กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 54 ป่าดาบ(1)

    “เป็นไปได้อย่างไร?ทำไมเขาถึงเข้าไปได้?”

            “ไม่ถูกต้อง!เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง!”

            การจากไปของเย่ฉีไม่ได้เพียงส่งผลต่อคนที่เดิมพันกับเขาเท่านั้นสำหรับโลกระดับสูงถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้หลวมตัวไปเดิมพันแต่ว่าการเข้าไปในแดนศักดิ์สิทธิ์ของเย่ฉีนั้นส่งผลเป็นอย่างมากอย่าลืมว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นยั่วยวนได้แม้กระทั่งราชันแท้จริง เพียงแต่กฎโบราณได้จารึกไว้ว่าสามารถเข้าไปได้แค่ผู้ที่อายุต่ำกว่ายี่สิบห้าเท่านั้นและหนึ่งคนสามารถเข้าไปได้เพียงหนึ่งครั้งตลอดชีวิต!

            แน่นอนว่าในที่นี้ยังมีบางคนที่เคยห้ำหั่นกับเย่ฉีในยุคของราชันมังกรนอกจากจิวยี่และหลี่หลิงเทียนแล้วทั้งราชันนรกและราชันมารก็ล้วนอยู่ในยุคเดียวกับเขาพวกเขาทั้งหมดรู้ชัดว่าเย่ฉีเคยเข้าไปในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์มาแล้วครั้งหนึ่งและยังประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย!

            “จิวยี่หลี่หลิงเทียน เจ้านั่นเข้าไปได้ยังไง? อย่าบอกข้าว่าพวกเจ้าไม่รู้!”

            เสียงของราชันปีศาจดังออกมาพร้อมกับใบหน้ามืดลงและคนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกันหากเป็นอัจฉริยะที่สุดยอดเข้าไปพวกเข้าจะไม่ร้อนใจเช่นนี้เลยแต่เจ้าสารเลวที่เคยประสบความสำเร็จไปแล้วครั้งหนึ่งกลับเข้าไปได้? มันไม่โกงไปหน่อยหรือ? บัดซบเอ้ย!หากเป็นเช่นนี้อย่าว่าแต่กระดูกเลยแค่เพียงน้ำแกงก็คงไม่ตกถึงพวกเขาแน่!

            “พวกข้าเองก็ไม่รู้…ถ้าพวกเจ้าอยากรู้ก็รอถามเขาเองสิ”

            หลี่หลิงเทียนตอบแบบปัดๆไปและเลิกสนใจคนอื่นๆต้องรู้ว่าครั้งนี้แม้แต่ตัวแทนของตระกูลโอหยางก็ยังมีใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก! จริงๆแล้วด้วยอำนาจและทรัพยากรของตระกูลโอหยางเขาก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจของภายในแดนศักดิ์สิทธิ์มากนักแต่ก็ยังพอหวังว่าโอหยางเก๋อจะได้รับวาสนาบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี

            แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขากำลังกังวลก็คือตัวของโอหยางเก๋อ!เขาหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งจนทำให้หัวใจของบัณฑิตชั้นสูงเช่นเขาต้องเต้นถี่ยิบ

            ‘เก๋อเอ๋อร์...ได้โปรดอย่าใช้ความหยิ่งยโสของเจ้าไปยั่วยุเขา...หากเจ้าไม่พบเขาในนั้นก็ถือเป็นวาสนาที่ดีที่สุดแล้ว’

            หลังจากถอนหายใจออกมาและปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาเขาก็หันไปทางเสียงโหวกเหวกของคนอื่นๆและส่ายหัวอย่างเอือมระอา คนเหล่านี้คิดถึงเพียงผลประโยชน์จนลืมเรื่องสำคัญไปความโหดร้ายและเด็ดขาดของราชันมังกรคือสิ่งที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในยุคนั้นด้วยความเย่อหยิ่งของหัวกะทิชั้นยอดของแต่ละโลกที่เข้าไปในแดนศักดิ์สิทธิ์...งานชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่โลกมนุษย์ที่ได้ผลประโยชน์อย่างมหาศาลแต่โลกอื่นๆกลับต้องพบกับความสูญเสียอันมหาศาลด้วยเช่นกัน!

            “หึพวกเจ้าควรจะขอบคุณตระกูลโอหยางที่จ่ายอย่างมหาศาลเพื่อช่วยเหลือพวกเจ้าไว้...หากเด็กพวกนั้นมาข้ารับประกันได้เลยว่าจะไม่มีใครรอดกลับไปอย่างแน่นอน!”

            คิดถึงสิ่งที่ต้องจ่ายออกไปเพื่อให้งานชุมนุมครั้งนี้เป็นหน้าที่ของตระกูลโอหยางเพียงผู้เดียวในดวงตาของเขาก็ปรากฏความเกลียดชังขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนหลับตาลงและไม่สนใจสิ่งใดอีกเขาเพียงภาวนาอยู่ในใจว่าอย่าให้โอหยางเก๋อร์พบกับเย่ฉีในแดนศักดิ์สิทธิ์เลย

            ***

            ฉากหลังม่านมิติอันมืดมิดเผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามที่กว้างใหญ่ไร้ของเขตในโลกแห่งนี้คือมิติที่ถูกแยกออกโดยสมบูรณ์กลิ่นอายไร้สิ่งเจือปนจากกฎธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง มีเพียงความบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ที่ดำรงอยู่ร่างของเย่ฉีค่อยๆ ปรากฏขึ้นเยื้องกรายผ่านรอยแยกสีดำที่ดูน่ากลัว

            สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆเกิดเป็นความสบายใจบางอย่างแทรกผ่านเข้ามาก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับรอยยิ้ม

            “ผ่านไปแล้วหลายปีแต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปเลย...น่าอัศจรรย์จริงๆ”

            การเข้ามาในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นแต่ละคนจะถูกนำส่งออกไปยังสถานที่ที่แตกต่างกันเย่ฉีไม่ได้รีบร้อนใดๆที่จะจากไปแต่เลือกที่จะดื่มด่ำกับบรรยากาศอันเงียบสงบเช่นนี้ก่อนในมิติที่ถูกแบ่งแยกนี้เวลาภายในนี้หนึ่งเดือนจะเท่ากับด้านนอกหนึ่งวันแต่อย่างไรก็ตามเมื่อครบหนึ่งเดือนทุกคนที่เข้ามาจะถูกนำส่งออกไปทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้นแดนศักดิ์สิทธิ์จะเปิดออกทุกๆ พันปีพร้อมกับงานชุมนุมเท่านั้น!

            “ตรงนี้คือทิศใต้ของเขตนอก...หากจะไปให้ถึงภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในเขตกลางยังต้องผ่านป่าดาบและผาสายลม...ดีเหมือนกันร่างนี้เริ่มต้นจากความเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนข้าก็ต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมดแม้ว่าวิชาดาบของข้าจะยอดเยี่ยมแต่จิตวิญญาณดาบกลับยังไม่ได้รับการยอมรับ”

            ดวงตาที่เหม่อลอยของเย่ฉีกลายเป็นหดเล็กลงก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมเกิดเป็นคลื่นลมวูบหนึ่งและร่างของเขาก็อันตรธานหายไปทิ้งไว้เพียงรอยปริแตกของอากาศตรงปลายเท้า

            ในเวลาเดียวกันที่ป่าดาบอันเงียบสงบก็เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์เกือบยี่สิบคนกำลังยืนถกเถียงกันอยู่สายตาของพวกเขากำลังจ้องมองไปยังด้านในขอป่าดาบในป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้ประหลาดที่มีลำต้นสูงเรียวราวกับคมดาบขึ้นอยู่ทับซ่อนกันจนเหมือนกับคมดาบนับไม้ถ้วนที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน

            แต่ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือจิตวิญญาณดาบที่แผ่ออกมาระหว่างต้นดาบทุกต้นนั้นจะแผ่จิตวิญญาณดาบที่แหลมคมออกมากระจายไปทั่วทั้งป่าประสานกันเป็นตาข่ายขนาดยักษ์ที่ปิดล้อมป่าดาบแห่งนี้ป่าดาบนั้นมีขนาดยาวกว่าหมื่นจั้งและทุกๆหนึ่งจั้งก็แทนด้วยจิตวิญญาณดาบหนึ่งเล่ม! จิตวิญญาณดาบนั้นแบ่งออกเป็นสี่ระดับคือสัมผัส หยั่งรู้ ลึกล้ำ ผสานฟ้าดินความแตกต่างของแต่ละขั้นแม้จะห่างกันเพียงคำพูดประโยคเดียวแต่ในความเป็นจริงนั้นต่างกันราวสวรรค์กับนรก!

            ผู้ที่ฝึกฝนจนถึงขั้นหยั่งรู้นั้นแม้ว่าจะเป็นขั้นเริ่มแรกแต่หากปลดปล่อยจิตวิญญาณดาบออกมาก็ยังสามารถต้านผู้ฝึกตนที่ใช้ดาบธรรมดาได้นับสิบคนความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณดาบคือตัวแทนของหนึ่งเต๋าที่ดำรงอยู่ในจักรวาลนี้ในป่าดาบแห่งนี้สี่พันจั้งแรกประกอบไปด้วยต้นดาบสีเหลืองที่มีจิตวิญญาณสัมผัสทั้งหมด!สามพันจั้งต่อมาคือต้นดาบสีเขียวที่มีจิตวิญญาณหยั่งรู้สองพันจั้งต่อมาคือต้นสีฟ้าที่มีจิตวิญญาณลึกล้ำ และหนึ่งพันจั้งสุดท้ายคือต้นดาบสีขาวที่มีจิตวิญญาณผสานฟ้าดิน!

            นอกจากนี้ในป่าดาบยังมีชายหนุ่มอีกสองคนที่กำลังปลดปล่อยจิตวิญาณดาบออกมากวัดแกว่งเกลียวคลื่นอันแหลมคมที่ประดังเข้ามาทั้งคู่เคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วในระยะสามพันจั้งแรกและก็ต้องหยุดลงเพราะจำนวนต้นดาบที่เพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นต่อจากนี้ไปหนึ่งพันจั้งคือเส้นแบ่งระดับที่ชัดเจนหากผ่านไปได้ก็จะเข้าสู่ขั้นที่สอง!

            “พวกเขาแข็งแกร่งจริงๆคาดว่าจิตวิญญาณดาบของทั้งคู่คงใกล้จะบรรลุถึงขั้นสัมผัสแล้วไม่รู้ว่าหลังจากผ่านป่าดาบนี้ไปจะสามารถไปได้ถึงขั้นหยั่งรู้หรือไม่!”

            “หรือบางทีอาจจะไปถึงขั้นลึกล้ำ?”

            “เป็นไปได้ยาก!อาจจะบอกว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำจิตวิญญาณคือหนึ่งเต๋าที่ลึกล้ำไม่ว่าจะเป็นเต๋าใดๆ ก็ใช่ว่าจะสำเร็จได้โดยง่ายมันต่างกับพื้นฐานการบ่มเพาะเพราะเต๋าเหล่านี้ต้องอาศัยความเข้าใจและรู้แจ้งออกมาหาใช่เพียงฝ่าทะลุคอขวดก็จะทำได้มิเช่นนั้นผู้ใช้จิตวิญญาณจะแข็งแกร่งว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันนับสิบนับร้อยเท่าได้อย่างไร”

            มีหลายคนที่ออกความเห็นต่างๆและมองดูการแข่งขันของชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังปัดป้องการโจมตีของจิตวิญญาณดาบการฝึกฝนจิตวิญญาณไม่ได้อาศัยเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้น มันต้องประกอบไปด้วยพรสวรรค์ความมุ่งมั่น จิตใจที่เต็มเปี่ยม! ยังมีสิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือความเข้ากันได้ทางจิตวิญญาณหรือก็คือเส้นทางเต๋าที่เลือกเดินการจะฝักใฝ่ในเต๋าสองชนิดก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้แต่การจะทำให้สำเร็จนั้นยากยิ่งกว่าพูดนับล้านเท่าหากผู้ที่เดินตามเส้นทางของเต๋ากระบี่แต่ยังฝึกฝนดาบหรือหอกไปด้วยพวกเขาจะสามารถบรรลุจุดสูงสุดของเต๋าได้อย่างไร?คนหนึ่งคนจะไปให้ถึงปลายทางของเต๋าหนึ่งชนิดใช้เวลาทั้งชีวิตยังแทบจะไม่เพียงพอ!

            “ไท่จือสมแล้วที่เป็นหนึ่งในตัวเต็งผู้นำรุ่นใหม่ของสมาพันธ์เจ็ดดาว”

            “พี่เหวยโม่ชมกันเกินไปแล้วตัวข้ายังห่างจากท่านอยู่อีกก้าวใหญ่”

            ไท่จือเป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบางใบหน้าเข้ารูปหล่อเหลาไม่น้อยส่วนเหวยโม่นั้นเป็นชายร่างใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อผิวคล้ำเขาคือบุตรชายของจ้าวนรกที่หนึ่ง!ทั้งสองคนนี้เป็นกลุ่มแกนนำของอัจฉริยะในยุคนี่อย่างแท้จริงการฝึกฝนสูงส่งและยังสามารถผสานฟ้าดินเข้าสู่เส้นทางเต๋าได้ตั้งแต่อายุเท่านี้อีกทั้งยังก้าวไปถึงขั้นสัมผัสส่วนปลายแล้วด้วย

            จิตวิญญาณดาบสีเหลือหมุนวนรอบตัวทั้งสองคนปัดป้องการโจมตีของต้นดาบและพยายามซึมซับเอาจิตวิญาณดาบของป่าเข้ามาผสานรวมเพื่อรู้แจ้งในของเขตหยั่งรู้หากอยู่ที่โลกภายนอกไม่จำเป็นต้องฝันเสียด้วยซ้ำว่าจะหาจิตวิญญาณดาบมากขนาดนี้ได้ที่ไหนนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขามีความกระตือรือร้นอย่างมากในการเข้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์!

            สายตาของทั้งคู่ประสานกันก่อนจะเหลือบมองไปยังคนด้านนอกอย่างเหยียดหยามและถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกพวกขยะเหล่านั้นแน่นอนว่าไม่สามารถเข้ามาในป่าดาบได้แล้วยังจะมีใครเข้ามาแย่งจิตวิญญาณดาบจากพวกเขา?ตามตำนานต้นดาบเหล่านี้เมื่อสูญเสียจิตวิญญาณดาบไปพวกมันจะหม่นแสงและรอการสะสมของพลังงานศักดิ์สิทธิ์นับพันปีจึงจะสามารถปล่อยจิตวิญญาณดาบออกมาได้อีกครั้งดังนั้นด้วยเวลาเพียงสั้นๆหนึ่งเดือนไม่ต้องคิดเลยว่าหากถูกแย่งไปพวกเขาก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว!

            ขั้นหยั่งรู้นั้นอีกเพียงไม่นานก็จะบรรลุถึงไม่จำเป็นต้องกังวลแต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องระมัดระวังการแย่งชิงก็คือต้นดาบในระยะสี่พันจั้งขึ้นไปการจะผ่านไปยังขั้นลึกล้ำจำเป็นต้องผสานรวมกับจิตวิญญาณดาบจำนวนมากแน่นอนว่าที่โลกภายนอกย่อมไม่มีทำได้เพียงฝึกฝนทำความเข้าใจและให้กำเนิดด้วยตัวเองเท่านั้น การจะทำเช่นนั้นต้องใช้เวลามากขนาดไหน?ป่าดาบคือสวรรค์ของผู้ใช้ดาบอย่างแท้จริง พวกเขาโชคดีที่ถูกสุ่มมายังทิศใต้ของเขตนอกซึ่งมันทำให้พวกเขาดีใจจนบ้าคลั่งดังนั้นก่อนที่คนอื่นๆ จะมาถึงพวกเขาจะต้องกอบโกยให้ได้มากที่สุด!

            สายตาของทั้งคู่ประสานกันฉายชัดถึงความเข้าใจก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยโชคที่หล่นทับเช่นนี้หากพวกเขาไปถึงขั้นลึกล้ำก่อนที่คนอื่นๆจะมาถึงแล้วยังต้องกลัวอะไรอีก?

            ทว่าก่อนที่ทั้งสองจะหันกลับไปเตรียมทะลวงการประสานเข้าสู้ขอบเขตหยั่งรู้ในสายตาของพวกเขาก็ปรากฏร่างของเด็กชายชุดข่าวที่โผล่มาจากไหนไม่รู้กำลังเดินตรงเข้ามาในเขตของป่าดาบอย่างช้าๆใบหน้าของเขานิ่งสงบร่างกายแผ่กลิ่นอายโบราณออกมา จุดที่ทำให้ทุกคนสามารถจดจำเขาได้ง่ายที่สุดก็คือมังกรน้อยตัวสีขาวที่ขดตัวนอนหลับอยู่บนไหล่ของเขา!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน