ผู้กอบกู้

    ตอนที่ 36 มนุษย์ปะทะสัตว์ร้าย (3)

            หลังจากจัดการกับสัตว์ร้ายตัวที่สี่สิบแล้วริน่าพลันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


            ตอนนี้พลังในรอยประทับเธอแทบหมดแล้ว


            ริน่าหันไปมองอลิสที่ยืนอยู่บนกำแพงเคียงข้างกาเวนผลก็คือเธอเห็นหญิงสาวผมสีแดงไวน์ที่ตัดผมให้สั้นประบ่าเหมือนเมื่ออีกฝ่ายย้ายไปประจำการอยู่เขตตะวันออกวันแรกพยักหน้าแล้วลอยตัวขึ้น


            ริน่าทอดถอนใจอีกครั้งแล้วลอยไปทางเมืองกลาซิสขณะบินสวนกับอลิสทั้งสองคนก็ไม่สบตากัน


            เมื่อริน่าบินมาถึงกำแพงก็หยุดยืนเคียงข้างกาเวนหญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยความเป็นกังวล


            “คุณคิดว่าอลิสจะเอาชนะสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่เหลือได้ไหม?”


            กาเวนมองไปทางสนามต่อสู้แล้วกล่าวเสียงขรึม


            “เชื่อใจในลูกสะใภ้ที่ลูกชายเราเลือกสิ”


            ริน่าพยักหน้าแล้วมองไปยังการต่อสู้ที่กำลังจะเริ่มขึ้น


            อเดลที่นอนพักมานานพลันลุกขึ้นมายืนอยู่ด้านข้างอีกด้านของกาเวนโดยมีเชอรอนเดินมาจับมืออเดลพร้อมมองไปที่อลิสทั้งคู่ไม่เอ่ยอะไรเพียงมองไปยังสนามต่อสู้เงียบ ๆ


            อลิสกวาดสายตามองไปยังเหล่าสัตว์ร้ายที่เหลือแล้วหันไปพูดกับราจา


            “ส่งสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่เหลือเข้ามาสู้พร้อมกันเลยเถอะ”


            ได้ยินคำพูดของอลิสไม่ต้องพูดถึงคนอื่นกระทั่งกาเวนก็ยังขมวดคิ้วริมฝีปากเผยอขึ้นเล็กน้อย


            ราจาขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังคล้ายถูกใจในคำพูดของอลิสเอามากๆ


            บราม่ามองอลิสแล้วขมวดคิ้วแน่น


            ใช้เวลาเกือบนาทีกว่าที่ราจาจะหยุดหัวเราะได้


            “ฮ่า ๆเจ้านี่ทำให้ข้าอึ้งมากเลยนะ ไม่นึกว่าจะยังมีมนุษย์ที่เลือดร้อนขนาดนี้อยู่อีก”


            จากนั้นราจาจึงกล่าวอีกครั้งพร้อมยิ้มมุมปาก


            “ถ้าให้ข้าเดาพลังของเจ้าคงใช้ในการต่อสู้กับศัตรูที่มีจำนวนมากได้ดีสินะดังนั้นเลยคิดจะจัดการกับเจ้าพวกนี้ให้เร็วที่สุดและเปลืองพลังในรอยประทับน้อยที่สุดโดยการให้พวกมันอยู่เป็นกลุ่มกันเอาไว้”


            พูดจบราจาก็หัวเราะอีกครั้ง


            “ฮ่า ๆการบุกโจมตีเมืองมนุษย์ครั้งนี้ไม่เสียเปล่าเลยจริง ๆ ข้ารู้สึกสนุกมากจริง ๆ ฮ่าๆ ...”


            “แล้วแกกล้าทำตามคำขอของฉันไหมล่ะ?”


            อลิสกล่าวท้าทาย


            ราจาแสยะยิ้ม


            “ในเมื่อเจ้าขอมาข้าย่อมจัดให้ได้”


            ราจาดีดนิ้วหนึ่งทีสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่เหลือร้องคำรามแล้วกรูเข้าใส่อลิสพร้อมใช้พลังของตัวเอง


            เนื่องจากริน่าจัดการสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรไปได้สี่สิบตัวทำให้เหลือสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่อลิสต้องจัดการอยู่ห้าสิบตัว


            ท่ามกลางท่าโจมตีที่เหล่าสัตว์ร้ายใช้มาไม่ว่าจะเป็นภูเขาน้ำแข็งหนามหิน บอลเพลิง และอื่น ๆ อีกมากมาย อลิสกลับค่อย ๆ หลับตาลง


            ราวกับว่าช่วงเวลาถูกทำให้ช้าลงสองแขนอลิสยกขึ้นช้า ๆไอร้อนร้อนปริมาณมหาศาลเริ่มควบรวมกันกลางอากาศก่อนจะควบแน่นกลายเป็นบอลเพลิงสีแดงอ่อนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราวหนึ่งกิโลเมตร


            อลิสตวัดมือลงคราหนึ่งบอลเพลิงสีแดงอ่อนขนาดมหึมาก็ได้พุ่งเข้าใส่เหล่าสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ตกตะลึงอยู่


            ท่าโจมตีที่เหล่าสัตว์ร้ายใช้มาก่อนหน้านี้เมื่อเข้าใกล้บอลเพลิงขนาดมหึมาสีแดงอ่อนก็จะละลายหายไปในพริบตา


            ตูม!!!


            ทันทีที่บอลเพลิงสีแดงอ่อนขนาดมหึมาหล่นลงใส่ใจกลางวงล้อมของสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรก็เกิดระเบิดขึ้นแรงระเบิดและความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้สัตว์ร้ายที่อยู่ในบริเวณรัศมีสองกิโลเมตรจากจุดที่บอลเพลิงตกถูกสังหารในทันทีบ้างถูกไฟเผาจนไม่เหลือซาก บ้างถูกแรงระเบิดอัดจนร่างฉีกขาด


            ตอนนี้สัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่เหลือรอดมีไม่ถึงสิบตัวและทุกตัวล้วนบาดเจ็บสาหัสไม่อาจที่จะสู้ได้อีกคาดว่าอีกไม่นานพวกมันคงจะตกตายลงเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวแน่นอน


            ผู้มีรอยประทับที่ดูอยู่รวมถึงกาเวนเบิกตากว้างนี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรทำได้แล้ว!


            ราจามองไปที่อลิสแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงดัง


            “ฮ่า ๆๆเจ้านี่น่าสนใจชะมัด ช่างถูกใจข้าเสียจริง ๆ ฮ่า ๆๆๆๆ”


            จากนั้นราชันสัตว์ร้ายที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาผู้นี้ก็กล่าวคล้ายอธิบายให้ข้ารับใช้ของตัวเองฟังแล้วก็อธิบายให้ผู้มีรอยประทับที่ยังคงงงงวยไปพร้อมๆ กัน


            “พวกเจ้าคงจะตกใจสินะที่ยัยหนูนี่ใช้การโจมตีที่ทรงพลังขนาดได้ตอนนี้ยัยหนูนี่ไม่ได้เป็นผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรแล้วแต่เป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีป”


            ผู้มีรอยประทับทุกคนที่ได้ยินก็ตกตะลึงเป็นอย่างมากพวกเขาจำได้ว่าอลิสเพิ่งกลายเป็นผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรได้แค่หนึ่งปีเท่านั้นทว่าผ่านไปแค่หนึ่งปีหญิงสาวกลับกลายเป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีปแล้ว!


            ทันใดนั้นบราม่าก็กล่าวคำที่ทำให้ผู้มีรอยประทับทุกคนเริ่มรู้สึกหวาดกลัว


            “แบบนี้จะไม่ผิดกฎที่องค์ราชันตั้งไว้หรือครับเพราะองค์ราชันบอกว่ามีเพียงผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรเท่านั้นที่ลงต่อสู้ได้”


            ผู้มีรอยประทับหลายคนเริ่มกระวนกระวายกาเวนจ้องนิ่งไปทางอลิสเขาคิดว่าหญิงสาวต้องมีแผนการเป็นตัวเองเพราะไม่มีทางที่อลิสจะคิดไม่ได้ในจุดนี้


            ราจาหัวเราะร่าเมื่อเห็นท่าทีของเหล่าผู้มีรอยประทับ


            “พวกเจ้าไม่ต้องกังวลหรอกเพราะยัยหนูนี่ไม่ได้ทำผิดกฎที่ข้าตั้งไว้”


            เหล่าผู้มีรอยประทับโล่งใจเมื่อได้ยินแบบนี้แต่ก็ยังคงไม่เข้าว่าในเมื่ออลิสเป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีปแล้วลงไปสู้ทำไมถึงไม่ผิดกฎ


            ราจาแสยะยิ้มมองหญิงสาวที่จ้องมายังตนแล้วเอ่ยอธิบาย


            “นั่นก็เพราะว่ายัยหนูนี่เป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีปหลังจากการต่อสู้จบลงแล้วน่ะสิถ้าให้ข้าเดายัยหนูนี่ควรจะสามารถเลื่อนเป็นระดับทวีปได้สักพักแล้วอาจจะเป็นช่วงที่ผู้หญิงที่สามารถจัดการกับสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรได้สี่สิบตัวนั่นเริ่มออกมาสู้แต่ยัยหนูนี่ก็หยุดไม่ให้ตัวเองเลื่อนระดับ จากนั้นเมื่อยัยหนูนี่ลงสนามก็ปล่อยให้ตัวเองค่อยๆเลื่อนระดับเป็นระดับทวีปแต่ในเวลาเดียวกันก็ปลดปล่อยพลังออกมาสร้างบอลเพลิงไปพร้อมกันด้วยแน่นอนว่าขณะที่กำลังจะเลื่อนระดับพลังในรอยประทับก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้นตอนที่สร้างบอลเพลิงสีแดงอ่อนขนาดยักษ์เสร็จยัยหนูนี่ก็ถือว่ายังเป็นผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรอยู่รอจนบอลเพลิงนั่นระเบิดแล้วยัยหนูนี่ถึงกลายเป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีปของจริงเพราะแบบนี้ถึงได้ไม่ผิดกฎ”


            ได้ฟังคำของราจาทุกคนพลันเข้าใจในทันทีหลายคนมีท่าทางดีใจที่เมืองของพวกตนจะอยู่ไปได้อย่างน้อยก็หนึ่งพันปี มีเพียงกาเวนเท่านั้นที่ขมวดเพราะว่าราจามีท่าทีราวกับยินดีที่ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้


            จากนั้นราจาก็พูดขึ้นมาอีก


            “ที่จริงข้ารู้สึกว่ารอยประทับของเจ้าน่าจะตื่นขึ้นมาได้แค่ไม่กี่ปีเท่านั้นแต่กลับกลายเป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีปได้รวดเร็วขนาดนี้นับว่าน่าแปลกเป็นอย่างมากแต่ข้าแปลกใจอยู่ไม่นานก็รู้สึกเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้”


            ราจาแสยะยิ้มมองไปที่อลิสซึ่งยังมองมาที่มันด้วยแววตาโกรธแค้น


            “ถ้าให้ข้าเดาเจ้าคงเป็นคนรักของเข้าเด็กที่ชื่อการินนั่นสินะ”


            อลิสขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าราจารู้ได้ยังไง


            ผู้มีรอยประทับคนอื่นๆ เองก็แปลกใจ พวกเขามองไปที่ราจาอย่างรอคอยคำตอบ


            “ไม่รู้ว่าพวกเจ้าเคยได้ยินประโยคนี้ไหม‘เมื่อเจ้ากลายเป็นคนโปรดของผู้ยิ่งใหญ่เจ้าก็จะได้รับพรจากสวรรค์’ ผู้ยิ่งใหญ่ในประโยคนี้หมายถึงผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านรอยประทับเกินขีดกำจัดทั่วไปส่วนคำที่ว่าได้รับพรจากสวรรค์ก็หมายถึงได้รับพรสวรรค์มากขึ้นในเมืองกำแพงของพวกเจ้าคนที่ทำให้ข้ารู้สึกว่ามีพรสวรรค์เกินขีดจำกัดมีเพียงเจ้าเด็กที่ชื่อการินเท่านั้น”


            ได้ยินแบบนี้เหล่าผู้มีรอยประทับก็เข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมอลิสถึงกลายเป็นผู้มีรอยประทับระดับทวีปได้เร็วขนาดนี้พวกเขารู้ว่าการินได้รับพรสวรรค์จากระฆังแน่นอนว่าย่อมต้องมีพรสวรรค์ในด้านรอยประทับเกินขีดจำกัดทั่วไปดังนั้นถ้าประโยคที่ราจาพูดเป็นความจริงอลิสอันเป็นหญิงสาวที่การินรักก็เหมือนเป็นคนโปรดของชายหนุ่มย่อมได้รับพรสวรรค์มากขึ้น


            เมื่ออลิสรู้ว่าการที่เธอมีพรสวรรค์ขนาดนี้เป็นเพราะการินน้ำตาของเธอพลันคลอเบ้าแต่หญิงสาวก็ต้องพยายามกลั้นไว้แล้วบินกลับไปทางฝั่งกำแพง


            ราจาแสยะยิ้มเหลือบตามองบราม่า


            สัตว์ร้ายที่สูงสองเมตรมีเขาสองเขาที่หน้าผากค้อมตัวให้ราจาแล้วกางแขนออก


            ในเวลาเดียวกันราจาก็หันไปเอ่ยกับเหล่าผู้มีรอยประทับอีกครั้ง


            “ในโลกใบนี้มีกฎพื้นฐานต่างๆ มากมาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีกฎของมันประโยคที่ข้าพูดก่อนหน้าก็เป็นหนึ่งในกฎที่โลกใบนี้กำหนดมาบราม่าหนึ่งในข้ารับใช้ของข้าเองก็มีรอยประทับที่มีกฎอยู่อย่างหนึ่งเช่นกัน”


            ทุกคนพลันหันความสนใจไปที่สัตว์ร้ายซึ่งกางแขนอยู่ทันที


            ราจาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


            “หนึ่งในความสามารถในรอยประทับของบราม่านั่นก็คือสามารถนำซากสัตว์ร้ายมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังบริสุทธิ์ได้และสามารถมอบพลังบริสุทธิ์นั้นให้ผู้อื่นได้แต่ซากสัตว์ร้ายเหล่านั้นต้องไม่ตายด้วยน้ำมือของเผ่าพันธุ์เดียวกัน”


            ทันทีที่ได้ยินคำพูดของราจาทุกคนพลันรู้สึกถึงความกดดันอย่างแปลกประหลาด


            ซากของเหล่าสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรที่ตายไปแล้วพลันแปรเปลี่ยนเป็นหมอกควันสีดำแล้วลอยไปรวมกันที่ท้องฟ้าเหนือศีรษะของบราม่า


            ท้องฟ้าพลันมืดสนิทเพราะถูกปกคลุมด้วยหมอกควันที่เกิดจากร่างสัตว์ร้ายระดับอาณาจักรสามร้อยกว่าตัว


            บราม่าที่กางแขนอยู่พลันเหยียดแขนกางฝ่ามือไปทางราจา


            หมอกควันสีดำพลันเดือดพล่านแล้วลอยกรูเข้าไปในร่างราจากระบวนการนี้ใช้เวลาไปเกือบนาทีกว่าที่หมอกควันสีดำทั้งหมดจะลอยเข้าไปในร่างราจาหมด


            ร่างกายราจาเปลี่ยนไปเล็กน้อยมันยังคงมีส่วนสูงราวสองเมตร ผิวทั่วร่างเป็นสีขาวซีด หูแหลมยาวเส้นผมสีดำไม่ยาวมาก นัยน์ตาสีแดงก่ำดุจเลือดบนผิวหนังทั่วร่างมีร่องสีแดงเรียงตัวกันคล้ายอักขระแปลกประหลาดมีรอยประทับสีดำกลางหน้าผาก หน้าอก และแผ่นหลังที่เพิ่มขึ้นมาก็คือตรงหน้ามีเขาสองเขางอกออกมา


            ตรงโคนของเขามีสีขาวซีดเหมือนผิวหนังของราจาแต่ยิ่งใกล้ปลายเขาสีจะแดงขึ้นเรื่อยๆ จนตรงปลายเขามีสีแดงเข้ม


            “หวังว่าพวกเจ้าจะยังจำที่ข้าพูดตอนนั้นได้ที่ว่า‘หากผู้มีรอยประทับระดับอาณาจักรของพวกเจ้าสามารถฆ่าสัตว์ระดับอาณาจักรของข้าได้หมดข้า-ราจา-ที่ซึ่งมีความแข็งแกร่งกึ่งระดับดวงดาวจะปล่อยเมืองมนุษย์แห่งสุดท้ายของพวกเจ้าไปหนึ่งพันปีไว้ดูเล่น’…”


            จากนั้นราจาก็แสยะยิ้ม


            “…แต่ข้าไม่ได้พูดว่าหลังจากข้ามีความแข็งแกร่งระดับดวงดาวแล้วจะไม่ทำลายเมืองพวกเจ้านี่นา”