่านช่างน่าสนใจนัก”
จ้าวห่าวหลินควงกระบอกในมือเล่นเขย่าไปด้วยนับเลขไปด้วยราวกับว่าหากเขาเขย่าเท่ากับจำนวนที่นับก็จะได้แต้มเท่ากันท่าทางไม่จริงจังทำให้จ้าวเฉิงเย่ยิ่งแย้มยิ้มพึงพอใจมากขึ้น
จ้าวห่าวหลินจับจ้องท่าทางของเขาตลอดเวลาพอนับถึงเลขสิบสาวเขาก็คว่ำกระบอกไม้ไผ่ลงบนโต๊ะเดิมพันคนของบ่อนเดินมาทางจ้าวห่าวหลินรอขานตัวเลข
“หนึ่ง”จ้าวเฉิงเย่ยืดตัวขึ้น “สี่” จ้าวเฉิงเย่ยิ่งยืดตัวมากขึ้นดวงตาเป็ประกาย “แปด....สิบสามแต้ม สูง”
จ้าวเฉิงเย่แทบไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองทายผิดแต่ก็แสร้งทำเป็ไม่ใส่ใจหัวเราะ “ดูเหมือนดวงของข้าเองก็มี่เวลาที่...ย่ำแย่เช่นกัน”
จ้าวห่าวหลินยิ้มหยอกล้อ“หวังว่า....จะไม่นาน”
ท่าทางเยาะเย้ยอย่างชัดเจนของจ้าวห่าวหลินได้กระตุ้นสัญชาตญาณความอยากเอาชนะของจ้าวเฉิงเย่เขาไม่เชื่อว่าเขาที่ชำนาญด้านการพนันจะแพ้ให้กับคนที่ดูเหมือนจะเขย่าลูกเต๋าไม่เป็เช่นจ้าวห่าวหลินได้
“รอบที่สองสี่ตำลึง” คนของบ่อนขานจำนวนพร้อมกับส่งแผ่นไม้เลขสองให้จ้าวห่าวหลิน และส่งแผ่นไม้เลขสี่ให้จ้าวเฉิงเย่แทน
จ้าวเฉิงเย่กระแทกแผ่นไม้ที่รับมาใหม่ลงบนตัวอักษร‘สูง’ อย่างไม่ลังเล
จ้าวห่าวหลินหยิบลูกเต๋าใส่กระบอกอย่างไม่ใส่ใจนักเขย่าอยู่สามครั้งก็คว่ำลงบนโต๊ะพนัน
“หนึ่งหนึ่ง หนึ่ง ต่ำ”
บัดซบ....นี่มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย เ้าหนุ่มนี้จะโชคดีไปไหน?
จ้าวเฉิงเย่เริ่มรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาแล้วเขาไล่แม่นางทั้งสองลงจากตัว ท่าทางดูจริงจังมากขึ้นเขาไม่เชื่อว่าตัวเองจะแพ้ตลอดรอบที่สามเดิมพันแปดตำลึงหากชนะก็ยังได้กำไรสองตำลึง
“รอบสามแปดตำลึง”
“รอบนี้ข้าเลือกต่ำ”จ้าวเฉิงเย่เอ่ยอย่างมั่นใจเต็มที่ประมาณว่าข้าไม่เชื่อว่าเ้าจะโชคดีสามรอบติดหรอก
“ข้าก็ต้องสูงอย่างนั้นสิ”จ้าวห่าวหลินทำสีหน้าเบื่อหน่ายขณะโยนลูกเต๋าลงในกระบอก“ข้าก็ต้องเขย่านานขึ้นนะสิ ปวดข้อมือแย่”
คิ้วของจ้าวเฉิงเย่กระตุกใครบอกเ้ากันว่าเขย่าเท่าไรก็ได้แต้มเท่านั้น แต่ก็ยังคงฟังจังหวะเขย่าของจ้าวห่าวหลินโดยไม่รู้ตัว
....สิบสี่หรือหึ!เ้าหนุ่มนี่คิดว่าเขย่าสิบสี่ครั้งก็ได้สิบสีแต้มหรือ โง่...
“สี่สี่ หก สิบสี่แต้ม สูง”
จ้าวเฉิงเย่กระแทกตัวเข้ากับพนักเก้าอี้ไทซืออย่างแรงบัดซบ... อย่าบอกนะว่าแค่เขย่าตามจำนวนครั้งก็จะได้แต้มตามนั้นจริง ๆ
“ชายคนนั้นเขย่าสิบสี่ครั้งก็ได้แต้มสิบสี่”ชายคนหนึ่งข้างล่างจับตาดูจ้าวห่าวหลินตลอดะโขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นรอบแรกเขย่าสิบสามได้สิบสามแต้ม รอบสองเขย่าสามทีก็ได้สามแต้ม
ราวกับเขาได้เปิดโลกใหม่
ผู้คนภายในลานด้านล่างพากันส่งเสียงฮือฮาสนใจอย่างยิ่งกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้นถึงการค้นพบใหม่ครั้งนี้
จ้าวเฉิงเย่ไม่แสดงท่าทีเสียใจหรือเสียดายแต่เขาเริ่มเขย่าขาข้างหนึ่งของตัวเองแล้วนี่เป็ท่าทีเวลาที่เขารู้สึกคร่ำเครียด
“รอบที่สี่สิบหกตำลึง”
จ้าวเฉิงเย่หมุนลูกเต๋าลูกหนึ่งเล่นมองจ้าวเฉิงเย่ที่ยังนิ่งไม่ขยับด้วยสายตาเป็เชิงถาม“เ้าจะเลิกตอนนี้ไม่ได้นะ ...นี่ยังไม่ครบห้าตา เ้าจะหนีข้าแล้วหรือ?”
สิ้นคำพูดของจ้าวห่าวหลินก็มีเสียงโวยวายไม่เห็นด้วยดังออกมาจากเหล่าผู้ชมพวกเขาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในเื่นี้แต่ตอนนี้พวกเขากำลังสนุกย่อมไม่อยากให้การแสดงจบลงอย่างค้างคาเช่นนี้
พวกเขาต่างะโขึ้นมาคำสองคำก็กระตุ้นให้ผีพนันอย่างจ้าวเฉิงเย่ขาดสติได้
จ้าวเฉิงเย่ชูมือขึ้นกลางอากาศให้ทุกคนเงียบเสียงลงสายตาของเขามองไปทางลูกเต๋าสภาพมอมแมมทั้งสามลูกบนโต๊ะ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะแย้มยิ้มอารมณ์ดี หันไปทางแม่นางข้างตัว
“สาวน้อยเ้าช่วยข้าเลือกหน่อยสิว่ารอบนี้ข้าควรเลือกอะไร?”
แม่นางคนนั้นลังเลเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนแผ่นไม้เดิมพันไปทางสูงด้วยท่าทางมีจริตจะก้าน“ข้าว่าดวงของท่านจะต้องกลับมาอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
มู่หรงจ้านมองดูจ้าวเหลียงที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าตึงเครียดคิดว่าเขาจะไม่รู้ลูกไม้เล็ก ๆ เช่นนี้ของหลงจู๊ตัวเล็ก ๆ เช่นนี้หรือเพียงแค่ที่ผ่านมาเขาไม่คิดสนใจแต่ก็ใช่ว่าเขาจะกลายเป็คนโง่เสียเมื่อไร
รอบแรกสิบสามแต้มต่อด้วยสามแต้ม และสิบสี่มีแต่พวกคนโง่เท่านั้นที่ไม่รู้ว่าชายผู้นี้เป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการเขย่าลูกเต๋าแปดเหลี่ยม
ลูกเต๋าหกเหลี่ยมนั้นต้องใช้ความชำนาญเล็กน้อยในการเขย่าคนที่หูดีหน่อยก็จะสามารถจับจังหวะการเคลื่อนไหวของมันได้และสามารถเขย่าให้ลูกเต๋าเป็ไปในทิศทางที่้าได้นี่เป็กลโกงที่เล็กที่สุดในบ่อน
แต่ว่าลูกเต๋าแปดเหลี่ยมนั้นแตกต่างออกไปผู้ที่สามารถชำนาญลูกเต๋าแปดเหลี่ยมได้มีน้อยจนนับนิ้วได้เพราะแบบนี้ในบ่อนจึงนิยมเดิมพันด้วยลูกเต๋าหกเหลี่ยมทั้งนั้น
“เ้าแน่ใจ”จ้าวห่าวหลินเขย่าอย่างขอไปทีซ้ายทีขวาทีอยู่สี่ครั้งก็คว่ำลงบนโต๊ะพนัน
จ้าวเฉิงเย่มองตามมือที่กำลังจะเปิดกระบอกของจ้าวห่าวหลินรู้สึกไม่วางใจหันไปเห็นเ้าเด็กขอทานที่ยังอยู่ “รอบนี้ข้า้าให้เ้าเด็กนั่นเปิดท่านคงไม่ว่ากันใช่หรือไม่?”
“แตกต่างกันด้วยหรือ?”
ท่าทางไม่ยินยอมของจ้าวห่าวหลินทำให้จ้าวเฉิงเย่รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเป็จริงดังนั้นก็ยิ่งแย้มยิ้มชี้ไปที่เด็กคนนั้น“หากใครเปิดก็เหมือนกัน เช่นนั้นก็ให้เด็กนั่นเปิดเถิด”
จ้าวห่าวหลินปล่อยมืออย่างเบื่อหน่ายใช้มืออีกข้างดันตัวเด็กขึ้นไปเปิดกระบอกท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คน
เมื่อกี้พวกเขานับดูแล้วคุณชายท่านี้เขย่าสี่ครั้ง ไม่ผิดแน่
คนของบ่อนเองก็กลืนน้ำลายด้วยความลุ้นระทึกไม่ต่างกันจับจ้องมือมอมแมมสกปรกของเด็กน้อยตาไม่กระพริบ
เด็กขอทานกลืนน้ำลายรู้สึกกดดันขึ้นมาทันทีดึงกระบอกพรวดเดียวเปิดออก
“หนึ่งหนึ่ง สอง สี่แต้ม ต่ำ”
“สี่แต้มเขย่าสี่ครั้งได้สี่แต้ม ข้าเข้าใจแล้ว ฮ่า ๆๆ”
“เป็เช่นนี้เองเป็เช่นนี้เอง”
เหล่าผู้คนต่างพากันตื่นเต้นดีใจกับสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ดูสีหน้าที่ดูไม่ได้ของจ้าวเฉิงเย่เลยแม้แต่น้อย
จ้าวเฉิงเย่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองนี่มันเื่บ้าอะไรกัน เขย่ากี่ครั้งก็ได้แต้มตามนั้นนะหรือ? เหตุใดข้าถึงไม่รู้
จ้าวเฉิงเย่มองแผ่นไม้แผ่นที่สี่เลื่อนไปหยุดตรงหน้าจ้าวห่าวหลินกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ ...สามสิบตำลึง รอบสุดท้ายข้าต้องชนะไม่เช่นนั้นพี่ชายได้ฆ่าข้าแน่
จ้าวห่าวหลินกำลังจะคว้ากระบอกขึ้นมาจ้าวเฉิงเย่ก็ลุกพรวดขึ้นมาทันทีราวกับมีไฟติดอยู่ที่ก้น “ช้าก่อนคุณชาย”
จ้าวห่าวหลินมองเขาราวกับมองคนโง่“เ้าคงไม่ได้คิดว่าข้าโกงหรอกใช่ไหม?”
ก็เห็นกันอยู่ว่ากระบอกนี่เป็ของพวกเ้าลูกเต๋าก็เป็ของเด็ก
จ้าวเฉิงเย่ย่อมเข้าใจเขาแสร้งหัวเราะ “ข้ารู้สึกเหมือนหลังจากพบกับคุณชาย ดวงข้าจะไม่ค่อยดีนักบางทีการได้เขย่าลูกเต๋าในรอบสุดท้าย ดวงของข้าอาจจะดีขึ้นท่านว่าอย่างไรหากรอบสุดท้ายนี้ ข้าขอเป็คนเขย่าเอง”
“เห็นกันอยู่ว่าเขา้าเขย่าเต๋าเองเพื่อกำหนดแต้มโถ่!แค่เขย่าตามจำนวนครั้งข้าก็ทำได้”
“ใช่ๆ แบบนี้ไม่เท่ากับใครเขย่าลูกเต๋าก็ชนะหรอกหรือ”
จ้าวเฉิงเย่ไม่สนใจเสียงของคนด้านล่างมองเพียงจ้าวห่าวหลินเท่านั้น
“เอาเถอะข้าเองก็เมื่อยมือแล้วเช่นกัน” จ้าวห่าวหลินส่งกระบอกให้ชายหนุ่มแต่โดยดีแต่ก็พูดปิดท้ายว่า “แต่ในเมื่อเ้าเขย่า ข้าก็ขอเปิดเอง”
ผู้คนไม่เห็นด้วยกับเื่นี้ต่างบอกว่าจ้าวห่าวหลินเป็คนโง่
จ้าวเฉิงเย่ยิ่งรู้สึกได้ใจยิ่งขึ้นแย้มยิ้มกว้าง “แน่นอน ข้าเขย่า ท่านเปิด ยุติธรรมดี”
“อย่างไรก็ตามข้าก็แค่ผ่านมาเลยอยากเล่นอะไรสนุกสักหน่อยหากได้เงินไปซื้อถังหูลู่ให้เ้าหนูนี่หน่อยก็ดี ไม่ได้ก็ช่างเงินแค่นี้...ไม่สำคัญสำหรับข้า”
จ้าวเฉิงเย่คิ้วกระตุกไม่สำคัญสำหรับเ้าแต่สำคัญสำหรับข้านี่สิ เงินตั้งหกสิบสองตำลึงข้าหามาทั้งปียังได้แค่สามตำลึง วันเดียวข้าก็เสียไปตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย
คนของบ่อนเองก็คิดเช่นนั้นรีบเลื่อนลูกเต๋ากับกระบอกส่งให้จ้าวเฉิงเย่อย่างรีบร้อนอย่างเห็นได้ชัด“รอบสุดท้ายสามสิบสองตำลึง”
ผู้คนเบื้องล่างฮือฮาหากจ้าวเฉิงเย่ชนะก็จะได้ส่วนต่างสองตำลึงแต่หากจ้าวห่าวหลินชนะจะได้รับไปหกสิบสองตำลึง ไม่ว่าใครก็อยากให้จ้าวห่าวหลินชนะ เพราะหากเดิมพันตั้งนานได้กลับแค่สองตำลึงมันดูไม่เร้าใจเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้นดูท่าทางเ้าหนุ่มผู้นี้คงแพ้เสียแล้วน่าเสียดายนัก
จ้าวห่าวหลินรับแผ่นไม้จากคนของบน้ามีตัวอักษรเขียนกำกับ ‘สามสิบสอง’ เอาไว้เขาลังเลก่อนจะหมุนแผ่นไม้ แผ่นไม้หมุนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งล้มลงบนตัวอักษร ‘ต่ำ’
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ“ข้าเลือกต่ำ”
ทุกคนในบ่อนอยากปาดเหงื่อนักเ้าหนุ่มเ้าช่างพนันครั้งใหญ่อย่างขอไปทีนัก
จ้าวเฉิงเย่ไม่รอช้าเขาคว้าลูกเต๋าโยนขึ้นกลางอากาศ ใช้กระบอกตวัดรับลูกเต๋าแนวขวาง เขย่าด้วยท่าทางชำนาญอีกสิบสามครั้งไม่ขาดไม่เกินก่อนจะคว่ำลงบนโต๊ะด้วยท่าทางของผู้มีชัยชนะ
จ้าวห่าวหลินลุกเดินไปทางด้านจ้าวเฉิงเย่จับลงบนกระบอกมองหน้าของจ้าวเฉิงเย่ด้วยรอยยิ้มหวานปากกระบอกค่อย ๆ เคลื่อนตัวเปิดออกอย่างช้า ๆ
“หนึ่งสอง สาม ต่ำ”
ผู้คนต่างพากันเฮลั่นด้วยความดีใจเสียยิ่งกว่าตัวเองชนะพนันเสียอีกจ้าวห่าวหลินตบไหล่ของจ้าวเฉิงเย่ที่หน้าเสียตัวแทบทรุด
“ดูเหมือนว่าดวงจะเลือกข้า”จ้าวห่าวหลินขยิบตาส่งให้จ้าวเฉิงเย่ คว้าแผ่นไม้บนโต๊ะทั้งหมดชูขึ้นกลางอากาศ“ใครจะบอกข้าได้บ้าง ว่าข้าจะต้องไปรับเงินของข้าได้ที่ไหน?”
จ้าวเฉิงเย่คิ้วกระตุกเห็นกันอยู่ว่านี่คือเงินของข้า
-------------------------------
[1] หัวใจหมีดีเสือหมายถึงมีความกล้าหาญมากกว่าปกติ