นางกลับไปที่ห้องนอนเพื่อนำเสื้อผ้ารองเท้าและถุงเท้าที่ซื้อให้หวังเฮ่าใส่ติดกายยังมียาทาป้องกันความหนาวเย็นกัดผิวที่ทําขึ้นเอง ยาแก้ร้อนในและยาอื่นๆสุดท้ายคือชุดเกราะคันฉ่อง กริชแหลมสองด้ามที่นางให้ชายชราเจ้าของร้านตีเหล็กที่ตำบลชิงอวี๋ตีขึ้นมา
บุรุษในกองทัพเสียค่าใช้จ่ายไปกับรองเท้าถุงเท้าไม่น้อยนางซื้อรองเท้าและถุงเท้าสำหรับทั้งสี่ฤดูกาลให้หวังเฮ่า
ชุดเกราะคันฉ่องคือเกราะที่นางให้หวังเฮ่าสวมไว้ด้านในเสื้อผ้าเพื่อปกป้องหัวใจซึ่งเป็นส่วนสําคัญของร่างกายเมื่อปฏิบัติภารกิจอันตราย
กริชเป็นอาวุธป้องกันตัวที่นางมอบให้หวังเฮ่าสามารถพกติดตัวได้
คราวนี้นางไปเยี่ยมหวังเฮ่าและต้องถามหวังเฮ่าต่อหน้าว่ายินยอมย้ายไปค่ายทหารใกล้บ้านหรือไม่ เช่นทหารรักษาเมืองของอําเภอเหอ
หากหวังเฮ่าถูกย้ายไปเป็นทหารรักษาเมืองที่อำเภอเหอมีความเป็นไปได้แปดส่วนว่าจะได้เป็นทหารเฝ้าประตูเมือง ถึงยามนั้นคนตระกูลหวังไปขายซาลาเปาที่อำเภอเหอทุกวันก็สามารถเห็นหวังเฮ่าได้
อําเภอเหออยู่ใกล้กับหมู่บ้านหวังมากขอเพียงกองทัพหยุดหวังเฮ่าก็สามารถกลับบ้าน ตามที่หวังเฮ่าบอก ทุกๆสิบวันจะหยุดหนึ่งวัน ทุกเดือนสามารถกลับบ้านได้สามครั้ง
“ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกของหวังเฮ่าแล้ว”หลังจากหลี่ชิงชิงเอ่ยกับตนเองก็เริ่มเก็บเสื้อผ้าของตนเองที่ใช้เปลี่ยนระหว่างการเดินทาง
ครั้งล่าสุดที่นางออกเดินทางไกลคือตอนที่นางพาหวังเลี่ยงและหวังจวี๋ไปบ้านพี่หญิงทั้งสองคนจริงๆ ไปกลับไม่ถึงหนึ่งร้อยลี้ แต่ยานพาหนะในการเดินทางนั้นล้าหลังเกินไป ใช้เวลานั่งเกวียนลาถึงสองวัน
คราวนี้จากหมู่บ้านหวังถึงค่ายทหารไปกลับเป็นระยะทางสี่ร้อยลี้ ระหว่างทางยังพักเที่ยวเล่นที่เมืองเซียงหนึ่งวันเช่นนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหกวัน ถึงค่ายแล้วก็พักเจ็ดถึงแปดวัน
“บ้านจนเพียงใดก็ต้องพกเงินระหว่างทางพกตั๋วเงิน เศษก้อนเงินจำนวนหนึ่งไปใช้ระหว่างทางด้วย” หลี่ชิงชิงไปนำเงินออกมานางเย็บตั๋วเงินด้วยเข็มและด้ายติดในกระเป๋าเสื้อด้านใน
กว่าจะจัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จท้องฟ้าก็มืดแล้วหลังจากบ้วนปากก็ล้มตัวลงบนเตียงนอนและหลับสนิทไป
เพราะต้องไปค่ายทหารและอยากพักผ่อนสักหน่อยจึงไม่ได้ทำสัญญากับหอเพียวเซียงตั้งแต่เดือนล่าเยวี่ยวันที่ยี่สิบเก้าถึงเดือนแรกของปี
วันนี้และพรุ่งนี้จึงไม่ต้องตื่นเช้ามาทำซาลาเปาเพื่อส่งให้หอเพียวเซียง
พอคนไม่มีธุระอันใดให้สะสางก็นอนหลับสนิทคืนนี้ไม่เพียงแต่หลี่ชิงชิงเท่านั้น คนอื่นๆ ในตระกูลหวังก็นอนหลับสนิทเช่นกัน
แต่ก่อนที่ฟ้าจะสางก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงประทัดจากในหมู่บ้าน
แต่ละบ้านของคนในวงศ์ตระกูลหวังล้วนซื้อประทัดมาจำนวนมากผู้ใหญ่เด็กเล็กต่างตื่นเต้น วันสุดท้ายของเดือนล่าเยวี่ยก็พากันตื่นแต่เช้าลุกขึ้นมาจุดประทัด
แน่นอนว่าตระกูลหวังก็ซื้อประทัดเช่นกันแต่นั่นต้องรอจุดยามทานอาหารกลางวันและคืนเฝ้าปี
หลังจากคนตระกูลหวังถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงประทัดผู้เฒ่าหวังก็ลุกขึ้นและทําอาหารเช้าให้ทั้งครอบครัวครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดตื่นนอกจากหวังจื้อคู่สามีภรรยาที่ลุกขึ้นมาดูบุตร ผู้เฒ่าหวังก็ไม่เร่งเร้าผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เมื่อหวังเลี่ยงตื่นขึ้นมาทานอาหารเช้า เขาจึงไปปลุกหลิวซื่อให้ตื่น
“ยายเฒ่าของเซ่นไหว้วางไว้ที่ใดแล้ว?”
หลิวซื่อพลิกตัวลงจากเตียงแต่งกายเรียบร้อยก็ไปเคาะประตูห้องของหวังเยวี่ยของเซ่นไหว้บรรพบุรุษส่วนหนึ่งที่ตระกูลหวังจะนำไปไหว้แขวนอยู่บนคานห้องในห้องนอนหวังเยวี่ยอีกส่วนหนึ่งวางไว้ในโอ่งขนาดใหญ่ในห้องเก็บของ
ยามเช้าตรู่ บนผืนดินมีหิมะละลายอากาศหนาวเย็น นี่เป็นวันที่หนาวที่สุดในเมืองเซียง ปีก่อนๆ เหล่าคนในวงศ์ตระกูลหวังไม่มีชุดผ้าฝ้ายนวมอบอุ่นใหม่ให้สวมใส่พวกเขาล้วนไม่กล้าอยู่ข้างนอกเป็นเวลานาน
ปีนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ววงศ์ตระกูลหวังหาเงินจากการขายพริกสับดอง ทุกคนได้สวมเสื้อผ้าฝ้ายใหม่บางคนถึงกับทําสองตัวสลับกันใส่
“จุดประทัดก็ระวังด้วยอย่าเผาเสื้อผ้าฝ้ายตัวใหม่จนขาดเล่า!”
“สวมเสื้อผ้าฝ้ายตัวใหม่จงระมัดระวังเดินก็อย่าให้ล้ม ปีใหม่เจ้ายังต้องใส่มันไปไหว้อวยพรปีใหม่”
ผู้ใหญ่ของวงศ์ตระกูลหวังที่กําลังจะไปศาลบรรพบุรุษกําชับเด็กเล็กที่เล่นอยู่ข้างนอกครั้งแล้วครั้งเล่า
ผู้เฒ่าหวังออกไปข้างนอกแล้วแบกสิ่งของทั้งสองมือเดินอยู่ด้านหน้า หวังจื้อหาบตะกร้าสองใบที่ใส่ของเซ่นไหว้หวังเลี่ยงถือแกะทั้งตัวที่ถลกหนังแล้วยังเหลือส่วนหัวไว้ด้วยมือสองข้างสามพ่อลูกตรงไปที่ศาลบรรพบุรุษของวงศ์ตระกูล
ศาลบรรพบุรุษอยู่ในหมู่บ้านเป็นกระท่อมหลังคามุงจากขนาดใหญ่ พื้นที่หนึ่งร้อยกว่าผิงหมี่
คนหนุ่มหลายคนในตระกูลที่ยืนคุยโวอยู่หน้าศาลบรรพบุรุษครั้นเห็นสามพ่อลูกมาแล้วต่างก็ทักทายพวกเขา
กฎประจําตระกูลของวงศ์ตระกูลหวังก็คือยามจัดพิธีสําคัญในศาลบรรพบุรุษบุรุษที่มีอายุมากกว่าสามปีสามารถเข้าศาลบรรพบุรุษได้ ไม่อนุญาตให้สตรีเข้า
ที่หน้าประตูศาลบรรพบุรุษยังมีเศษประทัดเป็นเศษที่หลงเหลือจากเด็กๆ ในวงศ์ตระกูลที่มาแต่เช้าจุดไว้
หวังเลี่ยงยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่แต่อายุเกินสามปีแล้ว สามารถเข้าร่วมพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในศาลบรรพบุรุษได้
เด็กน้อยหลายคนเอ่ยถาม“พี่เลี่ยง ท่านไม่ได้เอาประทัดมาด้วยหรือขอรับ?”
หวังเลี่ยงส่ายหน้า“จุดประทัดในตอนกลางวันเห็นไม่ชัด ข้าจะรอตอนกลางคืนค่อยจุด”
เมื่อก่อนบ้านตระกูลหวังยากจนไม่มีเงินซื้อประทัด ปีใหม่จึงจุดประทัดเพียงหนึ่งพวง และไม่ซื้อประทัดแบบขายแยกหวังเลี่ยงได้แต่มองลูกหลานบ้านคนอื่นจุดประทัด
ตั้งแต่หลังทําการค้าหวังเลี่ยงรู้สึกว่าตนเองโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กน้อยแล้วไม่จําเป็นต้องจุดประทัดเล่นในวันปีใหม่
ผู้เฒ่าหวังชี้ไปยังของที่บุตรชายสองคนนํามาเอ่ยกับคนในวงศ์ตระกูลอย่างภูมิใจ “นี่คือของเซ่นไหว้บ้านพวกข้าในปีนี้”
“แกะหนึ่งตัว!”
“บ้านท่านอาห้าใจกว้างจริงๆ!”
“พวกข้าอาศัยบารมีของท่านอาห้าประเดี๋ยวไหว้บรรพบุรุษเสร็จก็จะได้กินเนื้อแกะแล้ว”
“นอกจากเนื้อแกะแล้วยังมีซาลาเปาพุทราขนมจากเซียงเยวี่ยไจ และจินอวี๋หม่านถัง”
“บ้านท่านอาห้ามีของเซ่นไหว้มากที่สุด!”
คนในวงศ์ตระกูลต่างล้อมเข้ามาพร้อมกันพากันเอ่ยชื่นชมผู้เฒ่าหวังพ่อลูก
ใบหน้าชราของชายชราหวังเบิกบานอย่างมีความสุขเขาให้ของเซ่นไหว้มากมายอย่างเจ็บปวดใจ แต่ได้รับการยอมรับจากคนในวงศ์ตระกูลก็คุ้มค่าแล้วชายชรามองไปรอบๆ กลับไม่เห็นหวังชี
ผ่านไปครู่หนึ่งหวังชีผู้นำคนสำคัญที่มีปากเสียงเมื่อวานก็มาพร้อมกับกลุ่มบุตรชายทั้งสามคน
หวังชีสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทาใหม่เอี่ยมบนใบหน้าไร้รอยขีดข่วน ทว่าใบหน้าแดงก่ำคล้ายกับถูกลมหนาวพัดทั้งคืนเมื่อเดินเข้ามาใกล้แล้ว คนในวงศ์ตระกูลต่างได้กลิ่นสุราบนกายของเขา
หวังเอ้อร์บิดาของหวังต้าเหน่าไต้เอ่ยถาม“ดื่มสุราแต่เช้าเลยหรือ?”
หวังชีตอบเสียงดังว่า“ข้าดีใจ ข้าพอใจจะดื่ม!”
หวังเอ้อร์พึมพําว่า“ดื่มสุราตอนเช้าทําร้ายร่างกาย”
หวังเหอหวังเหนียนและหวังเจินบุตรชายทั้งสามของหวังชี นำของเซ่นไหว้ของบ้านพวกเขาออกมาวางบนโต๊ะบูชาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ผู้อาวุโสเคราขาวคนหนึ่งของวงศ์ตระกูลขยี้ตานึกว่าตนเองมองผิดไปแล้ว ครั้นพินิจมองให้ดีอีกคราก็เห็นซี่โครงหมูหนึ่งแถวถั่วหนึ่งกองเล็ก ข้าวสารหนึ่งกอง นี่ต่างจากของเซ่นไหว้ที่หวังชีบอกเมื่อวานนี้
“อาเจ็ดบอกว่าของเซ่นไหว้ของบ้านเขาคือหมูครึ่งตัวส้มสิบจินมิใช่หรือ?”
“ใช่น่ะสิอาสะใภ้เจ็ดไล่ตีท่านอาเจ็ดก็เพราะของเซ่นไหว้”
“ซี่โครงหมูหนึ่งแถวมากสุดสิบจินราคาของซี่โครงถูกกว่าเนื้อหมูเสียอีก”
“ถั่วกองนั้นอย่างมากก็สองจินข้าวสารก็ห้าจิน รวมกันแล้วถูกกว่าส้มสิบจิน”
“ครอบครัวพวกข้ามีคนน้อยกว่าบ้านท่านลุงเจ็ดมากขายพริกสับดองก็น้อยกว่ามาก บ้านพวกข้ายังให้ห่านหนึ่งตัว ไข่ไก่ห้าจินเชียว”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนในวงศ์ตระกูลไม่เบาและไม่ดังหวังชีล้วนได้ยินแล้ว ในใจรู้สึกทรมานจากความอับอายยิ่งนัก
เฮ้อเมื่อวานนี้เฟิ่งซื่อได้ทุบตีหวังชี ยังกล่าวว่าหากการไหว้บรรพบุรุษในครานี้หวังชีไม่ฟังคำนางยังมอบของเซ่นไหว้จำนวนมาก เฟิ่งซื่อก็จะหย่ากับหวังชี
เมื่อคืนเฟิ่งซื่อนอนแยกเตียงกับหวังชี
เช้านี้หวังชีไปที่ห้องครัวเห็นของเซ่นไหว้ทั้งหมดถูกเฟิ่งซื่อสับเปลี่ยนแล้ว เขาโกรธจนทะเลาะกับเฟิ่งซื่อสุดท้ายเฟิ่งซื่อก็หยิบสัมภาระที่เตรียมไว้เมื่อคืน หมายจะกลับบ้านเดิม
บุตรชายทั้งสามและลูกสะใภ้ได้เกลี้ยกล่อมหวังชีให้ยอมเฟิ่งซื่ออย่าให้เฟิ่งซื่อกลับบ้านเดิมในวันปีใหม่
เพื่อครอบครัวนี้หวังชีจึงทำได้เพียงยอมลงให้เฟิ่งซื่ออีกครั้ง